ไอรีนหันกลับมายิ้มให้กับน้องชาย “รอตรงนั้นก่อนนะรัน”
แม้จะไม่เข้าใจว่าพี่สาวของเขาทำได้อย่างไรถึงทำให้คนเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพนั้นได้แต่พารันก็รีบเอ่ยออกไปด้วยความเป็ห่วง “พี่ไอ ถ้าพี่ทำร้ายพวกเขา…”
“ไม่ต้องกังวลหรอก” ไอรีนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เธอรู้ว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไปแต่กฎเกณฑ์บางอย่างก็ยังต้องรักษาอยู่ แม้โลกจะให้ความเคารพคนที่แข็งแกร่งและมีพลังอำนาจแต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่เธอจากมา ต่อให้เธอฆ่าคนเหล่านี้ได้ง่ายๆแต่หากทำเช่นนั้นจริงเธอก็จะต้องเจอกับโทษเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เธอมีวิธีที่จะใช้จัดการสถานการณ์นี้อยู่ในใจั้แ่ต้นอยู่แล้ว
พลังของไอรีนก่อตัวคล้ายม่านพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมคนทั้งสี่เอาไว้เพื่อไม่ให้น้องชายได้ยินคำพูดของเธอ
สีหน้าของทั้งสี่นั้นดูหวาดกลัวและขี้ขลาดเป็อย่างมาก พวกเขาต่างก็ส่ายหน้าและพูดอะไรบางอย่างแต่พารันไม่ได้ยินคำพูดของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ไอรีนหันกลับมาหาน้องชายและแตะเท้าเพียงก้าวเดียวก็เข้ามาพยุงร่างของน้องชายขึ้นมายืนได้อย่างง่ายดาย
“กลับบ้านกันเถอะ” ไอรีนไม่ได้สนใจคนทั้งสี่อีก ทิ้งให้พวกเขานอนทุรนทุรายด้วยความเ็ปอยู่แบบนั้นต่อไป
พารันไม่ทันตั้งสติก็พบว่าเขาถูกพี่สาวยกตัวขึ้นพาดบ่าและััถึงแรงลมที่พัดผ่านร่างกายไปอย่างรวดเร็วจนแม้แต่จะอ้าปากร้องก็ยังไม่ทัน
จนไอรีนวางเขาลงนั่นแหละเขาถึงพบว่าตัวเองมาอยู่ที่หน้าบ้านเช่าเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“เอ้า รีบเข้าบ้านได้แล้ว คุณแม่รอนานแล้วนะ” ไอรีนเอ่ยยิ้มๆและเปิดประตูเดินเข้าบ้านไปอย่างสบายๆ ทั้งที่เธอเพิ่งเดินทางในระยะสามกิโลเมตรภายในสามสิบวินาทีแต่กลับไม่มีเหงื่อเลยแม้แต่น้อย
‘ดูเหมือนว่าวิชากลั่นไอ์จะส่งผลต่อร่างกายของเรามากทีเดียว’ ไอรีนเองก็ประหลาดใจเช่นกันที่เธอสามารถเคลื่อนไหวได้ในระดับนี้ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากเคล็ดวิชาเซียนระดับสูงแต่มันก็ต้องพึ่งพาร่างกายที่แข็งแกร่งไม่น้อยเช่นกัน
ร่างกายของเธอตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้วิชากลั่นไอ์ช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมและยังพัฒนาจนกลายเป็ร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่านักกีฬาโอลิมปิกหรือหน่วยรบพิเศษที่ต้องฝึกฝนร่างกายอย่างหนักตลอดชีวิต และยิ่งเวลาผ่านไปวิชากลั่นไอ์ก็ยิ่งพัฒนาร่างของเธอมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ความแข็งแกร่งของเธออยู่ในระดับเหนืุ์โดยธรรมชาติ
ทว่าถึงอย่างไรวิชากลั่นไอ์ก็ไม่นับว่าเป็วิชาฝึกฝนร่างกายอย่างแท้จริง การพัฒนาร่างกายเป็แค่ผลพลอยได้จากการที่ร่างกายของเธอดึงเอาพลังฟ้าดินมาใช้ปรับปรุงสภาพเท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายของเธออิ่มตัวมันก็จะหยุดการพัฒนาเอาไว้ หลังจากนั้นผลลัพธ์ของวิชากลั่นไอ์ก็จะส่งผลต่อพลังิญญาของเธอตามที่ควรจะเป็
“อ้ะ กลับมากันแล้วหรือ” ไพลินที่กำลังกังวลเพราะอยู่ๆลูกสาวของเธอก็ออกจากบ้านไปกะทันหันและยังมีลูกชายที่เธอไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่กำลังคิดจะลองติดต่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของสามีที่ยังมีการติดต่อกันอยู่บ้างก็พบว่าลูกสาวของเธอกลับมาแล้ว ด้านหลังของเธอยังมีลูกชายที่ตนกำลังเป็ห่วงเดินตามมาด้วยสีหน้าสับสน
“แม่ พี่เขา… ทำไมพี่เขาถึง…” พารันยังตั้งสติไม่ได้
เพราะไอรีนแบ่งพลังิญญาส่วนหนึ่งเข้าสู่ร่างของน้องชายตอนที่พาเขากลับบ้านดังนั้นาแเล็กๆบนใบหน้าของเขาจึงฟื้นฟูจนอยู่ในสภาพปกติ แต่ถ้าหากเป็าแหนักอย่างการกระดูกแตกหักการใช้พลังิญญารักษาย่อมเป็ไปไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีวิชาเซียนที่มุ่งเน้นด้านการรักษาแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ไอรีนถนัด
ไพลินที่คิดว่าลูกๆปลอดภัยดีและไม่ได้มีเื่อะไรเกิดขึ้นจึงเผยรอยยิ้มและเอ่ยว่า “อย่างที่เห็นนั่นแหละ พี่สาวของลูกเพิ่งฟื้นขึ้นมาวันนี้ คุณหมอตรวจดูแล้วเห็นว่าพี่เขาแข็งแรงดีก็เลยให้กลับมาที่บ้านได้เลย วันนี้พวกเรามาฉลองให้พี่สาวของลูกกันเถอะ”
พารันอึ้ง “นี่ผมไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหม?”
ไอรีนหัวเราะและตบไหล่ของน้องชายหนึ่งครั้งเบาๆ แม้จะเป็การตบเบาๆแต่พารันกลับรู้สึกราวกับถูกตบด้วยของหนักจนสูดลมหายใจเข้าลึกไปคำหนึ่ง
“เจ็บไหม? ถ้าเจ็บก็แปลว่าไม่ใช่ฝันไงละ”
“นี่มันเป็ไปได้ยังไงเนี่ย พี่ไอฟื้นแล้ว แถมยัง…”
ไอรีนปรายตามองน้องชายและเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องพูดไร้สาระ มีอะไรค่อยคุยกันทีหลัง”
พารันมองพี่สาวแล้วก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่อยากให้แม่รู้เื่ที่เธอลงมือกับคนเ่าั้ ดังนั้นเขาจึงเก็บเงียบเื่นี้เอาไว้ชั่วคราวและนั่งลงทานอาหารในงานฉลองเล็กๆของครอบครัว
พารันไม่รู้ว่าเขาควรจะรู้สึกอย่างไรกับเื่ราวมากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาดีใจที่ในที่สุดพี่สาวของเขาก็ฟื้นกลับมา โล่งใจที่หลังจากนี้ภาระค่าใช้จ่ายที่บ้านน่าจะลดลงไปมากและทำให้แม่เหนื่อยน้อยลงไปได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็อิจฉาพี่สาวที่ปลุกพลังได้สำเร็จเหมือนกับพ่อของพวกเขา
ขณะเดียวกันเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเพียงแค่ปลุกพลังสำเร็จทำไมพี่สาวของเขาถึงได้แข็งแกร่งขึ้นมาขนาดนี้ มันดูไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งปลุกพลังได้เลยสักนิด แต่เหมือนกับนักล่าระดับบรอนซ์เสียมากกว่า
ระดับของนักล่านั้นถูกกำหนดโดยสมาคมนักล่านานาชาติ โดยจะอ้างอิงจากทั้งเลเวล ค่าสถานะ สกิลและผลงานของนักล่าคนนั้นๆ
โดยจะเริ่มจากนักล่าระดับวู้ด(Wood) ไออ้อน(Iron) บรอนซ์(Bronze) ซิลเวอร์(Silver) โกลด์(Gold) และไดมอนด์(Diamond)
นักล่าระดับบรอนซ์คือผู้ที่ผ่านประสบการณ์ต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งและยังมีส่วนร่วมในผลงานเคลียร์ดันเจี้ยนอย่างน้อยห้าแห่งขึ้นไป ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงถือได้ว่าเป็ทหารผ่านศึกผู้หนึ่ง
แต่พี่สาวของเขาต่อให้ปลุกสกิลขึ้นมาได้มากกว่าหนึ่งมันก็ควรจะเป็แค่สกิลระดับ F ใน่เริ่มต้น และเธอยังไม่มีเวลาให้เพิ่มเลเวลจากการฆ่ามอนสเตอร์เลยสักตัว เป็ไปได้อย่างไรที่เธอจะมีความแข็งแกร่งระดับเดียวกับนักล่าระดับบรอนซ์คนหนึ่ง
ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาวกับแม่ของเขานอนอยู่ห้องเดียวกันเขาคงจะดึงตัวพี่สาวมาคุยเพื่อคลายข้อสงสัยแล้ว
นอกจากนี้เขาก็ยังมีความกังวลเื่อันธพาลสี่คนนั้นที่ถูกพี่สาวของเขาหักขาและทิ้งเอาไว้ที่ตึกร้าง ไม่รู้ว่าสี่คนนั้นจะนำเื่นี้ไปแจ้งตำรวจและทำให้พี่สาวเดือดร้อน ยังมีเื่คุณหนูตระกูลสิธารินทร์ที่อยู่เื้ัอีก ถ้าหากพ่อของเขายังอยู่แน่นอนว่าตระกูลสิธารินทร์หรือกิลด์คมเขี้ยวธาราย่อมไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ใน่เวลาแบบนี้จะใครช่วยปกป้องพวกเขาได้กันละ
พารันคิดว่าตัวเองคงนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะความกังวล ทว่าผ่านไปเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาทีเขาก็ง่วงงุนจนไม่อาจรั้งสายตาเอาไว้ได้อีก เช่นเดียวกับไพลินที่หลับลึกอย่างรวดเร็ว
ไอรีนลืมตาขึ้นก่อนจะดันตัวขึ้นยืน เพราะบ้านเช่าหลังนี้มีแค่สองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำดังนั้นเธอจึงต้องนอนอยู่ห้องเดียวกับแม่ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ เพราะแบบนี้เธอจึงต้องใช้วิชากล่อมนิทราเพื่อให้แม่กับน้องชายนอนหลับลึกไปเสียก่อน ไม่คิดว่าวิชาไร้สาระที่ศิษย์น้องคนหนึ่งของนางคิดค้นขึ้นจะมีประโยชน์ในสถานการณ์แบบนี้
เมื่อแม่กับน้องชายหลับสนิทไปแล้วไอรีนก็เดินทางออกจากบ้านและมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่เธอรู้สึกถึงพลังฟ้าดินที่หนาแน่นมากที่สุดใกล้ๆกับพื้นที่บ้านของตัวเอง หลังจากที่ตรวจสอบจากแผนที่ดูเหมือนว่ามันจะเป็สวนสาธารณะใกล้ๆกับตำแหน่งที่มีดันเจี้ยนปรากฎขึ้นมา
‘พลังงานเวทมนตร์จากดันเจี้ยนทำให้พลังฟ้าดินในพื้นที่แถบนี้หนาแน่นขึ้นไปด้วย แปลว่าพลังงานทั้งสองมีความเกี่ยวข้องและสอดคล้องกันอยู่สินะ’ ไอรีนมองดูดันเจี้ยนด้วยความรู้สึกสนใจ น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอยังไม่ได้รับใบอนุญาตการเป็นักล่าอย่างเป็ทางการ ดังนั้นการเข้าไปในดันเจี้ยนจึงเป็เื่ผิดกฎหมาย เธอยังไม่ตัดสินใจที่จะเป็นักล่าก็จริงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าดันเจี้ยนเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยในสายตาของเธอ นอกจากนี้มันยังเป็แหล่งรายได้ชั้นดีในยุคปัจจุบันอีกด้วย
ไม่ต้องพูดถึงไอเทมต่างๆที่หาได้จากการฆ่ามอนสเตอร์ซึ่งสามารถนำมาขายให้กับนักล่าคนอื่นได้ในราคาสูง ภายในดันเจี้ยนเหล่านี้ยังมีผลึกมานาที่มีลักษณะคล้ายแร่ธาตุดั้งเดิมของโลกซึ่งถือเป็วัตถุดิบมีค่าอยู่มากมาย ดูอย่างมือถือที่พารันกับแม่ใช้งานอยู่ก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ศึกษาจากผลึกมานา นำมาใช้สร้างแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าแบตเตอรี่หลายร้อยเท่า
เพราะแบบนี้พวกกิลด์เอกชนที่มีอำนาจมากถึงขนาดสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนได้สำเร็จด้วยกำลังของตนเองจึงถือว่าได้สัมปทานในการเก็บเกี่ยววัตถุดิบเ่าั้จนร่ำรวย ในไทยมีกิลด์เอกชนที่มีศักยภาพมากพอจะเคลียร์ดันเจี้ยนด้วยตัวเองเพียงไม่ถึงสามกิลด์เท่านั้น และส่วนใหญ่เป็แค่ดันเจี้ยนระดับต่ำที่ไม่ได้มีอันตรายอะไรมากมาย
แม้จะเป็เช่นนั้นพวกเขาก็ทำเงินได้มากกว่าร้อยล้านหรือพันล้านต่อดันเจี้ยนหนึ่งแห่งที่สามารถเคลียร์ได้สำเร็จ
“ถ้าคิดจะหาเงินการเป็นักล่าก็คงเป็ทางเลือกที่ง่ายที่สุดแล้วจริงๆนั่นแหละ” ตอนที่เป็ผู้บำเพ็ญเพียรเงินตราย่อมไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอะไร แต่ตอนนี้เธอกลับมาอยู่ที่โลกใบแรกและมีแม่กับน้องชายที่ต้องรับผิดชอบดูแล ดังนั้นเธอจึงต้องใส่ใจเื่ความมั่งคั่งร่ำรวยสักหน่อย
ส่วนเื่อันธพาลสี่คนที่เธอเพิ่งหักขาทิ้งไปวันนี้เธอไม่ได้กังวลหรือใส่ใจเลยแม้แต่น้อย น้องชายของเธอไม่ได้ยินเพราะเธอใช้ม่านพลังปิดกั้นเอาไว้ แต่คำพูดของเธอที่ทิ้งท้ายเอาไว้กับพวกเขาก็คือถ้าหากพวกเขายังกล้ามาวุ่นวายกับน้องชายหรือคิดจะสร้างปัญหาต่อจากนี้ เธอจะทำให้พวกเขามีชีวิตไม่สู้ตกตาย และแม้แต่ครอบครัวของพวกเขาก็จะต้องเดือดร้อนไปด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าเธอไม่คิดจะลงมือทำร้ายหรือฆ่าครอบครัวของพวกเขาจริงๆอย่างที่บอก ถึงอย่างไรเธอก็เป็ผู้ฝึกเส้นทางเซียนคนหนึ่งไม่ใช่ผู้ฝึกสายมารที่จะเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างโเี้และไร้เหตุผล
ทว่าถ้าจะบอกว่าเธอเป็ผู้มีเมตตาโปรดสัตว์ก็ไม่ใช่ด้วยเช่นกัน ในเส้นทางของการบำเพ็ญเพียรนั้นเต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ตลอดสามร้อยปีนั้นเธอได้เข่นฆ่ามาแล้วจนไม่อาจนับจำนวนต่อให้ไม่นับผู้ฝึกมารและอสูรเ่าั้ก็ตาม
เพราะการที่จะบำเพ็ญเพียรยกระดับตัวเองสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือทรัพยากรสำหรับใช้ฝึกฝนซึ่งกว่าจะได้มาก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกับผู้อื่นจำนวนมาก สำหรับเธอแล้วบนโลกใบนี้มีคนอยู่สามประเภท ประเภทแรกก็คือคนที่เป็มิตร ประเภทที่สองก็คือคนที่ไม่เกี่ยวข้องและประเภทสุดท้ายก็คือศัตรู
ถ้าหากเป็ศัตรูของเธอ เธอก็ไม่ลังเลที่จะกำจัดทิ้ง
เช่นอันธพาลทั้งสี่คนนั้นที่กล้าคิดลงมือกับน้องชายของเธอย่อมถูกจัดให้เป็ศัตรู และถ้าไม่ใช่เพราะเธอยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะมองข้ามกฎหมายของโลกใบนี้ บางทีสี่คนนั้นอาจจะถูกเธอสังหารทิ้งไปแล้ว อีกฝ่ายเองก็รับรู้เื่นี้ได้ด้วยสัญชาตญาณพวกเขาจึงหวาดกลัวจนถึงขั้นไม่กล้าแม้แต่จะโกรธแค้นเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่น่าตลกก็คือแม้โลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่มันก็เพิ่งผ่านมาสามปีเท่านั้น มนุษย์ส่วนใหญ่ยังยึดติดกับภาพของโลกและสังคมที่สงบสุข เมื่อต้องเจอกับจิตสังหารของผู้ที่ผ่านโลกแห่งการฆ่าฟันมายาวนานสามร้อยปีอย่างไอรีน พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าความน่ากลัวที่แท้จริงเป็แบบใดกันแน่