สายตาคมมองไปยังหญิงสาวในชุดเสื้อยืดกับกางเกงผ้าขายาวที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังบ้านพร้อมกับแม่บ้านหญิงสูงวัย ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็คนสนิทเพียงคนเดียวของเธอในบ้านหลังนี้
ถึงบนร่างกายของหญิงสาวจะถูกประดับด้วยเสื้อผ้าราคาถูกที่ดูไร้รสนิยม ใบหน้าอันมันวาว และทรงผมอันยุ่งเหยิงซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่เคยถูกจัดเซ็ตหรือหวีดีๆเลยสักครั้ง แต่ชายหนุ่มก็เข้าใจว่าเธอคงจะทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับรู้สึกว่าเธอดูดีมีเสน่ห์ในแบบฉบับของเธอ ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มถึงแม้จะมีผิวมันวาวแต่กลับแลดูสุขภาพดีเป็ธรรมชาติ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ไม่เหมือนกับคนที่ทำงานหนัก
“คนนี้ค่ะ ปรางรัศมี จันทร์ประดับ หลานสาวคนที่ดิฉันจะให้แต่งงานกับคุณคีรินทร์” ประภัสสรพูดพร้อมกับเดินไปจูงมือหลานสาวนอกสายเืของตนมายืนต่อหน้าชายหนุ่มด้วยความตื่นเต้น
“หนูปรางเป็คนเก่งนะคะ แกทำเป็หมดทุกอย่างเลยค่ะ ทั้งงานบ้านงานเรือน อาหารคาวหวาน ซักผ้า ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ หรือแม้กระทั่งทำสวน แกทำได้หมดเลยนะคะ ถ้าคุณคีรินทร์มีอะไรจะใช้ก็ใช้ได้เลยค่ะ หนูปรางน่ะแกเป็คนขยัน ไม่เกี่ยงงานค่ะ” ประภัสสรพูดเสนอข้อดีของหลานสาวราวกับกำลังโฆษณาสินค้า
“แต่งงาน?” หญิงแสร้งทำงุนงง เพราะประภัสสรไม่เคยพูดเื่แต่งงานกับเธอเลย ถ้ายอมไปง่ายๆก็คงจะผิดสังเกตุ
คำพูดของปรางรัศมีทำให้คีรินทร์งุงงง สงสัยว่าหรือพวกเธอจะไม่เคยคุยเื่นี้กับว่าที่เ้าสาวของตนเลย
“แต่งงานสิ ฉันเลี้ยงแกมาั้แ่ยังเด็ก เสียข้าวสุกไปไม่รู้กี่หม้อ แกต้องตอบแทนบุญคุณฉันด้วยการไปแต่งงานกับเขา นี่ถือว่าแกมีบุญมากแล้วนะที่ได้แต่งงานกับคนรวยๆอย่างคุณคีรินทร์ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องถามอะไรมาก แค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ” ประภัสสรกระซิบเสียงรอดไรฟันให้พวกเธอได้ยินกันแค่สองคนอย่างเผด็จการ
“นี่คุณประภัสสรไม่เคยคุยเื่นี้กับเธอเลยเหรอครับ” ชายหนุ่มพูดดักจนหญิงวัยกลางคนหน้าเสีย
“อุ๊ย ใครบอกล่ะคะ คุยสิคะ เื่สำคัญขนาดนี้จะไม่ได้คุยได้ยังไง เราคุยกันแล้วค่ะ แต่ว่าหนูปรางคงจะลืม แหม่เด็กคนนี้ขี้ลืมจะตาย ใช่มั้ยหนูปราง” เธอแก้ตัวน้ำขุ่นๆก่อนจะหันไปพูดประโยคสุดท้ายข่มขวัญหญิงสาวให้คล้อยตามเพื่อช่วยกู้หน้าของตน
“ค่ะ เราคุยกันแล้ว แต่ปรางลืมน่ะค่ะ” หญิงสาวพูดตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จริงๆแล้ว เธอเลือกที่จะไม่เลี่ยงมากกว่า
“อ่อครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ เขามองดูหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ในสายตาเขาเธอดูเหมือนคนที่อ่อนแอ อ่อนต่อโลก ไร้เดียงสา แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ แววตาของเธอมันมีความแข็งกร้าว มีความมั่นใจ ซึ่งดูขัดกับบุคลิกอันอ่อนแอที่เธอแสดงออก
ปรางรัศมีมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณา ร่างกายของเขาไม่แข็งแรง เวลาพูดก็มักจะไอตลอด เขานั่งรถเข็นทำให้เธอพอเดาได้ว่าเขาคงจะขาไม่ดี หรืออาจถึงขั้นพิการ แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวประหลาดใจคือ ทำไมเธอถึงไม่เคยได้ยินเลยว่าลูกชายคนกลางของทีพีเจจะพิการขา หรือได้รับาเ็ที่ขา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมไปกับเขาในฐานะว่าที่เ้าสาว
“ถ้างั้นผมขอตัวเลยละกันนะครับ แค่กๆ พอดีมีธุระต่อ” คีรินทร์เอ่ยปากบอกเป็นัยว่าเขากำลังจะไปจากที่นี่
“นี่ครับ เช็คเงินสด 20 ล้าน แล้วก็นี่โฉนดที่ดินบ้านหลังนี้ครับ” พชรนำเอกสารทั้งหมดที่กล่าวมาไปยื่นให้กับประภัสสรตามสัญญา
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ” หญิงวัยกลางคนตาลุกวาว ยื่นมือไปรับมันมาด้วยความดีใจจนออกนอกหน้า
“หนูปราง ทำตัวดีๆนะลูก ดูแลคุณคีรินทร์ดีๆ อย่าดื้อกับคุณคีรินทร์ล่ะ” เธอหันไปพูดกับปรางรัศมีทำทีเหมือนเป็ผู้ใหญ่ที่รักและเอ็นดูลูกหลานของตนคนหนึ่ง
หญิงสาวส่งรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากเป็คำตอบก่อนจะก้มหน้าลงด้วยท่าทีเขินอาย แต่จริงๆแล้วเธอกำลังแสยะยิ้มให้กับความตอแหลของน้าบุญธรรม และโชคชะตาที่เล่นตลกกับเธอ
“เชิญครับคุณปรางรัศมี” พชรพูดก่อนจะเข็นรถเข็นที่มีคีรินทร์นั่งอยู่เดินนำออกไป
“คุณหนู” เสียงของป้าเนียมส่งผลให้เท้าของปรางรัศมีต้องหยุดลง “ดูแลตัวดีๆนะคะ” ป้าเนียมสั่งเสียคุณหนูของเธอด้วยความเป็ห่วง
“ค่ะ” หญิงสาวรับปาก “ป้าเนียมก็ดูแลตัวเองดีๆนะคะ” เธอพูดกับป้าเนียมด้วยความเป็ห่วงเช่นกัน แล้วหันหลังเดินตามคนทั้งสองออกไป
“สงสารนังปรางมันนะ ชีวิตทั้งชีวิตนี้ก็ต้องเป็คนใช้มาตลอด แต่งงานไปยังจะต้องไปดูแลคนพิการอีก” ป่านแก้วพูด ถึงแม้ปากของเธอจะบอกว่าสงสาร แต่น้ำเสียงที่เธอใช้พูดนั้นกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ช่วยไม่ได้ ก็บุญวาสนามันมีแค่นี้อ่ะเนอะ อุตส่าห์ได้แต่งงานกับหนุ่มหล่อแถมรวย แต่พิการ มันก็ดีสำหรับคนกระจอกๆแบบมันแล้วนี่นา” ปรางรัศมีพูดเสริมด้วยท่าทีเย้ยหยันเช่นกันก่อนที่หญิงสาวสองพี่น้องจะพากันหัวเราะชอบใจ
ป้าเนียมที่ทนฟังไม่ได้จึงต้องรีบเดินหนีเข้าไปหลังบ้าน
“ป้าจะรอวันที่คุณหนูกลับมานะคะ” เธอพูดกับตัวเองเบาๆ น้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง