36 1-2
ตอนที่ 51 ลุงโม่สอนมาดีขอรับ (1)
แขนข้างขวาของเขามีผ้าพันแผลห่อคลุมไว้อย่างแน่นหนา และยังมีธารเลือดสีแดงคล้ำที่แห้งกรังเป็นคราบติดฝังอยู่
“เปลี่ยนผ้าพันแผลล่าสุดเมื่อใด?”
ไป๋ซือหมิงหัวเราะแก้เขินเบาๆ
“ข้ากำลังจะเปลี่ยนอยู่พอดี แต่ท่านก็มาถึงเสียก่อน สงสัยคงจะเป็นโชคชะตา!”
“อืม โชคชะตาก็โชคชะตา”
เหลิงหยุนจียวมองผ่านอ่านความคิดอีกฝ่ายออกเป็นอย่างดี แต่ก็มิได้เอ่ยปากพูดอันใด จากนั้นจึงเริ่มแกะผ้าพันแผลผืนเก่าออก
บาดแผลภายในค่อนข้างสาหัส เห็นเป็นรูพรุนสีแดงมีขนาดค่อนข้างกว้าง เนื้อหนังบริเวณนั้นเริ่มเน่าและส่งกลิ่นเหม็นจางๆ พบเจอสภาพเช่นนี้เข้า เหลิงหยุนเจียวก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“เอ่อนี่...”
“กิ่งไม้ทะลุแขนนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“....”
เหลิงหยุนเจียวอึ้งจนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง แววความเคร่งเครียดจริงจังฉายปรากฏขึ้นในดวงตาของนางเพิ่มขึ้นทันที
ปากแผลมีความกว้างอย่างน้อยก็เกือบจะสองนิ้วเข้าไปแล้ว ทั้งยังเจาะทะลุจากบนลงล่างอีก
เป็นที่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี สภาพบาดแผลที่เห็นนี้ค่อนข้างร้ายแรงอย่างมาก ทั้งกระดูก เส้นเอ็นและเส้นลมปราณบริเวณแขนดูเหมือนจะสาหัสไม่น้อย
ไป๋ซือหมิงต้องทะเล่อทะล่าเพียงใดกัน จึงได้บาดแผลฉกรรจ์เช่นนี้มา?
แต่น่าจะเป็นเพราะโอสถบางชนิดที่ไป๋ซือหมิงมีติดตัวมา จึงส่งผลให้บาดแผลเริ่มสมานกันได้บ้างแล้ว เพียงแต่ว่าเจ้าตัวยังจัดการบาดแผลได้ไม่ค่อยสะอาดนัก จึงทำให้แผลสมานหายช้า หรืออาจเป็นเพราะอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พกเข้าป่ามาด้วยมีไม่ครอบคลุมพอ
“พี่สาวถัง อาการบาดเจ็บของข้าไม่ได้ร้ายแรงมากกระมัง?”
“ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าเป็นห่วงนัก เดี๋ยวข้าจะจัดการล้างแผลแล้วฉีดยาฆ่าเชื้อกันบาดทะยักเพิ่มให้ คงจะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ”
แม้ทราบดีว่า ร่างกายของผู้ฝึกปรือลมปราณจะแข็งแกร่งทนทานกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่เหลิงหยุนเจียวยังคงต้องทำตามลำดับขั้นตอนการรักษาอย่างถูกต้อง
“ยาฆ่าเชื้อ? บาดทะยัก? มันคือสิ่งใดกัน? เป็นโอสถชนิดหนึ่งอย่างนั้นรึ? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อโอสถเหล่านี้มาก่อนเลย”
เหลิงหยุนเจียววานให้เหนียวเหนี่ยวเร่งตระเตรียมยาเหล่านั้นให้โดยไว ส่วนนางก็รีบสวมถุงมือยางและหน้ากากปิดจมูกโดยไว
บาดแผลมีโอสถคอยช่วยผสานเนื้อหนังให้แล้วจึงไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่สิ่งที่เหลิงหยุนเจียวกังวลก็คือ แผลนี้อาจติดเชื้อจนส่งผลกระทบไปถึงระบบร่างกายอื่นๆได้
“เจ้าอย่ากังวลใจไปเลย นี่เป็นสูตรยาเฉพาะที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง”
ขณะที่เอ่ยกล่าวนั้น นางก็เปิดขวดแก้วสีน้ำตาลโปร่งแสงเล็กน้อย ฉลากบนนั้นเขียนติดไว้ว่า‘ทิงเจอร์ไอโดดีน’ พร้อมก้อนสำลีจำนวนหนึ่ง หันหน้าไปทางไป๋ซือหมิง ฉีกยิ้มให้พร้อมกล่าวว่า
“แสบนิดหน่อย แต่ไม่ถึงตาย”
“....”
หลังจากล้างแผลและฉีดยาให้เสร็จสรรพ เหลิงหยุนเจียวก็เอ่ยถามต่อในขณะที่กำลังทำการฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์ แล้วเก็บกลับที่เดิม
“นี่เจ้าไปได้แผลจากที่ใดเข้า? จำอะไรได้บ้างหรือไม่?”
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะโดนเถาวัลย์ไม้อสรพิษแพร่พิษทำร้ายใส่ กับเพียงแค่แขนขาทะลุจึงนับเป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่งนัก จึงไม่แปลกที่ไป๋ซือหมิงจะดูไม่มีท่าทีตื่นตระหนกกังวลเท่าใด
“ก็ได้จากตามทางนี่ล่ะ ข้าไม่ได้ใส่ใจกับมันเท่าใดนัก”
“...” คิดแล้วเชียวว่า อีกฝ่ายคงตอบกลับมาประมาณนี้
“เป้าหมายของเถาวัลย์ไม้อสรพิษคือหินพระธาตุปฐพีไม่ผิดแน่ และสิ่งนั้นจะต้องซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งในหุบเขาถงฉางแห่งนี้ มิเช่นนั้น สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างพวกมันหรือจะเสี่ยงมาที่นี่? เวลาของเจ้ายังเหลืออีกหลายวัน อย่าเพิ่งถอดใจเสียก่อนจะดีกว่า เจ้าพอทราบหรือไม่ว่า มีสถานที่แห่งใดในหุบเขาถงฉางบ้างที่มีพลังวิญญาณธาตุดินหนาแน่นเป็นพิเศษ?”
“สถานที่ที่มีพลังวิญญาณธาตุดินหนาแน่นเป็นพิเศษ?”
ไป๋ซือหมิงยกมือขึ้นลูบคางไปมาราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แต่ไม่ว่าจะเค้นสมองครุ่นพินิจเท่าใด กลับนึกไม่ออกเลยสักนิด
“แม่นางถัง เสี่ยวไป๋ ได้เวลากินข้าวแล้ว”
พี่ใหญ่หวังเดินเข้ามาพร้อมกับจานหมั่นโถวหอมกรุ่นในมือ แต่เหลิงหยุนเจียวมิค่อยรู้สึกหิวมากนัก จึงหยิบเพียงชิ้นเล็กกัดเข้าปาก
เหลิงเจียวเหนียงได้กลิ่นหอมฉุยตลบอบอวลทั่วกระโจม ก็ดีดตัวลุกขึ้นพรวดในทันที ยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำลายที่ไหลหกใบหน้า
“เมื่อกี้ข้าเพิ่งฝันว่าได้กินหมั่นโถวก้อนโตไปหมาดๆ ไม่คิดเลยว่าจะปรากฏขึ้นต่อหน้าจริงๆ!”
พูดจบเท่านั้น มือน้อยๆของเหลิงเจียวเหนียงก็พุ่งไปคว้าหมั่นโถวชิ้นที่ใหญ่ที่สุด แล้วจับยัดเข้าปากตัวเองทันที ดูท่าทางเอร็ดอร่อยจนตาเป็นประกาย
“รู้เช่นนี้ หากข้าฝันถึงหมูหันเร็วกว่านี้ล่ะก็ ตื่นมาคงได้กินเนื้อแล้ว!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เสียงหัวเราะระเบิดดังลั่น ได้เห็นเด็กชายตัวน้อยกินหมั่นโถวที่เขาทำขึ้นอย่างมีความสุขเช่นนี้ พลันรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาทันที พี่ใหญ่หวังยกฝ่ามือขึ้นตบแผ่นหลังของเหลิงเจียวเหนียวสองสามครั้งด้วยความถูกอกถูกใจ จนเกือบทำเอาหมั่นโถวที่กำลังเคี้ยวอยู่หลุดกระเด็นออกจากปากของเด็กน้อย
“เจ้าหนู เป็นคำแนะนำที่ไม่เลว! เที่ยงนี้เจ้ารอกินหมูหันแสนอร่อยได้เลย!”
แลดูเด็กหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งหัวเราะร่วนพร้อมของกินอย่างสนุกสนาน เหลิงหยุนเจียวถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความอ่อนเปลี้ยเพลียใจ สรุปว่านี่ข้าเข้าป่ามาหาทางช่วยรักษาคน หรือมาตั้งค่ายท่องเที่ยวกันแน่?
“เอาน่า มีความสุขเข้าไว้ย่อมดีกว่ามิใช่รึ?”
ไป๋ซือหมิงยัดหมั่นโถ่วก้อนโตเข้าปาก พลางยิ้มกล่าวปลอบประโลมเหลิงหยุนเจียวทั้งแก้มตุ่ยนั้น
“พี่สาวถัง แม้จะสามารถเสาะพบสถานที่ดังกล่าวได้ แต่ท่ามกลางสิงสาราสัตว์ในหุบเขาถงฉางแห่งนี้ คาดว่าจะสามารถมีชีวิตรอดก่อนเข้าไปถึงอย่างนั้นรึ?”
“คงจะดีกว่านี้หากมีคนที่คุ้นชินเส้นทางในหุบเขาถงฉางมากกว่าพวกเรา”
เหลิงหยุนเจียวแอบถอนหายใจอย่างเงียบๆ
ในความเป็นจริง ถึงแม้จะมีคนที่คุ้นชินทางในหุบเขาถงฉางโผล่มา แต่อีกฝ่ายก็คงไม่โง่พอที่จะพาตัวเองไปเสี่ยงตายกับพวกนางเป็นแน่