ปัง!
ปัง!
ปัง!
เสียงระฆังโบราณดังกึกก้องไปทั่วทั้งสำนักเมฆาคราม
เก้าครั้งเต็ม
ไม่มีขาดแม้แต่ครั้งเดียว
ศิษย์นับพันต่างหน้าซีดเผือด ผู้ที่เข้าร่วมสำนักมาหลายปีต่างรู้ดี
ระฆังเก้าครั้ง...
หมายถึงภัยพิบัติระดับทำลายสำนัก!
"เกิดอะไรขึ้น?!"
"ศัตรูบุกหรือ?!"
"เป็ไปไม่ได้! สำนักเมฆาครามตั้งอยู่ห่างไกลจากโลกภายนอก ใครจะกล้าบุกกัน?!"
ทั่วทั้งลานฝึกเกิดความโกลาหล ศิษย์มากมายรีบวิ่งออกจากที่พัก
หลินเย่เองก็เก็บคัมภีร์ลมหายใจแห่งดารารัตติกาลลงอย่างรวดเร็ว เสียงปริศนาเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหัว
ผู้มีสายเืแห่งปฐมกาล...
ผู้สืบทอดกลับมาอีกครั้ง...
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดเื่นั้น เขารีบมุ่งหน้าไปยังลานรวมพล
ลานเมฆาหยก
ศิษย์นับพันยืนเรียงแถวอย่างวุ่นวาย ผู้าุโหลายคนปรากฏตัวพร้อมกัน บรรยากาศตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
บนแท่นสูง
เ้าสำนักเมฆาครามผู้ที่แทบไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าศิษย์ชั้นนอก ได้ก้าวออกมา
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาว ใบหน้าเรียบเฉย แต่แรงกดดันอันมหาศาลกลับปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน
หลินเย่ััได้ทันที
ิญญาแรกกำเนิด...
หรืออาจสูงกว่านั้น...
เ้าสำนักกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
"เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน..."
"สัตว์อสูรระดับสูงจำนวนมาก"
"เริ่มรวมตัวบริเวณป่าหมื่นอสูร"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
ป่าหมื่นอสูร!
สถานที่ต้องห้ามซึ่งอยู่ห่างจากสำนักเพียงร้อยลี้! ปกติสัตว์อสูรเ่าั้ไม่เคยออกมานอกอาณาเขต
เ้าสำนักกล่าวต่อ
"ตามรายงาน..."
"มีาาอสูรระดับจุติเทพตนหนึ่ง"
"ปรากฏตัวขึ้น"
ทั้งลานเงียบกริบ
จุติเทพ!
นั่นคือระดับสูงสุดในตำนานของโลกนี้!
แม้แต่เ้าสำนักก็ไม่มีทางต่อกรได้!
แต่ในขณะนั้นเอง ผู้าุโโม่ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับหรี่ตาลง
จุติเทพ?
ไม่...
นั่นไม่ใช่าาอสูรธรรมดา กลิ่นอายนั้น...
คล้ายกับบางสิ่งจากยุคา
ในเวลาเดียวกัน
ลึกเข้าไปในป่าหมื่นอสูร เงาร่างชุดดำยืนอยู่หน้าหุบเหวโบราณ
เบื้องหน้าของเขาคือเสาศิลาผุพังนับร้อยต้น บนเสาแต่ละต้น เต็มไปด้วยอักขระสีทองเลือนราง
หากผู้าุโโม่มาเห็น คงต้องตกตะลึง
เพราะอักขระเหล่านี้เหมือนกับผนึกใต้สระชำระกระบี่ทุกประการ!
ชายชุดดำยิ้มเย็น
"อีกไม่นาน..."
"ผนึกแรกจะถูกเปิด"
เื้ัเขา
สัตว์อสูรขนาดมหึมาตัวหนึ่งลืมตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตาสีแดงโลหิต เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
แรงกดดันระดับจุติเทพขั้นสมบูรณ์ ปกคลุมไปทั่วทั้งป่าหมื่นอสูร
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะทั่วทั้งร่างของมัน มีโซ่สีทองขนาดมหึมาพันธนาการเอาไว้
ราวกับกำลังกักขังบางสิ่ง หรือไม่ก็...
ป้องกันไม่ให้มันออกไปจากที่แห่งนี้ ชายชุดดำกล่าวเบา ๆ
"อดทนอีกไม่นาน..."
"นายท่านของข้าจะกลับมา"
กลับมาที่สำนัก
หลังประกาศเสร็จ ศิษย์ทุกคนถูกสั่งห้ามออกนอกเขตสำนัก
บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน หลินเย่เดินกลับกระท่อมอย่างเงียบ ๆ
แต่ระหว่างทาง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"น้องหลิน"
เป็หลี่เทียนเฟิง
เขารีบวิ่งเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติ
"เ้ารู้หรือไม่"
"ผู้าุโกำลังคัดเลือกศิษย์บางส่วน"
"เพื่อเตรียมอพยพออกจากสำนัก"
หลินเย่ชะงัก
"อพยพ?"
หลี่เทียนเฟิงพยักหน้า
"หากเกิดเื่เลวร้ายจริง"
"สำนักคงต้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เอาไว้"
"พวกอัจฉริยะอย่างหลี่ชิงอวิ๋นคงถูกเลือกแน่"
"ส่วนพวกเรา..."
เขาหัวเราะขื่น ๆ
"คงต้องฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา"
หลินเย่ไม่ได้ตอบ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ภายในใจของเขา
กลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้น ราวกับว่า...
สำนักแห่งนี้
กำลังจะเผชิญกับบางสิ่ง ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และชะตากรรมของเขา ก็กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
คืนนั้น เมื่อหลินเย่เข้าสู่การฝึกฝนอีกครั้ง
คัมภีร์ลมหายใจแห่งดารารัตติกาล ก็เปล่งแสงสีเงินออกมาอย่างเงียบงัน ตัวอักษรโบราณค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ
"บทแรก"
"ลมหายใจแห่งดวงดาว"
"ผู้ฝึกฝนต้องรับรู้จังหวะการเต้นของ์และโลก"
"หลอมลมหายใจของตนให้สอดคล้องกับจักรวาล"
และในวินาทีนั้นเอง หลินเย่ได้ยินบางสิ่ง
ตุบ...
ตุบ...
ไม่ใช่เสียงหัวใจของตนเอง
แต่เป็...
เสียงการเต้นของดวงดาวนับไม่ถ้วน
ราวกับทั้งจักรวาลกำลังหายใจไปพร้อมกับเขา