สวีเหรินสั่นสะท้านไปทั้งร่างแววตาเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในภวังค์ “ยะ...ยังมีที่ดียิ่งกว่านี้อีกเหรอครับ”
“ในอนาคตจะมีแน่นอน” จี้ทิงพูดจบก็ดึงลิ้นชักหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมา“แต่ก่อนหน้านั้น คุณต้องเซ็นสัญญาเก็บรักษาความลับฉบับนี้ก่อน”
สวีเหรินชะงัก“หา?”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
จี้ทิงเดินเลี่ยงพวกคนรับใช้ในบ้านพาตัวสวีเหรินไปยังตึกทิศตะวันตกอย่างเงียบเชียบ
“ห้องนี้คุณสามารถใช้ได้ตามสบายแต่เวลาเข้าออกพยายามอย่าให้คนอื่นเห็นจะดีที่สุด”
สวีเหรินพยักหน้าพลางอดสงสัยไม่ได้“ห้องนี้เอาไว้ทำอะไรเหรอครับ?”
“ผมเรียกมันว่าห้องเล่นเกม ถ้าคนอื่นถาม คุณก็พูดตามที่ผมบอกนั่นแหละ”
ห้องเล่นเกมงั้นเหรอ?บานประตูถูกเปิดออกท่ามกลางสีหน้าสงสัยของสวีเหรินและเพียงแค่วินาทีแรกที่เห็นสิ่งของภายในดวงตาของเขาก็เบิกกว้างจนแทบจะเท่าลูกวอลนัท
“งานของผมจำเป็ต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่ตอนนี้เงื่อนไขยังไม่พร้อมผมเลยซื้อชิ้นส่วนมาเตรียมประกอบเองเป็รุ่นพื้นฐานแบบง่ายๆ ไปก่อน”
จี้ทิงหันไปปิดประตูพลางบุ้ยปากให้สวีเหรินมองไปทางด้านซ้ายมือ“วันนี้เป้าหมายของเราคือประกอบตู้เซิร์ฟเวอร์หนึ่งตู้ในนั้นจะประกอบด้วยโฮสต์สิบสองเครื่อง แต่ละเครื่องมีแปดโมดูลสิบหกคอร์จำไม่ได้ก็ไม่เป็ไร เดี๋ยวผมจะเอาแบบแปลนละเอียดให้คุณดูอีกที”
หลังจากเขาพูดจบข้างกายกลับเงียบกริบไร้เสียงตอบรับจี้ทิงหันไปมองจึงพบว่าสวีเหรินมีสีหน้าเหมือนคนิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้ว
“เป็อะไรไป มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า?”
สวีเหรินหันขวับมาอย่างเชื่องช้าน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “จี้ทิงคือผมเรียนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ [1] มานะครับ”
จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย“ผมรู้”
“เพราะงั้นความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ของผมเลยอยู่แค่ระดับพื้นฐานของพวกนี้ผมไม่รู้เื่เลยสักนิด” มือไม้ของสวีเหรินชาหนึบไปหมดครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินคำว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็นู่น... ในข่าวภาคค่ำ
“เพราะอย่างนั้นตอนนี้ผมถึงกำลังสอนคุณอยู่นี่ไง” จี้ทิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างยิ่ง“ไม่ต้องกดดัน ขั้นตอนมันง่ายมาก ดูรอบเดียวคุณก็ทำเป็แล้ว”
‘พระเ้าช่วย! ขอให้ผมเรียนรู้เื่จริงๆ เถอะ’ สวีเหรินแทบจะร้องไห้ออกมามิน่าล่ะจี้ทิงถึงให้เขาเซ็นสัญญาเก็บรักษาความลับใครมันจะไปนึกว่าจะมีคนมานั่งประกอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ด้วยมือเปล่าในห้องใต้ดินที่บ้านกันล่ะ?!
...
ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้วสวีเหรินเดินออกมาจากตึกหลักด้วยความรู้สึกเหมือนหัวบวมพองขึ้นเป็สองเท่า
ขณะใกล้จะถึงประตูหน้ารถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาพอดี เขาจึงหลีกทางให้ด้วยฝีเท้าที่ดูล่องลอยทว่ารถคันนั้นกลับจอดลงตรงหน้าเขา พร้อมกับกระจกที่นั่งตอนหลังที่เลื่อนลง
“สวีเหริน?”
น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นสวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเขาเห็นชายหนุ่มรูปงามผู้เปี่ยมด้วยความทะนงนั่งอยู่ภายในรถใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืดดวงตาคมกริบฉายแววเ็าจนเพียงแค่สบตาก็รู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่ง
สวีเหรินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า“ผมสวีเหรินครับ คุณคือ...”
ประตูรถถูกผลักออกจี้เยี่ยนจื๋อก้าวลงมา “ผมคือพี่ชายของจี้ทิงจี้เยี่ยนจื๋อ”
พี่ชายงั้นเหรอ?สวีเหรินอึ้งไป ถ้าเป็พี่น้องกันจริงๆทำไมหน้าตาถึงไม่เหมือนกันเลยสักนิดล่ะ
จี้เยี่ยนจื๋อมองอีกฝ่ายที่เอาแต่จ้องเขาตาไม่กะพริบพลางนึกในใจว่านักศึกษาคนนี้ดูท่าทางเซ่อซ่าพิกล “นายติวให้จี้ทิงจนถึงป่านนี้เลยเหรอ?”
สวีเหรินดึงสติกลับมา“เอ่อ... ครับ เพิ่งเสร็จเมื่อกี้เอง”
“เขาเรียนเป็ยังไงบ้าง?”
“ดีมากเลยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง“ดีมาก? คุณแน่ใจนะ?”
สวีเหรินรีบนึกถึงคำกำชับของจี้ทิงก่อนหน้านี้แล้วแก้คำพูด“คือ... พื้นฐานเดิมของจี้ทิงแย่มากน่ะครับเพราะงั้นแค่เขายอมเรียนก็นับว่าดีมากแล้ว”
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผลจี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าพลางเอ่ย “คุณอดทนกับเขาหน่อยก็แล้วกันตั้งใจสอนให้ดี ถ้าคะแนนเขาพัฒนาขึ้น ผมจะเพิ่มค่าติวให้”
สวีเหรินรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าด้วยความละอายใจแต่ก็ทำได้เพียงฝืนใจตอบ “ขอบคุณครับคุณจี้ผมจะตั้งใจครับ”
เมื่อคุยกันเสร็จจี้เยี่ยนจื๋อก็สั่งให้คนขับรถไปส่งสวีเหริน ส่วนตัวเขาก็เดินเข้าบ้านไป
“จี้ทิงล่ะ?”
พ่อบ้านรับเสื้อโค้ทจากเขาพลางตอบอย่างนอบน้อม“คุณชายรองนั่งรอรับประทานมื้อค่ำอยู่ที่ห้องอาหารแล้วครับ”
มีดีแค่เื่นี้สินะ…
จี้เยี่ยนจื๋อนึกค่อนแคะในใจแต่ปากกลับสั่งว่า “บอกอาหลิวให้เพิ่มเมนูเนื้อเข้าไปด้วยเอาจานที่จี้ทิงชอบนั่นแหละ”
“ครับ”
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากอิ่มหนำแล้ว จี้ทิงก็วางตะเกียบลง
“นั่งลงก่อน”
จี้ทิงชะงักท่าทางที่จะลุกขึ้นพลางมองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยสายตาเรียบเฉย “พี่มีธุระอะไรอีก?”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้ม“ทำเป็ไม่อยากคุย เื่ที่ฉันสั่งให้นายทำเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วนายทำหรือยัง?”
จี้ทิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามอย่างงุนงง “เื่อะไรครับ?”
“ที่ฉันบอกให้นายเดินจากห้องอาหารนี้ไปที่ประตูรั้วหน้าบ้านแล้วเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าฉันจะสั่งให้หยุดไง”
จี้ทิงนึกออกทันทีคิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน เขาจึงขยับตัวเตรียมจะเดินหนี
“ถ้านายไม่ทำ พรุ่งนี้ฉันจะบอกสวีเหรินว่าไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อขู่ด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
จี้ทิงหันขวับมาทันที“จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เป็คนบอกให้ผมติวหนังสือเองนะ”
“และนายก็เป็คนรับเงินสามล้านของฉันไป ถึงต้องยอมติวไงล่ะ”
[ชาติก่อนจี้เยี่ยนจื๋อต้องเกิดเป็แทสเมเนียน[2] แน่ๆเขาเป็ปีศาจร้ายชัดๆ]
จี้ทิงก่นด่าเปรียบเปรยในใจไปสองรอบก่อนจะสูดลมหายใจลึก “แค่เดินไปที่ประตูหน้าบ้านใช่ไหม?”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเ้าเล่ห์“อืม เดินไปพลางนึกเื่ตลกเื่นั้นในใจไปด้วย”
“ผมจะไม่เล่าเื่ตลกให้พี่ฟังอีกแล้ว ต่อให้นึกแค่ในใจผมก็ไม่ทำ” จี้ทิงประกาศกร้าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะในลำคอ“มีอุดมการณ์ซะด้วย งั้นก็ร้องเพลงแล้วกัน”
“ร้องไม่เป็”
“ฉันมั่นใจว่าเพลงแองเตอร์นาซิอองนาล [3] นายร้องเป็แน่”จี้เยี่ยนจื๋อเชิดคางขึ้น “ไปสิ”
จี้ทิงมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้งนิ้วมือที่ทิ้งข้างลำตัวกำเข้าหากันจนเห็นข้อขาวซีด
[ตื่นเถิด พี่น้องผองทาสผู้ทุกข์ระทม]
[ลุกขึ้นเถิด มวลชนผู้ยากไร้ทั่วหล้า]
เมื่อรวมเข้ากับเนื้อเพลงและภาพแผ่นหลังของจี้ทิงที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปจี้เยี่ยนจื๋อก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำจนหน้าอกกระเพื่อม
เขากลั้นยิ้มพลางเดินขึ้นไปยังชั้นสองแล้วยืนมองจากระเบียงต่อ...
[เืในอกมันเดือดพล่านประทุแล้ว เพื่อความจริงเราต้องลุกขึ้นสู้]
[เหล่าทาสทั้งหลาย จงลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้น]
จี้ทิงเดินห่างออกไปไกลกว่ายี่สิบสามสิบเมตรแล้วเขาเหลียวหลังกลับมามองจี้เยี่ยนจื๋อจากระยะไกล “พอหรือยัง?”
จี้เยี่ยนจื๋อกดมุมปากที่สั่นระริกเอาไว้พลางะโตอบ “ยังไม่พอ เดินต่อไป!”
[สิ่งที่น่าชังที่สุดคือพวกสัตว์ร้ายที่สูบเืเนื้อเรา]
[เมื่อเรากำจัดพวกมันให้สิ้นซาก แสงตะวันสีแดงฉานจะส่องสว่างไปทั่วโลก]
ผ่านไปนานเข้าจี้เยี่ยนจื๋อก็เริ่มหัวเราะไม่ออก เขาไม่คิดว่าจี้ทิงจะว่าง่ายขนาดนี้สั่งให้ร้องเพลงก็ร้องจนจบเพลงอย่างครบถ้วนราวกับว่าอะไรที่รับปากไว้ก็จะก้มหน้าก้มตาทำจนสำเร็จ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเกือบจะเดินพ้นประตูรั้วความคิดกลั่นแกล้งก่อนหน้านี้ก็พลันมลายหายไป
ช่างเถอะ...จี้เยี่ยนจื๋อคิดในใจ ตราบใดที่จี้ทิงไม่ทำตัวน่ารำคาญจะได้ยินเสียงเขาบ่นในหัวบ้างก็ช่างมัน
เขาให้พ่อบ้านไปเรียกตัวจี้ทิงกลับมาเมื่อจี้ทิงเดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ก็ถามขึ้นทันที“พี่ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?”
จี้เยี่ยนจื๋อกอดอกทำท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ “ฉันเห็นนายกินอิ่มเกินไปเลยเอามาจูงเล่นเหมือนว่าวน่ะ”
แววตาของจี้ทิงเย็นเยียบลง“แค่เนี้ยนะ?”
“ไม่งั้นจะเพื่ออะไรล่ะ”
จี้ทิงจ้องมองเขานิ่งเงียบไปนานแสนนาน “จี้เยี่ยนจื๋อพี่นี่มันนิสัยเสียจริงๆ เลย”
เชิงอรรถ
[1]วิศวกรรมทัศนศาสตร์ คือสาขาวิศวกรรมที่ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านแสงเพื่อออกแบบ พัฒนา และสร้างอุปกรณ์ระบบแสง เลเซอร์ ไฟเบอร์ออปติก และระบบถ่ายภาพโดยครอบคลุมการผลิต การตรวจจับ และการจัดการแสงสว่างและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
[2]แทสเมเนียน หรือแทสเมเนียนเดวิล (Tasmanian Devil) เป็สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้องประเภทกินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีถิ่นฐานตามธรรมชาติอยู่บนเกาะแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลียที่มาของชื่อของมันมาจากชาวยุโรปที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียรุ่นแรกตั้งชื่อให้เนื่องจากเสียงร้องที่โหยหวนน่ากลัว และนิสัยดุร้ายเมื่อแย่งชิงอาหารกัน
[3]เพลงแองเตอร์นาซิอองนาลเป็เพลงสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะเพลงชาติหรือเพลงประจำขบวนการอนาธิปไตยคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และสังคมประชาธิปไตยทั่วโลกเป็สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพและแิคอมมิวนิสต์