แม่ทัพเนี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และไม่ห้ามเฉินเหมียวเหมี่ยวแต่อย่างใด เพราะนางเองก็ไม่ได้โกหก คำพูดเหล่านั้นองค์ชายสามตรัสเอาไว้จริง ๆ
เฉินฉู่ชิงคอยดูปฏิกิริยาของผู้คนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่กล้าที่จะตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ และไม่กล้าล่วงเกินเฉินเหมียวเหมี่ยว นางก็นิ่งงันไปทันที
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้?
นางใกล้จะบ้าอยู่แล้ว!
เฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่ผ่านมาก็แค่แสร้งทำเท่านั้น เฉินฉู่ชิงคิดว่าหากอยากจะตีนางหรือสั่งสอนนาง ต้องง่ายดายเหมือนเมื่อก่อนเป็นแน่ เพราะนางเป็นเพียงคนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้!
วันนี้นางจะใส่ร้าย ดูหมิ่น เหยียดหยามเฉินเหมียวเหมี่ยวต่อหน้าชาวเมืองฟ่านเฉิง ให้วันหน้านางอยู่ในเมืองฟ่านเฉิงไม่ต่างกับหนูท่อ ใคร ๆ ต่างด่าทอทุบตี นางจะบีบให้เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ล้วนถูกคนตำหนิติติง!
แต่…
แต่ว่า…
พละกำลังของนางสารเลวผู้นี้เหตุใดจึงเยอะเพียงนี้ เหตุใดนางถึงฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ล่ะ องค์ชายสามเหตุใดต้องหนุนหลังนางด้วย?
เหตุใดเมื่อเฉินเหมียวเหมี่ยวดึงผมนาง นางถึงไม่สามารถขัดขืนได้?
เวลานี้ใบหน้าของนางเจ็บปวดอย่างมาก นางถูกตบจนหน้าแทบจะชาไปหมดแล้ว ในโพรงปากและจมูกก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด นางใกล้จะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
“จะสลบงั้นหรือ?” จู่ ๆ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็บีบแก้มของเฉินฉู่ชิง บังคับในนางสบตากับตนเอง เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเฉินฉู่ชิง เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ยิ้มหวานออกมา
“ช่วยไม่ได้ ที่ข้าทำอยู่ตอนนี้ ยังไม่ได้หนึ่งในร้อยของสิ่งที่เจ้าทำตอนนั้นเลยไม่ใช่หรือ เจ้าตีเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวจนเกือบตายครั้งแล้วครั้งเล่า”
“โอ๊ย...”
เฉินฉู่ชิงหวาดกลัวสุดขีด!
ไม่รู้ว่านางเอาแรงมาจากที่ไหน สะบัดเพียงครั้งเดียวก็หลุดออกจากการจับกุมของเฉินเหมียวเหมี่ยวได้ ทว่าพริบตาต่อมากลับถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวเตะเข้าที่ข้อพับหลังเข่า จนทรุดลงอย่างแรง
เสียงกระซิบราวกับปีศาจตามมาราวกับเงา
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เจ้าจะหนีไปไหนล่ะ?”
“ไม่...”
เมื่อรู้ว่าตนไม่สามารถหนีได้ เฉินฉู่ชิงก็ได้แต่คุกเข่าอยู่ที่พื้นพลางร้องไห้ออกมา “ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว...น้องหญิง...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวส่ายหน้ายิ้ม ๆ “เจ้าจะผิดได้อย่างไรล่ะ เมื่อครู่เจ้ายังบอกอยู่เลยว่าตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของเจ้ารับเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวเอาไว้ พวกเจ้าจะผิดได้อย่างไร?”
“ฮือฮือฮือ...” เฉินฉู่ชิงไม่อาจทนต่อแรงกดดันทางจิตวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยวได้อีกต่อไป นางโขกหัวลงกับพื้นไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง
“คุณหนูเหมียวเหมี่ยว พวกเราผิดไปแล้วจริง ๆ เป็นข้าที่หลงผิด เป็นข้าที่มีจิตใจเหี้ยมโหด เป็นข้าที่รังแกคนไม่มีทางสู้...ข้าโกรธแค้นคนตระกูลหลักตั้งแต่เด็ก เหตุใดทั้ง ๆ ที่ทุกคนแซ่เฉินเหมือนกัน แต่กลับมีฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกเขาล้วนทำตัวสูงส่ง แต่พวกเรากลับต่ำต้อยราวกับธุลี ดังนั้นเมื่อท่านมาที่ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว ข้าจึงอยากข่มเหงรังแกท่าน เพราะคนตระกูลหลักต่างบอกว่าท่านล้ำค่ามาก แต่ไม่เคยดูแลใส่ใจ และไม่เคยส่งคนมาดูท่านเลย...ดังนั้นข้าจึงเกิดความคิดชั่วร้ายอยากจะรังแกท่าน...
ข้าไม่ควรทุบตีท่าน ไม่ควรให้ท่านอดอาหาร และยิ่งไม่ควรรังแกท่านครั้งแล้วครั้งเล่า...ต้องโทษพวกบ่าวรับใช้ชั่วช้าเหล่านั้น พวกมันทำเกินคำสั่ง หากท่านจะแค้นก็ควรไปแค้นพวกมัน ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ ...ฮือฮือ...อีกอย่าง คนตระกูลหลักที่ทิ้งท่านชั่วร้ายกว่าพวกเราซะอีก คุณหนูเหมียวเหมี่ยว ได้โปรดปรานีไว้ชีวิตพวกเราสักครั้งเถอะ คุณหนูเหมียวเหมี่ยว ฮือฮือ...
คุณหนูเหมียวเหมี่ยว ท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาโปรด จิตใจดีมีเมตตา ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของเราได้รับรู้แล้ว ท่านต้องให้อภัยเราใช่หรือไม่ คุณหนูเหมียวเหมี่ยว...ขอร้องละ คุณหนูเหมียวเหมี่ยว...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวปรายตามองเฉินฉู่ชิงที่มีสภาพสะบักสะบอม ก่อนจะเอ่ยออกมา “ขออภัยด้วย นอกจากข้าจะไม่ใช่พระโพธิสัตว์มาโปรดแล้ว ข้าก็ไม่ได้จิตใจดีมีเมตตาอีกด้วย คงทำให้เจ้าต้องผิดหวังแล้ว สิ่งที่พวกเจ้าทำชาตินี้ ข้าจะไม่มีวันอภัยให้ อ้อ จริงสิ กลับไปบอกบรรดาบ่าวรับใช้และลูกสมุนของเจ้าด้วย ว่าข้าจำพวกเขาได้...”
เฉินฉู่ชิงคิดว่าตัวเองฟังผิดไป นางเงยหน้าที่บวมช้ำขึ้น “ท่าน...ท่านว่าอะไรนะ...”
เหตุใดเฉินเหมียวเหมี่ยวจึงพูดจาตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางไม่สนใจชื่อเสียงของตนเองเลยหรือ นางเสียสติไปแล้วอย่างนั้นหรือ!
เฉินเหมียวเหมี่ยวหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง “ข้าเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยม เป็นคนใจแคบ หากมีความแค้นก็ต้องชำระ พวกเจ้าระวังเอาไว้ให้ดี อาศัยตอนที่ข้ายังอารมณ์ดีอยู่รีบไสหัวไปซะ ไม่เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าตอบแทนอย่างสาสม”
เฉินฉู่ชิงตกใจจนตัวสั่นเทา ไม่กล้าชักช้าอีกแม้แต่อึดใจเดียว รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งทันที
แม่ทัพเนี่ยเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าบอกว่านางเกือบตีเจ้าจนตายหลายต่อหลายครั้งไม่ใช่หรือ ต่อให้ตอนนี้เจ้าฆ่านางซะก็ไม่ถือว่าทำเกินไป เหตุใดจึงปล่อยนางไปล่ะ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวชูฝ่ามือที่แดงก่ำของตัวเองขึ้นมา “ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเขาหนังหนาจริง ๆ ข้าเปลืองแรงไปไม่น้อยทีเดียว อีกอย่างที่ข้าไว้ชีวิตนางไม่ใช่เพราะข้ามีเมตตา แต่เพราะ ‘ทั้งหมดนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น’ แม่ทัพเนี่ยน่าจะเข้าใจกฎของโลกใบนี้ดียิ่งกว่าข้า ไม่ใช่หรือ?”
เฉินเหวินและคนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวต้องอาศัยข้ออ้างของนักหลอมโอสถ ไปทำเรื่องชั่วร้ายเอาไว้มากมายอย่างแน่นอน เรื่องนี้นางคงไม่ต้องพูดให้มากความ อีกไม่นานเฉินฉู่ชิงก็จะได้รู้ซึ้งว่า อะไรที่เรียกว่าอยู่ไม่สู้ตาย
นางมาจากสังคมที่เคารพกฎหมาย เรื่องการสังหารคนพวกนี้นางทำไม่ได้หรอก ให้คนในโลกบำเพ็ญเพียรใช้วิธีของโลกบำเพ็ญเพียรแก้แค้นพวกเขาแทนก็แล้วกัน
เชื่อว่าอีกไม่กี่วัน นางคงได้รับข่าวดีเป็นแน่
แค่ฆ่าคนไม่จำเป็นต้องให้มือของนางแปดเปื้อนหรอก
เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของเฉินเหมียวเหมี่ยว แม่ทัพเนี่ยก็ตัวสั่นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ “...”
อืม ไม่ควรล่วงเกินเด็กสาวตรงหน้าจริง ๆ นางเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือชัด ๆ
“นี่ก็สายมากแล้ว ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปดูที่ดิน”
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายทันที “ท่านคิดได้แล้วงั้นหรือ ว่าจะเอาที่ดินตรงไหนให้ข้า?”
แม่ทัพเนี่ย “อืม ขึ้นรถเถอะ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มหวานออกมา ก่อนจะเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณแม่ทัพเนี่ย!”
เดิมแม่ทัพเนี่ยคิดจะยกที่ธรรมดาของตนให้นางสักที่ แต่ตอนนี้เขาคงต้องให้องค์ชายสามยอมเฉือนเนื้อตัวเองเสียแล้ว เพราะเขาไม่อยากล่วงเกินเจ้าเด็กหน้าเนื้อใจเสือผู้นี้
รถลากอสูรมารมีฝีเท้ารวดเร็ว หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามพวกเขาก็มาถึงที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่งที่ด้านหลังอยู่ติดน้ำ และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม
ทันทีที่ลงจากรถลาก เฉินเหมียวเหมี่ยวก็รู้สึกถึงไอวิญญาณหนาแน่นที่ปะทะเข้ามา แม้ว่านางไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกถึงได้ ที่นี่อาจดูรกร้างไปสักหน่อยก็จริง แต่กลับเป็นที่ที่มีฮวงจุ้ยดีมาก!
แม่ทัพเนี่ยชี้ไปยังทิวเขาที่ทอดยาวด้านหน้า “เรือนเล็กหลังนี้ ทิวเขานั่น แล้วก็ยังมีที่ราบตรงหน้านี้ล้วนเป็นของเจ้า”
เฉินเหมียวเหมี่ยวถึงกับตะลึงงัน “กว้างใหญ่เพียงนี้เชียวหรือ?”
นี่เป็นทิวเขาทั้งแถบเชียวนะ นางเพียงต้องการเรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่งเท่านั้น ขนาดห้าหกหมู่ก็มากพอแล้ว นี่มัน...เรื่องที่คาดไม่ถึง เหตุใดนางถึงได้ที่ดินมากมายเช่นนี้ล่ะ?
แม่ทัพเนี่ยพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้ข้าจะให้คนส่งโฉนดที่ดินมาให้ เจ้าต้องการบ่าวไพร่มาช่วยทำไร่ทำสวนด้วยหรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบส่ายหน้าไปมา “ไม่ต้อง ๆ”
นางไม่ใช่เจ้าของที่ดินและไม่ได้มีศักดินาอะไร จะเอาทาสไปทำไมกัน?
“อืม เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน หากมีเรื่องอะไรให้เจ้าหักยันต์นี่ เพื่อติดต่อข้าได้เลย”
แม่ทัพเนี่ยโยนยันต์หยกชิ้นหนึ่งให้นาง ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
นางไม่ใช่พวกกินคนซะหน่อย แม่ทัพเนี่ยจะวิ่งเร็วขนาดนั้นทำไมกัน?