ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง วันที่ความอยากเพิ่มมากขึ้นจนเหนือกว่าความกลัว วารุตตัดสินใจทำในสิ่งที่ครอบครัวของเขาไม่อยากให้ทำ
ในค่ำคืนที่เงียบสงัดวารุตเขาตื่นขึ้นมาวาดแผนที่ของป่ามรกต และได้เขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง ทิ้งเอาไว้บนที่นอน
วารุตทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาใช้เวลาตระเตรียมการไม่มากเลย เหมือนคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องทำอะไรในค่ำคืนนี้บ้าง
เขาหยิบย่ามสีดำขึ้นมาสะพาย ดึงหนังสือสัตว์ซาตานเล่มสุดท้ายออกมาจากกระเป๋า เอาไปวางทับกับหนังสือทั้งสองเล่มที่ได้อ่านจบไปแล้ว หยิบเอากระบอกน้ำไม้ไผ่และแผนที่ป่ามรกตที่ตนเขียนไว้ใส่ในย่ามแทน
จากนั้นเดินงุ่มง่ามย่องเบา แลซ้าย แลขวา ดูให้แน่ใจว่า พ่อกับแม่ของเขานั้นจะไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาแวะเปิดฝาชีหยิบเอาขนมห่อหมกสามห่อใส่ในย่ามติดตัวมาด้วย แล้วค่อยๆ เปิดแง้มประตูออกและก้าวเท้าออกไปอย่าเงียบๆ
ตะเกียงไฟที่ติดเอาไว้ตอนหัวค่ำเพลานี้ก็มืดดับลงหมดแล้ว อาศัยเพียงแค่แสงจันทร์อันขมุกขมัวเดินคลำหาหนทางอย่างทุลักทุเล
เดินมาได้สักพักเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดนึกสงสาร เพราะวารุตเขาเดินสะดุดก้อนหินไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง จู่ ๆ วารุตก็แลเห็นคบเพลิงที่เหลือแสงจากเปลวไฟอยู่ริบหรี่ ตรงหัวเสาของหน้าบ้านหลังหนึ่ง ดูเหมือนว่าน่าจะเป็บ้านของคุณตาที่วารุตรู้จัก
“ข้าขอยืมหน่อยนะตาลือ ไว้ข้าจะเอามาคืนนะขอรับ”
วารุตเอ่ยบอกตาลือที่ท่านอยู่ไหนก็ไม่รู้อย่างจริงใจ
แต่ท่าทางของเขาเหมือนกับคนบ้าที่กำลังพูดอยู่กับเสาบ้านอย่างไงอย่างงั้น แต่จะอย่างไรก็ตามวารุตได้แสงสว่างนำทางแล้วในค่ำคืนนี้ และถือเป็โชคดีของเขาอีกอย่างหนึ่ง ที่วันนี้ไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนตื่นนอนมาตอนกลางดึก จึงไม่มีใครเห็นเขาเดินออกจากหมู่บ้านเลยสักคน
วารุตเองเขาก็ไม่รู้หรอก ว่าอะไรดลใจให้เขาตัดสินใจออกเดินทางในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่เคยไปไหนมาไหนห่างไกลจากครอบครัวเลยสักครั้ง แต่ทว่าหนนี้เขากลับรู้สึกตื่นเต้น การที่จะได้เดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ ที่ตนเองนั้นยังไม่เคยไป วารุตเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว กับบรรยากาศรอบตัวที่มืดสนิท มีเพียงแค่คบเพลิงที่เปล่งแสงอันริบหรี่จวนจะดับเต็มทีส่องนำทาง
เวลาผ่านไปจนมาถึง่เช้ามืดของวันเดียวกัน ขณะที่สังข์ทองกำลังฝันหวานถึงลูกค้าสาวที่มาซื้อขนมหวานกับตัวเองในวันก่อน จู่ ๆ เขาก็รู้สึก เย็นวูบ! เหมือนมีใครมาดึงผ้าห่มออก
ระหว่างที่จะเอื้อมมือไปรับเงินจากลูกค้าสาวคนนั้น หูของสังข์ทองก็แว่ว ได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง
“พี่ๆ วารุตหายไปไหน พี่สังข์ทองตื่นเร็ว!”
น้ำเสียงกระวนกระวายใจของนางรจนาตะเบ็งขึ้นอยู่เหนือที่นอน นางส่งเสียงร้องแบบนี้อยู่หลายต่อหลายหน พลางเขย่าร่างอ่อนปวกเปียกของผู้เป็สามี
สังข์ทองสะลึมสะลือดวงตาของเขายังไม่ตื่นขึ้นดีนัก จนกระทั่งได้ยินคำว่า
“ลูกหาย!”
เขาถึงกลับดวงตาเบิกโพลง
“อะไรนะ! เมื่อกี้เ้าพูดว่าอะไร”
สังข์ทองถามขึ้นด้วยน้ำเสียงของคนที่ตื่นแล้วในทันที
“ออกไปรดน้ำดอกไม้หรือเปล่า”
เขาถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ท่านพูดบ้าอะไร นี่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย ข้าออกไปตามหารอบๆ บ้านแล้ว ไม่มี!”
สังข์ทองลุกพรวดขึ้น เดินไปชะเง้อมองที่นอนของวารุต แลเห็นเศษกระดาษแผ่นหนึ่งถูกวางไว้อยู่บนหมอน เขาจึงหยิบขึ้นมาดูตามสัญชาตญาณ
นางรจนาที่เดินตามหลังเขามาติดๆ ฉกเอากระดาษแผ่นนั้นไปดูเองก่อนที่สังข์ทองจะได้เห็นข้อความข้างใน จึงเป็นางที่ได้อ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเป็คนแรก
“ท่านแม่ขอรับ ข้าจะเดินทางไปยังป่ามรกต หวังว่าท่านแม่คงจะเข้าใจ
นี่เป็การตัดสินใจของข้าเอง ท่านไม่ต้องออกตามหาข้าและท่านก็ไม่ต้องเป็ห่วงข้าด้วย
ข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน”
- จากวารุต
นางรจนาเข่าทรุดทันทีเมื่อได้อ่านข้อความข้างในแผ่นกระดาษ อาการหน้ามืดคล้ายคนที่กำลังจะเป็ลมกำเริบขึ้นมาอย่างฉับพลัน เซถลาไปด้านหลัง
สังข์ทองต้องรีบเอื้อมมือมาคว้าเอาร่างของนาง ค่อยๆ ประคับประคองไม่ให้ร่างของนางล้มคว่ำ เขาค่อยๆ พยุงให้นางนั่งพักลงไป
ในขณะที่มือของผู้เป็แม่ยังคงกำกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้แน่น รจนาหายใจหอบดัง เฮือก! เฮือก! เฮือก! แต่นางก็ยังพยายามฝืนที่จะพูด
“พวก..พวก..พวกเรา..ต้องตามลูกไป..แล้ว..แล้วพาเขาไป..ในที่..ที่..เขาอยากไป -- เราต้องรีบเตรียมของกันแล้ว..เพื่อออกเดินทาง”
นางรจนาพูดไปหอบไปกับสามี ขณะที่สังข์ทองก็กำลังตวัดพิมเสนอยู่ปลายจมูกของภรรยาอย่างขะมักเขม้น
“ลูกไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง สัตว์ป่าหรือว่ากองโจร”
นางรจนาคร่ำครวญอาลัย ยิ่งคิดยิ่งน่าเป็ห่วง
“ลูกของเราโตแล้วนะ”
สังข์ทองเอ่ยห้วนๆ สวนขึ้น ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ทันได้เห็นข้อความข้างใน
ทำให้แววตาที่ดูอ่อนเพลียของนางรจนาแปลเปลี่ยนเป็แววตาแข็งทื่อจ้องเขม็ง เหมือนว่าคำพูดของสามีจะฟังไม่เข้าหูนางเอาซะแล้ว นางลุกขึ้น พรวดพราด! ราวกับว่านางไม่ใช่คนเดียวกันกับคนที่เป็ลมล้มพับเมื่อตะกี้นี้ เดินสะบัดออกจากบ้านอย่างไม่สนใจไยดี ปล่อยให้สังข์ทองผู้เป็สามีะโไล่ตามหลัง
“เ้าจะไปไหน!”
หนที่หนึ่งไร้ซึ่งการตอบรับ
“นี่เ้าจะไปไหน!”
หนที่สองแม้แต่การหยุดชะงักก็ไม่มี
“รจนา เ้าจะไปไหน!”
หนที่สามนางรจนาหัน ขวับ! หน้าตาเหมือนคนรำคาญ นางตะเบ็งเสียงตอบอย่างประชดชีวิตว่า
“มีผัวก็พึ่งไม่ได้ ข้าจะไปขอร้องกับฝ่าาให้ช่วยส่งคนออกไปตามหาวารุต”
พอพูดจบนางก็หันหลังเดินออกไปอย่างเร่งรีบ สังข์ทองจึงจำเป็ต้องเดินงุ่มง่ามตามภรรยาของตนไป