บทที่ 8 การตัดสินใจครั้งแรก
พอรุ่งสางมาเยือน จื่อเชียนเกอจึงหยุดการฝึกฝน เมื่อออกจากมิติ ฮั่นตั้นก็รบเร้าอยากออกมาเห็นโลกภายนอก เธอจึงจำต้องยอมให้มันแปลงกายเป็เครื่องประดับผมชิ้นเล็กๆ แล้วติดไว้บนศีรษะ
เมื่อพบอาจารย์ เธอจึงบอกไปตรงๆ ว่าได้เปิดกล่องสมบัติที่มารดาทิ้งไว้ให้แล้ว แต่ปกปิดเื่แหวนดอกบัวเอาไว้
ส่วนเื่ใบหน้าที่เปลี่ยนไปนั้น เธอโกหกไปว่าได้รับมรดกวิชาต่อสู้จากมารดา ซึ่งวิชานี้เกี่ยวข้องกับดอกบัว จึงมีรอยประทับดอกบัวปรากฏบนหว่างคิ้ว
หลิงอ้าวเทียนไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากนัก เขาคาดเดาว่ามารดาของเด็กคนนี้คงไม่ธรรมดา การมอบวิชาต่อสู้ขั้นสูงไว้ให้จึงเป็เื่ที่เป็ไปได้
เขาจะไม่ถามเื่ส่วนตัวของศิษย์มากเกินไป หากนางอยากเล่า เขาก็พร้อมจะเป็ผู้ฟังที่ดี
หลังจากนั้น จื่อเชียนเกอใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างขะมักเขม้น ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย ฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกายใต้ธารน้ำตก
หลังอาหารเที่ยงก็เข้าหอคัมภีร์ศึกษาหาความรู้เป็เวลาหนึ่งชั่วยาม ่บ่ายดูแลสมุนไพรที่แปลงปลูกหลังตำหนักปรุงยา พร้อมเก็บสมุนไพรสดมาปลูกในสวนสมุนไพรส่วนตัว
ครั้นยามค่ำคืนก็เข้ามิติเพื่อฝึกฝนต่อสู้กับอสูรในเขตอสูรขั้นที่หนึ่งเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้จริง
เวลาผ่านไปอย่างสงบสุข หกเดือนต่อมาจื่อเชียนเกอก็เลื่อนขั้นสู่ระดับเฉิงเสวียนขั้นที่หนึ่ง เธอมองพลังสีส้มจางๆ บนมือด้วยความปลื้มปิติ
หลิงอ้าวเทียนรู้สึกว่าศิษย์ของตนพัฒนาเร็วเกินไป ความเร็วในการเลื่อนขั้นช่างน่าใ เพื่อป้องกันไม่ให้นางเลื่อนขั้นเร็วเกินไปจนรากฐานไม่มั่นคง เขาจึงพานางไปฝึกฝนที่ชายป่าเตียนอวิ๋น
อสูรระดับหนึ่งและสองนั้น จื่อเชียนเกอรับมือได้อย่างสบายอยู่แล้ว เพราะทุกคืนเธอต้องต่อสู้กับพวกมันในเขตอสูร จนรู้จุดอ่อนและข้อเสียเป็อย่างดี
หลังฝึกฝนภาคสนามเป็เวลาหนึ่งเดือน หลิงอ้าวเทียนก็พอใจในผลงานของศิษย์มาก เขาจึงพาลูกศิษย์ตัวน้อยไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อฉลองด้วยอาหารเลิศรสเป็รางวัล
ระหว่างรับประทานอาหาร เห็นศิษย์น้อยมีท่าทางกระปรี้กระเปร่า หลิงอ้าวเทียนจึงมอบหมายภารกิจเพิ่มเติม
"เชียนเกอ หลังกลับไปเ้าจงปิดประตูฝึกฝน ภายในสองปี เ้าต้องเลื่อนขั้นเป็ระดับหวงเสวียนขั้นที่หนึ่ง และเป็นักหลอมโอสถขั้นที่หนึ่ง หรือนักหลอมอาวุธขั้นที่หนึ่ง เ้าทำได้หรือไม่?"
จื่อเชียนเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ย "อาจารย์ ภายในสองปีข้าทำได้แน่นอนเ้าค่ะ แต่ข้าไม่้าปิดประตูฝึกฝนในสำนัก ข้าอยากออกไปผจญภัย ท่องยุทธภพ"
หลิงอ้าวเทียนเลิกคิ้ว วางตะเกียบลงช้าๆ ก่อนถามกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิด "เ้าอายุยังไม่ถึงแปดขวบ คิดจะออกไปผจญภัย? เ้ามั่นใจหรือ?"
จื่อเชียนเกอยืนยันอย่างหนักแน่น
"มั่นใจเ้าค่ะ ถึงข้าจะอายุเพียงแปดขวบ แต่ข้าเชื่อมั่นว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย ชีวิตในสำนักสุขสบายเกินไป ท่านอาจารย์ ตานหมัวมัว และศิษย์พี่ทุกคนต่างก็ยอมและปกป้องข้าเพราะเห็นว่าข้ายังเด็ก
บรรยากาศที่สงบสุขและอบอุ่นเช่นนี้หาได้ยาก แต่ชีวิตของข้าย่อมไม่อาจราบรื่น ข้ายังแบกรับภาระหนี้แค้น และชาติกำเนิดที่คลุมเครือ
ข้าต้องออกไปพบเจอโลกภายนอกั้แ่เนิ่นๆ ไม่อาจจมอยู่กับความสงบสุขจนหลงทางได้"
เธออธิบายเหตุผลอย่างจริงจัง แม้เบื้องลึกเพียง้าออกไปเปิดหูเปิดตา
หลิงอ้าวเทียนไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา แต่ภายในใจกลับซาบซึ้งกับความเฉลียวฉลาดของศิษย์น้อยผู้นี้
นางแตกต่างจากเด็กหญิงวัยเดียวกันโดยสิ้นเชิง คำพูดของนาง แม้แต่เด็กที่อายุมากกว่านางสิบขวบก็อาจไม่เข้าใจ นางได้เปรียบผู้อื่นั้แ่จุดเริ่มต้น
เขาเชื่อว่าเด็กที่ฉลาดเช่นนี้คงไม่ได้ตัดสินใจขึ้นมาลอยๆ คงต้องคิดใคร่ครวญมานานแล้ว จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "แล้วเ้าอยากไปผจญภัยที่ไหนล่ะ?"
"เมืองกู่ไหล! เมืองกู่ไหลอยู่ใกล้เทือกเขาฉีอวิ๋น มีผู้ฝึกยุทธระดับต้นรวมตัวกันอยู่มาก เป็สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการฝึกฝนของข้า"
จื่อเชียนเกอได้ศึกษาภูมิศาสตร์ของทวีปเซิ่งเทียนไว้บ้างแล้ว จึงพอมีความรู้เกี่ยวกับภูมิประเทศอยู่บ้าง
สามวันต่อมา หลิงอ้าวเทียนพาจื่อเชียนเกอมาส่งที่เมืองฉีหยาง ซึ่งเป็เมืองที่ใกล้กับสำนักหลิงอวิ๋นที่สุด หลังจากกำชับสั่งสอนเล็กน้อยเขาก็จากไป
จื่อเชียนเกอปลอมตัวเป็เด็กสาวธรรมดา มองส่งอาจารย์จนลับสายตา น้ำตาคลอหน่วย เธอพบว่าหลังจากข้ามภพมาได้ปีกว่า เธอเริ่มทำตัวเหมือนเด็กแปดขวบจริงๆ ซึ้งอารมณ์ง่ายขึ้น
ฮั่นตั้นยังคงเกาะอยู่บนศีรษะของเธอ รับรู้ถึงพลังจากผู้ฝึกยุทธที่เดินผ่านไปมา มันอดชื่นชมนายหญิงตัวน้อยไม่ได้ จึงส่งกระแสจิตว่า
"พี่สาว เ้านี่ช่างใจกล้าไม่เบาจริงๆ! ด้วยพลังระดับเฉิงเสวียนแค่นี้ ใครๆ ก็ฆ่าเ้าได้ง่ายๆ แต่เ้าก็ยังปฏิเสธที่จะให้ท่านลุงรูปงามผู้นั้นส่งคนมาคุ้มครองช่างกล้าหาญจริงๆ"
จื่อเชียนเกอเบ้ปาก "ฮั่นตั้น การผจญภัยคนเดียวน่ะมันน่าตื่นเต้นกว่าเยอะ อย่าลืมสิว่าจิติญญาข้าเป็สาวโสดวัยยี่สิบกว่า อย่ามองข้าเป็แค่เด็กแปดขวบสิ"
ฮั่นตั้นเองก็คาดหวังกับวันข้างหน้าเช่นกัน การได้ออกไปเที่ยวเล่นกับเชียนเกอทำให่มันตื่นเต้น "พี่สาว ที่นี่เมืองฉีหยางนะ ยังห่างไกลจากเมืองกู่ไหลอีกมาก เ้าจะไปยังไง?"
จื่อเชียนเกอวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงตอบไปพลางเดินไปพลางว่า "ไม่ต้องรีบ ไปซื้อของที่ร้านข้างหน้าก่อน"
ฮั่นตั้นหัวเราะร้ายกาจ ก่อนเตือน "พี่สาว เ้าเอาแต่เสื้อผ้ามา ไม่ได้เอาเงินติดตัวมานี่นา จะเอาอะไรซื้อของล่ะ?"
จื่อเชียนเกอชะงัก เมื่อถูกเตือนสติจึงนึกขึ้นได้ว่าลืมเอาเงินมาด้วย เธอจึงลูบจมูก
"ลืมไปเลยจริงๆ ข้าได้รับเบี้ยหวัดทุกเดือน เก็บไว้ในตู้แต่ดันลืมหยิบมา ท่านแม่ทิ้งเงินไว้ให้ข้าตั้งมากมาย ที่เก็บไว้ในกำไล แต่ข้ายังใช้ไม่เป็"
หากฮั่นตั้นมีดวงตา คงจะเบ้ตามองแล้วพูดจาประชดประชันว่า "พี่สาว เ้าอยู่สุขสบายมาปีหนึ่งคงลืมความลำบากในวัยเด็กและตอนที่ยังไม่มีเงินในชาติที่แล้วไปแล้วสินะ"
จื่อเชียนเกอแลบลิ้นอย่างเขินอาย "อยู่ในสำนักไม่ต้องใช้เงิน ข้าก็เลยลืมไปชั่วขณะ แต่ไม่เป็ไรหรอก สองสามวันก่อนข้าไปฝึกที่ป่าเตียนอวิ๋น ได้สมุนไพรและผลึกเวทระดับต่ำมา พอเอาไปขายก็ได้เงินแล้ว"
ฮั่นตั้นส่ายกลีบดอกเห็นด้วย "จริงด้วย งั้นรีบไปกันเถอะ"
จากที่เดินเข้าร้านไปอย่างร่าเริง เมื่อขายของเสร็จ เธอกลับเดินออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ
"ฮั่นตั้น ตอนนี้เรามีเงินแค่สามร้อยเหรียญทอง การเดินทางจากฉีหยางไปเมืองกู่ไหลด้วยสัตว์อสูรต้องใช้เงินถึงห้าร้อยเหรียญ
แค่ค่าเดินทางยังไม่พอเลย"
ฮั่นตั้นหัวเราะชอบใจ "ฮิฮิ ถ้าท่านลุงรูปงามผู้นั้นรู้ว่าเ้าติดแหงกเพราะไม่มีเงินั้แ่ก้าวออกจากสำนัก คงหัวเราะลั่นแน่ๆ"
จื่อเชียนเกอไม่สนใจคำพูดของมัน เดินไปยังใจกลางเมืองที่พลุกพล่าน เมื่อผ่านบ่อนพนันแห่งหนึ่ง เธอจึงเดินเข้าไปโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นทิศทางที่เธอเดินไป ฮั่นตั้นก็ใ "พี่สาว นี่เ้าคิดจะไปเล่นพนันหรือ?"
เธอก็พยักหน้าเบาๆ "อืม นี่เป็วิธีหาเงินที่เร็วที่สุด เราต้องออกจากเมืองฉีหยางวันนี้"