ผู้ดูแลยังไม่ทันเรียกคนเข้ามา ก็มีเสียงประกาศดังขึ้นจากด้านนอก “ฮองเฮาเสด็จ!”
ทุกคนยังไม่ทันออกไปคำนับ ก็เห็นสตรีผู้หนึ่งในพัสตราภรณ์งามสง่าก้าวเข้ามาในตำหนักอย่างช้าๆ ชุดทรงหงส์ปักลวดลายหรูหรา ขณะเดินสะบัดพลิ้วอย่างงดงาม
เมื่อมองไปที่ปิ่นปักผมรูปหงส์คู่ซึ่งประดับอยู่บนมวยผม ยิ่งทำให้นางดูสูงศักดิ์และสง่างาม
นี่คือเจินฮองเฮาแห่งต้าฉี่
ทุกคนในตำหนักรีบคุกเข่าลงถวายบังคม
“ได้ยินว่าเฉิงเต๋อพิษกำเริบอีกครั้ง เื่มันเป็มาอย่างไรกัน” เจินฮองเฮาทรงมีสีหน้ากังวล ขณะก้าวไปยังข้างเตียงและทอดพระเนตรดู
ฉู่เฉิงเต๋อนอนแน่นิ่งไร้ชีวิตชีวา ราวกับอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็และความตาย
ไม่มีผู้ใดตอบ
เจินฮองเฮาร้อนใจ กล่าวเสียงเข้ม “ยังไม่รีบพูดอีก!”
ผู้ดูแลโค้งตัวพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล “หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบแน่ชัดเพคะ แต่พิษขององค์ชายใหญ่กำเริบขึ้นอีก พระชายาซื่อจื่อเสนอให้ถอดฉลองพระองค์เพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียด หาเหตุแห่งโรค”
สีหน้าอ่อนโยนของเจินฮองเฮาเปลี่ยนไปในทันที นางมองซูอิ่นเย่ว์ตามสายตาของผู้ดูแล “แต่เดิมข้ายังประหลาดใจ ว่าสกุลซูมีบุตรีที่มีวิชาแพทย์เป็เลิศได้อย่างไร บัดนี้ดูท่าแล้ว คงมิใช่เื่จริง! เ้ารักษาไม่ได้ แล้วยังคิดจะฉวยโอกาสดูิ่องค์ชายใหญ่อีกหรือ”
ซูอิ่นเย่ว์ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น กล่าวขึ้นว่า “ทูลฮองเฮา หม่อมฉันเพียงต้องตรวจร่างกายองค์ชายใหญ่โดยละเอียด ก็จะสามารถหาสาเหตุของโรคได้ โปรดฮองเฮาทรงอนุญาต!”
เจินฮองเฮาแค่นหัวเราะเ็า “หากเ้ารักษาได้จริง เหตุใดพิษขององค์ชายใหญ่จึงกำเริบอีก หากปล่อยให้เ้าตรวจอีก ก็จะยิ่งทำให้พระอาการเลวร้ายลง คนมา! จับนางไปขังเสีย!”
สีหน้าของซูอิ่นเย่ว์ซีดเผือด หากนางถูกขังไว้จริง นั่นหมายถึงหนทางสู่ความตาย!
นางเพียง้าค้นหาสาเหตุของพระอาการ แต่เมื่อเห็นนางกำนัลสองคนเข้ามาจับกุม ก็รีบดิ้นรนะโขึ้นว่า “ฮองเฮาเพคะ! มีเพียงหม่อมฉันเท่านั้นที่สามารถช่วยองค์ชายใหญ่ได้! หากจะปะาหม่อมฉัน โปรดรอครึ่งชั่วยาม แล้วค่อยตัดสินเถิด!”
ฉินเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางไม่ใช่คนฉลาดหรอกหรือ เหตุใดตอนนี้จึงไม่เข้าใจสถานการณ์
และแน่นอนว่า เจินฮองเฮาเอ่ยขึ้นว่า “ใครให้เ้าอวดดีถึงเพียงนี้ กล้าพูดจาโอหังต่อหน้าข้า?”
นางกำนัลสองคนเห็นซูอิ่นเย่ว์ร้องะโ จึงออกแรงลากตัวนางขึ้นมา
“อยู่ต่อหน้าฮองเฮา ยังกล้าหยาบช้าอีกหรือ!”
ซูอิ่นเย่ว์อยู่ในสภาพอเนจอนาถ อีกทั้งยังถูกนางกำนัลหยิกตามตัวและกระดูกอย่างลับๆ จนเ็ปจนไม่อาจขัดขืนได้
เจินฮองเฮาลูบสร้อยข้อมือประดับทับทิม พลางกล่าวว่า “อย่างไรเสียเ้าก็เป็คนที่หลิงอ๋องซื่อจื่อแต่งเข้าจวน ข้าจะผ่อนปรนให้ ลงโทษเ้าในข้อหาไร้ความสามารถ ให้เฆี่ยนห้าสิบไม้ก็พอ”
ซูอิ่นเย่ว์โกรธจนแทบลุกเป็ไฟ
นี่เรียกว่าเมตตาหรือ!
ในขณะนั้นเอง ฉินเย่ซึ่งเฝ้าดูอยู่เงียบๆ ก็พุ่งเข้ามา แล้วถีบนางกำนัลสองคนนั้นกระเด็นไปอย่างง่ายดาย
“มัวช้าอะไรอยู่? ลุกขึ้นมา” ฉินเย่ปรายตามองนาง
ซูอิ่นเย่ว์ตกตะลึง นางก็คิดจะลงมือเหมือนกัน แต่ที่นี่คือวังหลวง หากนางลงมือขัดขืนต่อหน้าเจินฮองเฮา เกรงว่าคงตายเร็วขึ้น
แม้ว่าร่างกายของนางจะเ็ปไปทั่ว แต่นางก็ฝืนยืนขึ้นอย่างอดทน
“บังอาจ!” เจินฮองเฮาเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะ “ฉินเย่ เ้าอาจหาญถึงเพียงนี้ กล้าลงมือกลางวังหลวงหรือ!”
เมื่อฮองเฮาโกรธ เหล่าองครักษ์อวี่หลิน [1] ที่อยู่ด้านนอกก็กรูกันเข้ามา แต่เมื่อเห็นว่าเป็ฉินเย่ พวกเขากลับสบตากันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าขยับ
“ฮองเฮาทรงลืมแล้วหรือ ก่อนหน้านี้กระหม่อมยังเคยอัดองค์ชายรองมาแล้ว” ฉินเย่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อีกอย่าง กระหม่อมกับพระชายาซื่อจื่อได้รับพระบัญชาให้รักษาองค์ชายใหญ่ ฮองเฮากลับทรงขัดขวาง นี่หมายความว่าอย่างไร”
ซูอิ่นเย่ว์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า คนตระกูลฉินนอกจากฉินเย่แล้ว ล้วนเป็ขุนนาง อีกทั้งผู้าุโฉินยังเป็แม่ทัพที่กุมอำนาจทหารและเป็ที่เลื่องลือเื่การปกป้องพวกพ้อง
ครั้งนั้นองค์ชายรองพูดจาดูิ่เขา ฉินเย่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ซัดอีกฝ่ายจนหมอบ
เจินฮองเฮาทรงร่ำไห้เข้าเฝ้าฮ่องเต้องค์ก่อนเพื่อฟ้องร้อง แต่ใครจะรู้ว่าแม่ทัพฉินกลับไปแจ้งฮ่องเต้ก่อนแล้ว ฮ่องเต้จึงตำหนิองค์ชายรอง และให้องค์ชายรองกล่าวคำขอโทษต่อฉินเย่
เมื่อพูดถึงอดีต พระพักตร์ของเจินฮองเฮากลายเป็ซีดเซียว ความสง่างามที่ทรงแสดงออกมาก่อนหน้านี้มิอาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป
“ตอนนี้อาการขององค์ชายใหญ่ทรุดหนัก แต่นางก็เป็เพียงหมอเถื่อน ไม่มีคุณสมบัติจะรักษาได้! หากเ้ากล้าทำตามอำเภอใจอีก วันนี้แม้แต่แม่ทัพฉินก็ช่วยเ้าไม่ได้!” เจินฮองเฮาลุกพรวดขึ้น เอ่ยด้วยความโกรธ
“โอ้? เช่นนั้นเหล่าหมอหลวงด้านนอกไม่ใช่หมอเถื่อนหรือ พวกเขารักษาองค์ชายใหญ่ได้หรือ” ฉินเย่ย้อนถาม
เจินฮองเฮาสะบัดศีรษะ ปิ่นปักผมกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง “อย่างน้อยเหล่าหมอหลวงก็ยังพอมีวิธี แต่นางจะฆ่าเฉิงเต๋อ! ข้าคือฮองเฮาโดยชอบธรรม ถือเป็พระมารดาของเฉิงเต๋อ หากข้ามอบชีวิตของเขาให้นาง ฝ่าาและราษฎรแห่งต้าฉี่จะต้องตำหนิข้าแน่นอน!”
ฉินเย่หัวเราะเ็าเป็ครั้งแรก “ที่แท้ฮองเฮาทรงห่วงใยองค์ชายใหญ่หรือ แต่หากองค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์เพราะไม่รักษา ฝ่าาจะไม่ทรงตำหนิพระองค์เลยหรือ”
เจินฮองเฮาทรงกัดฟันแน่น กล่าวว่า “ตอนนี้องค์ชายใหญ่หมดสติ ข้าจึงต้องเป็ผู้ตัดสินใจแทน หากฝ่าาทรงตำหนิ ข้าก็ต้องยอมรับ!”
ซูอิ่นเย่ว์เริ่มจับสังเกตบางอย่างได้ เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงเนตรของเจินฮองเฮา ก็เข้าใจถึงสาเหตุที่นางเข้ามาแทรกแซงเื่นี้
คำกล่าวของนางก่อนหน้านี้ที่ว่า มีแต่นางเท่านั้นที่ช่วยองค์ชายใหญ่ได้ กลับกลายเป็การสร้างศัตรูให้ตัวเอง
องค์ชายใหญ่เป็โอรสองค์โต ด้วยความเมตตาและความสามารถ ทำให้เหล่าขุนนางจำนวนมากเสนอให้ฮ่องเต้ฉี่อู่แต่งตั้งเขาเป็รัชทายาท
แต่เขาไม่ใช่โอรสของเจินฮองเฮา นางจึงหวังให้เขาตาย และเป็ไปได้ว่าการลอบสังหารครั้งนี้ก็เป็แผนของนางเอง
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ซูอิ่นเย่ว์กล่าวขึ้นว่า “ความหมายของพระองค์คือ เนื่องจากองค์ชายใหญ่ยังไม่ฟื้น พระองค์จึงทรงตัดสินใจแทนองค์ชายได้ ใช่หรือไม่”
เจินฮองเฮาพยักหน้า “ข้าเป็พระมารดาของเขา ย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจ”
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวต่อ “เช่นนั้นหากองค์ชายใหญ่ทรงยินดีให้หม่อมฉันรักษา พระองค์ก็คงจะไม่ทรงขัดขวางอีก ใช่หรือไม่”
เจินฮองเฮามองไปยังเตียง แล้วกล่าวด้วยเสียงเยาะ “องค์ชายใหญ่กำลังหมดสติอยู่ เ้ายังจะถามเขาได้หรือ”
“หม่อมฉันเพียงต้องใช้เข็มปักหนึ่งจุด องค์ชายใหญ่ก็จะฟื้นคืนสติชั่วคราว” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
เจินฮองเฮาทรงตกตะลึง แม้แต่ฉินเย่ก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย อยากจะผลักเจินฮองเฮาออกไปเพื่อให้ตนเองได้เห็นวิธีการปักเข็มของซูอิ่นเย่ว์
“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พระชายาซื่อจื่อเพียงปักเข็มหนึ่งจุด พระองค์ก็จะทรงขัดขวางอีกหรือ” ฉินเย่ถาม
เจินฮองเฮาทรงเข้าใจดีว่า ในวังหลวงไม่มีความลับใดที่ปิดบังได้ การที่นางขัดขวางหลายครั้งในวันนี้ ย่อมแพร่ออกไปแน่นอน
แม้ว่านางกับฮ่องเต้ฉี่อู่จะทรงรักษาความสัมพันธ์กันอย่างดี แต่หากนางทำเกินไป ฮ่องเต้ย่อมไม่ทรงเมตตาแน่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางจึงทรงพยักหน้า “ได้ หากองค์ชายใหญ่ฟื้นคืนสติและทรงยินยอมให้รักษา ข้าก็จะไม่ขัดขวางอีก!”
เจินฮองเฮาก้าวออกไป และสั่งให้องครักษ์อวี่หลินออกไปยืนรอด้านนอก
ซูอิ่นเย่ว์ถอนหายใจโล่งอก รีบก้าวไปข้างหน้า
ฉินเย่เดินตามมาติดๆ แล้วกระซิบถาม “องค์ชายใหญ่ทรงอาเจียนเป็เืจนหมดสติ เ้าทำให้พระองค์ฟื้นได้ด้วยเข็มเดียวจริงหรือ”
ซูอิ่นเย่ว์ถือโอกาสตรวจชีพจรของฉู่เฉิงเต๋อ ก่อนตอบว่า “พิษของเขากำเริบซ้ำ ข้าไม่ใช่เทพเซียน จะใช้เข็มเดียวแล้วทำให้ฟื้นคืนสติได้อย่างไร”
เชิงอรรถองครักษ์อวี่หลิน เป็นชื่อหน่วยทหารราชองครักษ์ มีหน้าที่คุ้มกันฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงโดยเฉพาะ