หลังจากสิ้นเสียงพูด ก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง” ขึ้นมา
ในขณะนั้นชวีเสี่ยวปอรีบชะเง้อคอยาวขึ้นไปทันทีและเขาก็เห็นว่าบนเวทีเตี้ยๆ ตรงบริเวณด้านหน้าของโถงใหญ่มีพนักงานสองคนยืนอยู่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพวกเขาเอาฆ้องขนาดใหญ่นี้ออกมาตอนไหน ชวีเสี่ยวปอเหลือบมองไปเห็นเด็กน้อยที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆรีบยกมือขึ้นมาปิดหูเอาไว้ทันที พร้อมทั้งอดไม่ได้ที่จะพูดกับเซี่ยเจิงว่า :
“นี่มันงานฉลองร้านหรือละครลิงกันแน่? ”
“การแสดงพื้นบ้าน” เซี่ยเจิงอธิบายออกไปในคำเดียว
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากที่ตีฆ้องเสร็จสรรพก็มีคนใส่ชุดประจำชนเผ่าหลายคนเดินขึ้นมาบนเวทีตอนนี้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกอยากขอบคุณเสียงฆ้องเมื่อครู่ขึ้นมาแล้วไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาเพียงแค่พูดขึ้นมาเฉยๆชวีเสี่ยวปอก็อาจจะเดินออกจากร้านไปแล้วก็ได้
แต่สองสามเพลงที่เล่นมานี้ค่อนข้างที่จะสนุกมากเลยทีเดียวถึงแม้ว่าเขาทั้งสองคนจะฟังไม่ออกสักคำเลยก็ตามซึ่งเหตุผลหลักคือบรรยากาศในร้านค่อนข้างดีมากเสียงร้องของพวกเขานั้นธรรมดาทั่วไปแต่เขากลับทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมไปกับเพลงได้พี่ผู้ชายโต๊ะด้านหน้าสองสามคนนั้นที่เมาแล้วยังอยากที่จะขึ้นไปร้องรำทำเพลงกับพวกเขาด้วยเลย
“เอาละค่ะ! แขกผู้มีเกียรติทุกท่านต่อจากนี้ก็ถึงช่วงเวลาเล่นเกมของพวกเรากันแล้ว!”พนักงานเสิร์ฟที่รับบทเป็นพิธีกรชั่วคราวดูเป็นมืออาชีพมากเลยทีเดียว“ฟังทางนี้นะคะ! ทุกท่านไม่ต้องเขินอายไป! มาร่วมเล่นเกมกันเยอะๆ ! เพียงแค่มาร่วมเล่นเกมกับเราก็ได้ของรางวัลกันทุกคน! ”
“ทำไมพอฉันได้ยินประโยคแบบนี้แล้ว? ” ชวีเสี่ยวปอขมวดคิ้วพร้อมทั้งมองไปยังเซี่ยเจิง : “ถึงรู้สึกเหมือนกับที่โหยวเจียระดมพวกเราให้ไปเข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลยังไงยังงั้นเลย”
“นายอยากเล่นไหม? ” เซี่ยเจิงถาม
“เล่นเถอะค่ะ !” เสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของชวีเสี่ยวปอเขาจึงรีบหันไปดูทันที เป็นพนักงานที่มารับออเดอร์ของพวกเขาทั้งคู่ เธอกำลังยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม“พี่ชายสุดหล่อ หน้าตาของคุณวันนี้เหมือนกับคนที่จะได้ทานฟรีนะคะ”
“นี่มันเป็นคำบรรยายหน้าตาอะไรกันเนี่ย”ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าพนักงานคนนี้พูดตรงเกินไปหน่อยแม้ว่าจะรู้สึกไม่สบอารมณ์แต่ก็รู้ตลกอย่างบอกไม่ถูก
“เล่นเถอะนะคะๆ ! ลองเล่นดูเถอะนะคะไม่เสียเงินค่ะ” พนักงานพูดชักชวนต่อไปอีก ดูท่าแล้วน่าจะกระตือรือร้นกับการเล่นเกมมากกว่าพวกเขาทั้งคู่เสียอีก
“ถ้างั้นก็? ” ชวีเสี่ยวปอมองเซี่ยเจิง“ลองดูหน่อยไหม? ”
“ได้สิ หน้าของคนกินฟรี” เซี่ยเจิงหัวเราะพร้อมทั้งลุกขึ้นยืน
คนที่ร่วมเล่นเกมมีทั้งหมดสิบคน โดยแบ่งกันเป็นห้าคู่ซึ่งนอกจากพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ยังมีอีกคู่ที่เป็นคู่ชายชายส่วนที่เหลืออีกสามคู่ล้วนเป็นคู่รักกัน
“เอาล่ะค่ะ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำกติกาของเกมการแข่งขันกันก่อนนะคะ”พิธีกรพูดออกมาพลางแจกจ่ายลูกโป่งในมือไปให้พวกเขา “ที่จริงแล้วมันง่ายมากๆ เลยค่ะภายในเวลาหนึ่งนาที ทั้งสองคนต้องใช้ตัวดันเข้าหากันจนกว่าลูกโป่งจะแตกทีมไหนที่ดันให้ลูกโป่งแตกได้มากที่สุด ก็จะมีสิทธิ์ได้รับรางวัลไปค่ะแต่ระวังนะคะ! เงื่อนไขคือห้ามให้เท้าอย่างเด็ดขาด! ต้องเป็นการร่วมมือของทั้งสองคนเท่านั้นนะคะ! ”
“ให้ตายเถอะ” พอชวีเสี่ยวปอขึ้นมาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้วสิโดยเฉพาะหลังจากที่พิธีกรแนะนำวิธีการเล่นเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็มีใบหน้าที่ตั้งใจดูเกมการแข่งขันของลูกค้าทั้งร้านมองมายังพวกเขาเป็นตาเดียวจึงทำให้ในขณะนั้นชวีเสี่ยวปอต้องหยิบลูกโป่งมาบังหน้าเอาไว้ แล้วเข้าไปพูดกระซิบที่ข้างหูของเซี่ยเจิงว่า : “ถ้าพวกเราขอถอนตัวตอนนี้ยังทันอยู่ไหม? ”
“ยังทันอยู่” เซี่ยเจิงหัวเราะเบาๆ ออกมา “แต่ว่า ฉันอยากกินฟรี”
“อะไรของนายเนี่ย? ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกนึกไม่ถึง
“เตรียมตัว——”พิธีกรลากเสียงยาว “เริ่มได้ !”
ชวีเสี่ยวปอยังไม่ทันที่จะได้รู้สึกตัวเสี้ยววินาทีถัดมาเซี่ยเจิงก็หยิบลูกโป่งจากมือของเขาไปแล้วจับมันยัดลงไประหว่างตัวของพวกเขาทั้งสองคนจากนั้นชวีเสี่ยวปอก็ถูกดึงเข้ามาอย่างแรงจนมีเสียงมีเสียงลูกโป่งแตกดังขึ้นมาตามมาในตอนนั้นเองทั้งตัวของเขาก็ชนเข้ากับหน้าอกของเซี่ยเจิงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ให้ตายเหอะ !
ชวีเสี่ยวปอตะลึงงันไปในทันที
เกมนี้นี่เล่นแบบนี้เหรอ?
แต่เขายังไม่ทันจะได้สำรวจดูว่าคู่อื่นว่าเขาเล่นกันอย่างไรลูกโป่งใบที่สองก็ถูกยัดลงไปอีกครั้งอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขาลองให้ความร่วมมือกับเซี่ยเจิงอยู่หลายครั้งแต่แล้วชวีเสี่ยวปอก็พบว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วที่สุดแล้วจริงๆอีกทั้งผู้ชมด้านล่างเวทียังให้กำลังใจพวกเขาทั้งคู่อย่างสุดกำลัง
เซี่ยเจิงนี่ช่างเป็นผีน้อยที่ฉลาดหลักแหลมจริงๆ
“ให้ตายสิ เพื่อที่จะได้กินฟรี”ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าหน้าอกของตัวเองชาไปหมดแล้ว แต่กลับยังไม่ถึงหนึ่งนาทีอีก“ชาตินี้ฉันขายหน้าไปจนไม่เหลืออะไรแล้วเนี่ย !”
“ความขยันหมั่นเพียรและการประหยัดมัธยัสถ์เป็นคุณธรรมที่ดีงามของคนเรา”เซี่ยเจิงยิ้มหน้าทะเล้น “นายอยากเล่นเองนะ”
“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง! ”ในที่สุดก็จบลง ตอนที่พิธีกรกำลังนับถอยหลัง ทุกคนตรงนั้นค่อยๆทยอยหยุดการเคลื่อนไหวลง ส่วนชวีเสี่ยวปอก็รีบหันหลังไปหอบหายใจพร้อมทั้งตบหน้าอกไปด้วยทันที
“ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วแต่พวกเรายังต้องขอประกาศคะแนนสุดท้ายกันสักนิดนึงนะคะ!” พิธีกรชี้ไปยังลูกโป่งที่แตกอยู่เต็มพื้นและเริ่มนับจำนวนลูกโป่ง
“ทีมที่หนึ่งเจ็ดลูก ทีมที่สองเก้าลูก ทีมที่สาม......ทีมที่สามสามลูก?พวกคุณนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ ฮ่าฮ่า”ช่างเป็นพิธีกรที่มาพร้อมความสามารถในการแซวจริงๆ จากนั้นเขาก็พูดขึ้นต่อ : “ทีมที่สี่สิบเอ็ดลูก ทีมที่ห้า! สิบเจ็ดลูก!”
“เป็นผู้ชนะ !”
หลังจากที่พิธีกรพูดจบก็จับมือของชวีเสี่ยวปอที่ยืนอยู่ข้างตัวเองชูขึ้นมาชวีเสี่ยวปอผงะไปจากนั้นทั้งตัวของเขาก็ถูกดึงให้หันกลับมาเขาจึงจำต้องให้ความร่วมมือโดยการยิ้มออกไปอย่างกระอักกระอ่วนและรีบดึงมือออกมาทันที
“ต่อไปเรามาจับรางวัลกันดีกว่าค่ะ”
ในตอนนั้นชวีเสี่ยวปอก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพวกเขาเอากล่องจับฉลากออกมาจากตรงไหนและที่บอกว่ากล่องจับฉลากที่จริงแล้วมันก็คือกล่องลังกระดาษนั่นล่ะบนนั้นยังมีตัวอักษรบิดๆ เบี้ยวๆ เขียนเอาไว้สามคำว่า “กล่องจับฉลาก”
“นายไปเลย” ชวีเสี่ยวปอสะบัดศีรษะของเขาไปทางเซี่ยเจิง“ฉันมือไม่ค่อยดี”
“ได้” เซี่ยเจิงตอบกลับไปหนึ่งคำ ส่วนชวีเสี่ยวปอก็เดินตามเขาไป
“ฟ้าดินได้โปรดช่วยลูกด้วย”เซี่ยเจิงพึมพำท่องสองสามคำที่ไม่น่าจะช่วยอะไรได้ด้วยท่าทางที่จริงจังภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของพิธีกรและชวีเสี่ยวปอเขาก็ยื่นมือลงไปล้วงในกล่องจับฉลากอย่างเอาจริงเอาจัง
ตอนที่ออกมาจากร้านอาหารท้องฟ้าก็ได้มืดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งสองคนนั่งอยู่ในรถพร้อมทั้งมองดูตุ๊กตาหมูน้อยตัวเล็กและคูปองแทนเงินสดของร้านอาหารมูลค่าสิบหยวนโดยที่เขาทั้งคู่ไม่พูดไม่จากันเลยสักคำเดียว
“หน้าฉันมันเหมือนคนที่จะได้กินฟรีไม่ใช่ไง? ” ชวีเสี่ยวปอระงับอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่แล้ว ในขณะนั้นเขาจึงหยิบตุ๊กตาหมูน้อยขึ้นมาบีบไปมาอย่างแรงแต่ทันใดนั้นเขาก็พบเรื่องใหม่ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่า “บ้าเอ๊ย ตรงก้นยังเบี้ยวเลย! นี่มันร้านเถื่อนหรือไงเนี่ย? ทำไมจับฉลากยังได้ของที่มีตำหนิอีก! ”
เซี่ยเจิงหยิบมาดู “โห จริงๆ ด้วย แต่ลำดับที่เจ็ดได้ของรางวัลเท่านี้ก็ไม่แย่แล้วนะ”
“ยังมีที่แย่ไปกว่านี้อีกเหรอเนี่ย? ” ชวีเสี่ยวปอเอาหมูน้อยตัวนั้นโยนไปยังเบาะหลัง
“ฉันไปถามมาแล้ว” เซี่ยเจิงมองไปยังแก้มของชวีเสี่ยวปอที่ป่องขึ้นมาเล็กน้อยเนื่องด้วยความโมโหและเขาก็รู้สึกอยากขำขึ้นมา “รางวัลของลำดับสุดท้ายเป็นไฟแช็กหนึ่งอัน”
“จริงๆ เลย” ชวีเสี่ยวปอเองก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน“ชนจนหน้าอกเจ็บไปหมดแลกกับหมูน้อยก้นเบี้ยวเนี่ยนะ? ”
“ดีมากแล้วล่ะ” เซี่ยเจิงเองตัวพิงไปด้านหลัง “คนเราต้องรู้จักพอพวกเขาก็เจ็บเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง !”
ชวีเสี่ยวปอถูกทฤษฎีการรู้จักพอที่ไร้ประโยชน์ของเซี่ยเจิงโน้มน้าวเข้าให้แล้วจากนั้นเขาจึงเอื้อมมือไปดึงเข็มขัดมาขาดไว้ : “ถ้างั้นตอนนี้กลับเลยไหม?”
“เดี๋ยวก่อน” เซี่ยเจิงควานหาไปในกระเป๋ากางเกง แต่กลับไม่ได้หยิบอะไรออกมา
“มีอะไรเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอถาม
“เหมือนจะลืมกุญแจไว้ในร้านอาหาร” เซี่ยเจิงถอนหายใจออกมา“นายช่วยไปเอามาให้ฉันหน่อยสิ”
ชวีเสี่ยวปอเองก็ไม่ได้คิดมากอะไรพูดออกมาว่าได้คำหนึ่งแล้วก็ลงจากรถไป เขาวิ่งเหยาะๆ กลับไปยังร้านอาหารแต่เพียงครู่เดียวเขาก็วิ่งกลับมาทันที
ชวีเสี่ยวปอเคาะกระจกรถ พร้อมทั้งหอบหายใจออกมา : “พวกเขาบอกว่าไม่เห็นกุญแจนะ นายลืมไว้ที่สนามบาสหรือเปล่า? ”
“ไม่มีเหรอ? งั้นก็ช่างมันเถอะ พวกเราไปกัน”ในดวงตาของเซี่ยเจิงมีความเจ้าเล่ห์แววขึ้นมา
“นายไม่หากุญแจแล้วเหรอ? มีสำรองเอาไว้ไหม?” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกแปลกๆ กับท่าทางเช่นนี้ของเซี่ยเจิงแต่เมื่อเปิดประตูฝั่งคนขับออกมา เขาก็เห็นสิ่งของบางอย่างถูกวางเอาไว้ตรงเบาะรถทันใดนั้นเขาจึงเข้าใจขึ้นมาแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น