บทที่ 1 โลกที่มองไม่เห็น
มหาอำนาจตะวันตก ประกาศใช้นิวเคลียร์กับประเทศหนึ่งที่สู้ยิบตา
สุดท้ายประเทศนั้น ถูกบีบจนตรอก และกำลังจะล่มสลาย
พวกเขาตัดสินใจทำสิ่งที่มหาอำนาจทั้งโลกหวาดกลัวที่สุด
การยิงทำลายดาวเทียมเพียงไม่กี่ดวง
ทำให้เกิดเศษซากขนาดเล็กหลายหมื่นชิ้น ที่พุ่งด้วยความเร็วหลายกิโลเมตรต่อวินาที
เศษซากเหล่านี้พุ่งไปชนดาวเทียมดวงอื่นเป็ทอดๆ เหมือนโดมิโน
จนเกิดเป็กำแพงขยะอวกาศ ปิดตายชั้นบรรยากาศโลก
ทำให้มนุษย์ไม่สามารถส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปได้อีกเป็ร้อยเป็พันปี
โลกทั้งใบกลายเป็เหมือนคนตาบอด ความหวาดระแวงเกาะกินใจผู้นำทุกประเทศ
เมื่อไม่มีดวงตาบนฟ้าเฝ้ามองว่าใครจะเริ่มก่อน
ปุ่มนิวเคลียร์จึงถูกกด
เป้าหมายคือมหานครใหญ่ของคู่แข่ง หรือแม้แต่พันธมิตรด้วยกันเองก็ไม่เว้น
เพียงเพราะความหวาดกลัวว่า“หากเราไม่ยิงก่อน เราจะถูกทำลาย”
นิวเคลียร์นับร้อยลูกสาดกระจายทั่วโลกอย่างไร้ทิศทาง
ฝุ่นเขม่าดำลอยขึ้นไปบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด
อากาศเริ่มเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว….
แต่นั่นเป็เพียงจุดเริ่มต้น
เพราะท่ามกลางฝุ่นรังสีและความหนาวเหน็บ
กลิ่นสาบประหลาดเริ่มโชยมา
ความมืดมิดในยุคหลังาไม่ใช่แค่ความมืดและความหนาวเหน็บ แต่มันคือม่านสีดำสนิทที่ข้นคลั่กไปด้วยกลิ่นสาบของความตาย
หนึ่งลูบนิ้วที่หยาบกร้านจากการทำงานเหล็กมาทั้งชีวิตไปตามรอยหยักของโม่ปืน .38 ในมือ เขาถอดแว่นตาที่มีรอยขีดข่วนจนพร่ามัว ปล่อยให้มันห้อยลงด้วยสายเชือกที่คล้องคอไว้
ยามค่ำคืนในสภาพที่โลกถูกฝุ่นนิวเคลียร์บดบังจนมืดมิดแบบนี้ แว่นตาที่ควรมีประโยชน์กับคนสายตาสั้นอย่างเขา กลับรู้สึกว่าตอนนี้ถอดหรือใส่แว่นก็ไม่ได้ต่างกันเลย เขาจึงต้องอาศัยหูและสัญชาตญาณทดแทนการมองเห็น
กึก..กึก.ครืดด..โฮกก!
เสียงข้อต่อกระดูกลั่น เสียงเดินลากเท้าครืดคราด ดังอยู่รอบรั้วบ้าน บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะที่ฟังคล้ายสำลัก สลับกับเสียง แกรกกราก จากการครูดกับลอนแผ่นสังกะสีที่ใช้ทำรั้ว
หนึ่งสงบนิ่ง ลมหายใจของเขาแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ส่วนไนซ์ลูกชายของเขาที่นั่งคุดคู้อยู่ข้าง ๆ กำลังหายใจหอบด้วยความหวาดกลัวภายใต้เสื้อผ้าหลายชั้น ในมือเด็กหนุ่มกำปืนยาวกึ่งอัตโนมัติ .22 รูเกอร์แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
หนึ่งยื่นมือไปแตะไหล่ลูกชายเบา ๆ เป็สัญญาณให้เงียบ
“พวกตัวสั่น”หนึ่งกระซิบเบาๆ
เสียงรั้วเหล็กสูงเกือบสามเมตรที่เชื่อมไว้อย่างแ่าในตอนที่ยังมีไฟฟ้าใช้ เริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการถูกฝูงมนุษย์วิปริตเบียดเสียดเข้ามา
อาหารกระป๋องสุดท้ายถูกกินหมดไปเมื่อหัวค่ำ ถ้ายังทนอยู่ที่นี่ ต่อให้ไม่โดนเ้าพวกข้างนอกนั่นฉีกเนื้อกินทั้งเป็ ก็ยังต้องอดตายอยู่ดี
น้ำมันเชื้อเพลิงของรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างยังเหลืออีกมากพอสมควร ทั้งในรถและถังสำรอง ส่วนรถยนต์ทั้งสองคันที่จอดอยู่พังไปนานแล้ว เพราะโดนคลื่นะเิแม่เหล็กไฟฟ้าในาวันสิ้นโลก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในกล่อมควบคุมเสียหายจนใช้การไม่ได้
น้ำมันไพโรไลซีสที่กลั่นเองไม่สามารถหาสารเคมีบางชนิดมาผสมให้ครบตามสูตร จึงมีคุณภาพไม่ดีนัก แต่ยังสามารถใช้ได้กับมอเตอร์ไซค์สี่จังหวะรุ่นเก่าที่ใช้คาร์บูเรเตอร์ มันเป็พาหนะเดียวที่เขามี
สถานการณ์ตอนนี้เป็่ที่ตึงเครียดที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา พวกตัวสั่นรอบบ้านเขาหนาแน่นขึ้นทุกที คล้ายกับพวกมันรู้ว่าอาหารอันโอชะของมันอยู่ในนี้ หนึ่งโดนล้อมจนออกไปหาเสบียงไม่ได้มาหลายวันแล้ว
หากหนึ่งไม่หนีในตอนที่ยังพอมีโอกาสนี้ อาจไม่มีวันต่อไปสำหรับเขาอีกแล้ว
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ครอบครัวของเขาจะไม่มีใครเหลือรอดเลย ทั้งจะยังต้องจากไปด้วยรูปแบบที่น่าสมเพชเวทนาที่สุด การจะปล่อยให้ลูกเมียต้องถูกฉีกทึ้งกัดกินทั้งเป็ เื่นี้เขายอมไม่ได้!!
หนึ่งขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ รู้สึกถึงความเย็นของปืน .38 ที่เหน็บอยู่ข้างเอว เขาหันไปหา ฝน ภรรยาคู่ชีวิต ที่กำลังกอดประคองกระเป๋าใบใหญ่ไว้
“ฝนพาลูกไปขึ้นรถ พี่จะเปิดประตูรั้วเอง เอาผ้าคลุมตัวทุกคนหนาๆด้วย ข้างนอกอากาศเย็นจัด ถ้าต้องโดนลมพัดเข้าตรงๆ มันต้องหนาวมากแน่”
“พี่หนึ่ง..มืดแบบนี้ เราไม่รู้ว่ามันมากันเยอะแค่ไหน” ฝนกระซิบแ่เบาอย่างกังวล เธอเองก็เข้าใจว่าโอกาสรอดมีไม่มากนัก
ฝนกับลูกไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับพวกมนุษย์กินคนเหล่านี้มาก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมาพื้นที่ปลอดภัยในบ้านคือโลกทั้งใบของพวกเธอ มีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่เสี่ยงตายออกไปเผชิญกับความบ้าคลั่งข้างนอกเพื่อหาอาหารและของใช้ แม้เขาจะกลับมาเล่าถึงความสิ้นหวังให้ฟังอยู่ทุกคืน แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับวินาทีที่ต้องมาเห็นมันด้วยตาตัวเองแบบนี้
“ไม่มีทางเลือกแล้ว อยู่ก็ตาย ไปยังพอมีทางรอด” หนึ่งตอบ เขาพยายามใช้น้ำเสียงที่เรียบที่สุด
“ไนซ์..จับปืนไว้ให้มั่นนะลูก ขึ้นลำปลดเซฟไว้เลย ะุลูกกรดมันเล็ก พยายามยิงที่หัว ระยะมันใกล้ กล้องเล็งไม่มีประโยชน์ อย่ามัวแต่ไปส่องอยู่ล่ะ จ่อยิงมันไปเลย”
ไนซ์พยักหน้าหงึกๆ แว่นตาหนาเตอะของเด็กหนุ่มสะท้อนแสงสลัวที่มีน้อยนิด ทุกคนรู้ดีว่าเขากำลังหวาดกลัว
ไนซ์สายตาสั้นมากเหมือนกับพ่อ เดิมทีพ่อแม่ของเขา หวังจะพาเขาไปทำเลสิคตอนอายุ21 ตามที่หมอในกรุงเทพแนะนำ แต่เหตุการณ์วันล่มสลายของโลกเกิดขึ้นมาตอนเขาอายุแค่ 13 ปี เวลาที่ผ่านมาเพียงปีเศษเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมากมาย เด็กหนุ่มอายุไม่ถึง 15 ปี รูปร่างผอมบาง แต่ดูหน้าตามีเค้าลางหล่อเหลาไม่น้อย
ไนซ์ปีนไปนั่นบนพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์ใกล้กับแม่ โดยมี นัท พี่สาวของเขากระชับหอกเหล็กประดิษฐ์ที่มีลักษณะคล้ายง้าวในภาพยนต์จีน ปลายมันคือใบมีดพกที่ชาวบ้านเรียกกันว่ามีดทรงมาเซเต้ ใบมีดยาวประมาณ 30 เิเ เชื่อมเข้ากับท่อเหล็กหนา ความยาวรวมประมาณสองเมตร อาวุธชิ้นนี้หนึ่งประดิษฐ์มันขึ้นมาใน่แรกที่โลกเริ่มล่มสลาย
นัทเป็เด็กสาวหน้าตาสดใส มีลักยิ้มที่แก้มสองข้าง แต่ระยะหลังไม่มีใครได้เห็นมันบ่อยนัก ความทุกข์ยากลำบากทำให้เห็นรอยยิ้มของเธอได้ยากขึ้น เธอไม่ได้พูดอะไร มีเพียงสีหน้าจริงจังและสายตาที่เด็ดเดี่ยว
หนึ่งส่งปืนรีวอลเวอร์ LLAMA MARTIAL .38 SPECIAL ปืนลูกโม่จากสเปนที่คนไม่ค่อยรู้จักมากนัก อายุมันมากกว่าเขาเสียอีก แต่ผ่านการชุบฮาร์ดโครมจนเงาวับ พร้อมกล่องะุยี่ห้อเรมิงตันที่ค่อนข้างเก่าให้ฝน
“ระวังลูกปืนหล่นหาย เหลือกล่องสุดท้ายแล้ว เห็นท่าไม่ดีก็ยิงเลย”
ฝนเม้มปากแน่น ถือปืนด้วยมือสั่นเทา สะกดกลั้นความหวาดกลัวหันมองลูกทั้งสองแล้วพยักหน้าให้หนึ่งอย่างเด็ดเดี่ยว
ขณะที่หนึ่งจะก้าวไปเปิดประตูรั้วเขาก็ชะงัก กลิ่นพวกตัวสั่นฉุนกึกเข้าจมูก มันเป็กลิ่นสาบที่ผสมกลิ่นเหงื่อไคลที่รุนแรงจนน่าคลื่นใส้ เสียงทุบโครมๆ ประตูรั้วโยกวูบวาบเพราะถูกผลักเป็จังหวะ เสียงขู่คำรามดังประสานเซ็งแซ่อยู่ด้านนอก เหมือนพวกมันรู้ว่าเขากำลังจะฝ่าออกไป
เอี๊ยดด…ครืดด…รั้วโยกรุนแรงมากขึ้นราวกับมันพร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ
หนึ่งหันกลับมาโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างประจำที่คนขับทันที
“เตรียมตัวนะ…”
หนึ่งบิดกุญแจและกดสตาร์ทมือแทบจะพร้อมกัน
วี้ดดๆๆๆ!!…..
หนึ่งใจหายวาบ
อย่ามารวนตอนนี้สิ...
เขารู้อยู่แล้ว
น้ำมันที่กลั่นเอง พอเจออากาศเย็น มันติดยากเสมอ
เท้าเตะคันสตาร์ทออกแล้วกระทืบเร็วสุดชีวิต
พรืด!...พรืด!...พรืด!...
เหงื่อเย็นเยียบทะลักเต็มแผ่นหลัง เสียงขู่คำรามและเสียงกระแทกประตูรั้วรุนแรงขึ้นทุกที นัท ไนซ์ และฝนตาเบิกโพลง ทุกคนกำมือแน่นอย่างลืมตัว
โครม!!
บานพับของประตูรั้วด้านล่างของประตูรั้วหลุดออก
พรืด!...บรื๊นน..ฟึ่ดด เครื่องยนต์ติดแล้วก็วอดดับไปอีก