“....................”“ท่านเนี่ยนะ ไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย” เว่ยเมิ่งบิดคอไปมา“การที่จะซ่อนสามารถส่วนหนึ่งไว้เพื่อใช้มันในการพลิกสถานการณ์มันคือเรื่องปกติการต่อสู้” ตงฟางเทียนกล่าวกับเว่ยเมิ่ง “ทว่า นั้นมันใช้กับเฉพาะกับการต่อสู้ที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระดับใกล้เคียงกันเท่านั้น” “.................”“ซึ่งมันไม่ใช่ในกรณีของเจ้ากับข้า” เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว “ท่านคิดมากไปแล้วท่านบรรพบุรุษ ข้าก็แค่อยากเก็บเรื่องเซอร์ไพร์ไว้ท่านตกใจเล่นเฉยๆน่า” กาลเวลาแปดปีที่ผ่านมาทำให้เด็กหนุ่มติดคำพูดประหลาดๆของพี่สาวไปแล้วตอนนี้สีหน้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนมาเป็นเคร่งขรึมเขา ปลดปล่อยพลังของตนออกมา บรรยากาศรอบตัวเด็กหนุ่มค่อยๆสั่นไหว แม้กระทั่งยอดเขาก็เริ่มสะท้านเบาๆ เสียงสั่นสะเทือนดังไปทั่วทั้งภูเขา ตงฟางเทียนหรี่ดวงตาลงเหมือนประหลาดใจกับพลังของเด็กหนุ่มที่อยู่เพียงระดับเก้าแต่สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้ขนาดนี้เด็กหนุ่มผ่อนลมหายออก เขาเดินไปหาตงฟางเทียนช้าๆ ทุกๆก้าวของเด็กหนุ่มทำให้ภูเขาสั่นสะท้านขึ้นดังขึ้นเรื่อยๆ เด็กหนุ่มหยุดเดินเมื่อทั้งสองอยู่ในระยะที่มือเอื้อมถึง ทั้งสองจ้องมองกัน พริบตานั้นเอง เสียงกระหึมดังก้องทั่วท้องฟ้าและภูเขา สองหมัดของสองอัจฉริยะผู้ต่างยุคสมัยเข้าปะทะกัน พื้นใต้ล่างของทั้งสองปริแตก เว่ยหมิ่งกัดฟันพริบตาที่หมัดของเขาปะทะกับอีกฝ่าย เขารู้ได้ทันทีว่าพลังของเขาเป็นรองอยู่เล็กน้อย หมัดของเด็กหนุ่มถูกผลักถอยหลังออกไปเล็กน้อย ดวงตาของเว่ยเมิ่งวาวโรจน์ร่างของเด็กหนุ่มหายวับไปไปต่อหน้าคู่ต่อสู้ เสี้ยวกระพริบตา ร่างของเว่ยเมิ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง ด้านซ้ายของฟงตงเทียน เด็กหนุ่มเตะอย่างรวดเร็วไปที่หัวของคู่ต่อสู้ ตงฟางเทียนไม่แม้จะหันไปมองเพียงใช้หลังมือซ้ายรับการโจมตี เสียงดังสนั่นเมื่อเท้าของเว่ยเมิ่งปะทะกลับหลังมือของฟางตงเทียน หลังมือที่กลับการโจมตีไม่แม้แต่จะสั่นไหว เด็กรู้สึกเหมือนเตะไปที่ภูเขาไม่ว่าจะใส่แรงเข้าไปเท่าไรมันก็ไม่แม้จะขยับเขยื้อน เด็กหนุ่มชักเท้าในเสี้ยววิกลับก่อนดีดตัวถอยหลังไปหลายสิบก้าว ในของใจเว่ยเมิ่งยิ้มแห้งๆ หมัดและท่าเท้าเหมือนครู่ มันใช้พลังเต็มสิบส่วนแต่ก็ยังทำอะไรฟางตงเทียนไม่ได้แม้แต่น้อย ‘คงต้องใช้มันจริงๆสินะ’ เด็กหนุ่มคิดยิ้มเครียด“โอกาสสุดท้ายแล้ว ตงฟางเว่ยเมิ่ง จะใช้ทุกอย่างที่เจ้ามีตอนนี้เพื่อชะลอเวลาตายหรือเก็บซ่อนมันไว้เรื่อยๆแล้วตายซะตอนนี้ เจ้าเลือกมันเองก็แล้วกัน” เสียงราบเรียบดังขึ้นหน้าเด็กหนุ่ม หมัดเรียบง่ายแต่ทรงพลังของตงฟางเทียนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเว่ยเมิ่ง เด็กหนุ่มใจหายวาบ หมัดนี้แม้ดูเหมือนเชื่องช้า แต่เว่ยเมิ่งรู้สึกได้ว่าต่อให้ตนเคลื่อนไหวเร็วแค่ไหนก็ไม่สามารถหลบพ้นได้อยู่ดีสายของเว่ยเมิ่งเปลี่ยนเป็นเด็ดเดียว กำหมัดต่อยเข้าปะทะด้วยกำลังสิบเอ็ดส่วน ตงฟางเทียนขมวดคิ้วหมัดนี้ของตนหากไม่สังหารก็สามารถทำให้เด็กหนุ่มบาดเจ็บปางตายได้ ตงฟางเทียนรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนโง่ ถึงแม้จะฝืนรีดลมปราณมาปะทะหมัดนี้ของตนแต่มันก็เท่ากับความตายสถานเดียวตงฟางเทียนคิดอยู่ครู่เดียวก็ไม่สนใจ นี่ไม่ใช่ว่ามันประมาทแต่เป็นมันมั่นใจในพลังของตนเองต่อให้เด็กหนุ่มตรงหน้ามีลูกไม้อะไร ตงฟางเทียนเชื่อมั่นว่าพลังของตนสามารถรับมือได้หมัดของทั้งสองเข้าปะทะกันอีกครั้ง ทันทีที่หมัดทั้งสองสัมผัสกัน เหมือนกลับท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนกับก้อนเต้าหู แต่เป็นตงฟางเทียนที่กลับมีสีหน้าที่ตกตะลึง ตั้งแต่หมัดจนข้อศอกของมันแหลกละเอียด เลือดและกระดูกกระจายกระเด็นไปทั่ว เด็กหนุ่มอาศัยจังหวะที่มันตกตะลึง อาศัยแรงหมัดขวาที่ต่อยออกไปหมุนตัวใช้ข้อศอกซ้ายกระแทกเข้าหน้าอกของตงฟางเทียนเข้าเต็มๆเหมือนกลับเสียงระเบิด ร่างของตงฟางเทียนกระเดนออกไปไกล แทนที่เว่ยเมิ่งจะรีบเข้าไปโจมตีต่อเนื่อง ร่างของเด็กหนุ่มสั่นเทา ก่อนค่อยๆทรุดลงไป เว่ยเมิ่งต้องใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้ม ตามร่างกายของเขามีเส้นเลือดปูดขึ้นมา “แฮ่ก แฮ่ก เว่ยเมิ่ง....นำไปหนึ่งแต้ม” เด็กหนุ่มหอบ แต่ก็ยังไม่ลืมขิง ชูนิ้วหนึ่งแต้มไปทางตงฟางเทียนที่นอนจมกองเลือดอยู่ ที่เว่ยเมิ่งสามารถเล่นตงฟางเทียนให้อยู่ในสภาพนี้ได้ ก็เพราะวิชาต้องห้ามที่สืบทอดกันมาในหมู่บ้าน นามว่า ลมปราณเทพบูรพา วิชาที่จะเพิ่มพูนหลังของผู้ใช้นับสิบๆเท่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ร่างกายจะต้องรับความเสียหายนับสิบๆเทาด้วนเช่นกัน เว่ยเมิ่งดันตัวลุกขึ้น เด็กหนุ่มบิดหลังดังกร๊อบพลางชำเลืองคู่ต่อสู้ “ไม่เป็นๆ ท่านนอนต่อไปก็ได้ ไม่ต้องลุกหรอก หลังจากนี้ข้ามีนัดเต้นซุมบ้ากับพี่สาว เฮ้ยๆ ข้าบอกว่าไม่ต้องลุกก็ได้ไง” เว่ยเมิ่งโวยวายเมื่อเห็นร่างของตงฟางเทียนที่ชุ่มด้วยโลหิตค่อยๆลุกขึ้นมา ช่วงหน้าอกแทบจะทะบุเป็นรูขนาดใหญ่ แขนขวานับตั้งแต่ข้อศอกลงมาก็มีเพียงเศษกระดูกและเลือดที่ไหลออกมาเรื่อยๆ“นั้นนี่ก็คงเป็นนิสัยของเจ้า? ยามที่เจ้าหวาดกลัวหรือเป็นกังวลเจ้าก็คงมักจะความทำตัวขนขันเพื่อกลบเกลื่อนมัน” เสียงราบเรียบดังมาจากร่างที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่เว่ยเมิ่งกำลังจะเอ่ยตอบแต่ก็ต้องเปลี่ยนแค่นยิ้มแทน ร่างของตงฟางเทียนค่อยๆฟื้นตัว แขนขวาที่เหลือแต่เพียงเศษกระดูกค่อยๆสร้างเลือดเนื้อขึ้นมาใหม่ หน้าอกที่เป็นแผลเปิดออกขนาดใหญ่ก็ค่อยๆปิดตัวลง จนในที่สุดร่างของตงฟางเทียนก็ค่อยๆหายดี จนเหมือนไม่เคยบาดเจ็บ“แล้วอีกอย่างหนึ่ง.....เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะมีหลังจากนี้?” เสียงเย็นเฉียบของผู้ไม่รู้จักตายดังเสียดแทงจิตใจของเว่ยเมิ่ง“อา ท่านบรรพบุรุษที่เคารพ พวกท่านส่งต่อตัวอะไรมาให้ข้ารับมือกันกัน?” เว่ยเมิ่งหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก“สามวิชาต้องห้ามแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ร่างเต๋าอมตะ ลมปราณเทพบูรพา และ เปลี่ยนโลหิตสู่เพลิงตะวัน” อยู่ๆตงฟางเทียนก็พูดขึ้นเฉยๆ สายตาของมันมองที่ร่างของเว่ยเมิ่ง “สามวิชาเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้ที่สูงลิ่วในการใช้หรือฝึกฝน เช่นร่างอมตะของร่างที่ต้องใช้เวลานับชั่วกัปชั่วกัลป์ในการเข้าใจมันหรือลมปราณเทพบูรพหาของเจ้าที่จะสร้างความเสียหายให้กลับร่างกายทุกครั้งที่ใช้” ตงฟางเทียนเผยรอยยิ้มอันลึกลับ “หรือเปลี่ยนโลหิตสู่เพลิงตะวันที่จะใช้เลือดในร่างกายเป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างเปลวไฟจากดวงตะวันให้ผู้ใช้..........เจ้ากำลังลังเลอยู่ใช่ไหม? ว่าจะใช้พวกมันทั้งสองพลิกสถานการณ์อย่างไร”“.....................”“ชั่งหน้าประทับใจยิ่งนัก ตงฟางเว่ยเมิ่ง เจ้าสามารถบรรลุสองในสามวิชาต้องห้ามได้ในเวลาไม่ถึงสิบปี เจ้าคู่ควรแล้วกับคำว่าอัจฉริยะแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์”“ช่างหน้าเสียดายที่เจ้าจะไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้อีกแล้ว”ตงฟางเทียนพูดจบก็เดินค่อยๆไปทางเด็กหนุ่ม ทุกย่างก้าวไม่ได้ทำฟ้าหรือแผ่นดินสะเทือนแต่ แต่ในสายตาของเว่ยเมิ่งบุคคลต้องหน้าคล้ายกับพญามัจจุราชที่กำลังเดินเข้ามาเอาชีวิตตนเว่ยเมิ่งยิ้มทั้งๆบาดแผล “ข้าเคยบอกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือ? ว่ามันอาจจะเป็นท่านนี่ตายก็ได้” เว่ยเมิ่งกำหมัดตั้งท่า มือของเด็กหนุ่มค่อยลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน“มาเถิดท่านบรรพบุรุษที่เคารพรัก ได้เวลาเริ่มสู้กันจริงๆแล้ว”เว่ยเมิ่งเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เด็กหนุ่มพุ่งออกไป และในจังหวะที่ก้าวขา เปลวเพลิงระเบิดขึ้นที่เท้าของเด็กหนุ่มทุกครั้ง ช่วยให้ร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนที่เร็วกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา เขาได้ความคิดนี่มาจากพี่สาวตอนที่นางเล่าเรื่องจรวดอวกาศ......... ตงฟางเทียนมีสีหน้าจริงจังเล็กน้อยเมื่อเห็นความเร็วของเด็กหนุ่ม และในจังหวะที่ทั้งสองอยู่ในระยะมือเอื้อมถึง ตงฟางเทียนทำท่าคว้าจับเบื้องหลังของมันคล้ายกับมีมัจจุราชทำมือเอื้อมมาจะคว้าจับ‘มัจจุราชคว้าวิญญาณ!!’มือของตงฟางเทียนพุ่งไปที่ลำคอเด็กหนุ่ม เว่ยเมิ่งเมื่อสัมผัสถึงความตายที่กำลังเข้าถึงคอก็ไม่หลบหลีก กลับกันวาวตากับวาวโรจน์‘ฝ่ามือสิบแปดมังกรทองครองใต้หล้า’ เด็กหนุ่มคำรามใช้ท่าไม้ตายของลุงฟง หลายปีมานี้มันได้เรียนรู้วิชาที่แข็งแกร่งมากมายของคนในหมู่บ้าน ฝ่ามือพุ่งออกไปอีกสิบแปดครั้งก่อนที่ฝ่ามือของมัจจุราชจะถึงลำคอ ราวกลับว่ามีมังกรทองสิบแปดตัวเข้าฉีกกระชากมัจจุราช ยิ่งบวกกับวิชาต้องห้ามเปลี่ยนโลหิตสู่เพลิงตะวันอานุภาพของกระบวนท่านี้ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก ฝ่ามือที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงเข้าทะลวงร่างของตงฟางเทียน ร่างตงฟางเทียนถูกกระแทกถอยหลังไปทว่ามันกลับใช้มือซ้ายจับข้อมือขวาของเด็กหนุ่มไว้ ช่วยไม่ให้มันลอยไปไกลร่างที่จับข้อมือเด็กหนุ่มไว้ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิง ตามร่างกายบางส่วนถึงขนาดหลุดหายไปเลยด้วยซ้ำ ทว่าแววตาของตงฟางเทียนยังคงไว้ซึ่งความเย็นชา มันไม่แม้แต่จะกรีดร้องมือซ้ายที่จับข้อมือขวาของเด็กหนุ่มไว้บีบแน่นกันไม่ให้หลุด มันดึงร่างเว่ยเมิ่งเข้ามา ไม่ทันที่เว่ยเมิ่งจะตอบโต้ ตงฟางเทียนใช้มือขวากระแทกเข้าที่หน้าอกของเด็กหนุ่ม เสียงกระหึมเหมือนอากาศระเบิด เว่ยเมิ่งกระอักเลือดออกมาคำโตรู้สึกเหมือนหน้าอกจะระเบิดออก ไม่หมดแค่นั้น ตงฟางเทียนโยนร่างของเด็กหนุ่มที่เกือบหมดสติขึ้นไปบนอากาศ ร่างของเว่ยเมิ่งลอยเคว้งอยู่บนอากาศก่อนตกลงมา ในจังหวะที่ร่างของเด็กหนุ่มจะตกลงถึงพื้น ตงฟางเทียนยกเท้าขึ้นเหนือศีรษะก่อนเหยียบลงไปที่ร่างของเว่ยเมิ่งในจังหวะที่ตกลงมาถึงพื้นพอดีเสียงแตกหักของกระดูกเว่ยเมิ่งและพิ้นบนยอดเขาดังกระหึมไปทั่วสารทิศ ร่างของเว่ยเมิ่งนอนแน่นิ่งไม่ขยับใต้เท้าของตงฟางเทียน“ดูเหมือนว่าข้าจะเป็นฝ่ายถูกนะตงฟางเว่ยเมิ่ง คือมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า‘หลังจากนี้’ที่เจ้าคาดหวังไว้” ตงฟางเทียนกล่าวกลับร่างไร้ลมหายใจของเว่ยเมิ่งตงฟางเทียนยกเท้าออกจากร่างของเด็กหนุ่มบาดแผลของมันทั้งหมดฟื้นตัวแล้ว มันหันหลังเดินไปที่ทิศทางของหมู่บ้าน บนใบหน้าตาที่เย็นชาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง ‘ช่างหน้าเหลือเชื่อจริงๆ อายุเพียงสิบห้าสิบหกปีก็สามารถทำได้ถึงขนาดนี้ หากเปลี่ยนจากข้าเป็นคนอื่นต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเก้าก็คงตายในหมัดแรกหรือต่อให้เป็นสี่ปรมาจารย์ในยุคนี้พวกมันก็คงอยู่ได้ถึงกระบวนท่าสิบแปดฝ่ามือนั้น’ตงฟางเทียนเงยหน้ามองท้องฟ้ามันต้องการรู้ว่าโชคชะตาแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์กลายเป็นของมันหรือยัง หากโชคชะตายังไม่ตกมาเป็นของมันอีก..... มันก็จำเป็นต้องฆ่าต่อไป มันใช้ศาสตร์แห่งการทำนายค้นหาผู้ครอบครองโชคชะตา พริบตาที่มันอ่านผลทำนายจากดวงดา สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไป ‘เป็นไปไม่ได้โชคชะตายังคงอยู่ที่บุคคลเดิม! เว่ยเมิ่งยังไม่ตาย!?’ ขณะที่มันหันหน้ากลับมาดูร่างที่ควรจะสิ้นลมหายใจ หมัดปริศนาพุ่งเข้าที่ใบหน้าของมันอย่างรุนแรง ร่างของตงฟางเทียนลอยปลิ้วสะบัดไปอย่ารุนแรง“แฮ่ก แฮ่ก ฮะๆ ผู้ใดบอกกันว่ามันจะไม่มีหลังจากนี้ อย่างหนึ่งแน่ๆหลังจากนี้คือ ข้าจะอัดท่านจนกว่าท่านจะจำวิธีถือตะเกียบไม่ได้เลยละ!” ร่างสะบักสะบอมของเว่ยเมิ่งชูหมัดขึ้นฟ้าประกาศกร้าว“...................”ร่างยับเยินของตงฟางเทียนมองเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ ในกระบวนท่าสุดท้ายที่มันใช้เหยียบย่ำร่างของเว่ยเมิ่งคือ พญามารย่ำสวรรค์ ซึ่งกระบวนท่านั้นจะทำลายชีพจรชีวิตทั้งหมดของคู่ต่อสู้ และมันก็มันใจว่าชีพจรชีวิตถูกทำลายไปหมดแล้วแน่ๆ ร่างที่กรามล่างหลุดห้อยไปมา ไคร่ควรเด็กหนุ่มอย่างมึนงง ทันใดนั้นมันก็สังเกตเห็นบางอย่าง “เอ็นไอไอ้อ้าย อา อา เอาอำอายอางไอ” ตงฟางเทียนตกใจถึงขนาดลืมไปว่ากรามล่างยังไม่ฟื้นฟู เลยทำให้พูดออกมาไม่เป็นภาษาคน“ท่านปรมาจารย์ นี่มันไม่ดีเลยนะ อย่างน้อยท่านก็ควรฟื้นฟูปากท่านให้เสร็จก่อนพูดสิ” เว่ยเมิ่งใช้มือขวาบีบขมับ เหมือนปวดหัวกับมารยาทของบรรพบุรุษมันตงฟางเทียนมีสีหน้าเหลือ มันจำได้ว่าตอนที่จับข้อมือขวาของเด็กหนุ่มแล้วโยนขึ้นไปบนฟ้า มันใช้พลังบางส่วนบดขยี้ทั้งแขนขวาของเว่ยเมิ่งไป ต่อให้เด็กหนุ่มรอดมาได้มันก็ไม่สามารถใช้แขนขวาได้ตลอดชีวิต ทว่าตอนนี้เด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังใช้ ‘มือขวา’ บีบขมับ ก่อนจะใช้ ‘มือขวา’สะบัดฝุ่นตามตัว“ระ หรือว่าเจ้า.....” ตงฟางเทียนไม่กล้าพูดความคิดที่อยู่ในใจเหมือนกับอ่านใจคนตรงหน้าออก เว่ยเมิ่งแสยะยิ้ม ชูมือขวาขึ้นเด็กหนุ่มส่งปราณไประเบิดมือขวาตนเอง เลือดเนื้อและกระดูกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ทันใดนั้นแขนขวาที่ไร้มือก็ค่อยๆงอกกระดูกและเลือดเนื้อออกมา ผ่านไปไม่กี่อึดใจมือที่หายไปก็ฟื้นกับมาเป็นเหมือนเดิม มือขวาเด็กหนุ่มฟื้นฟูเร็วกวว่าคางของตงฟางเทียนเสียอีก“ร่างเต๋าอมตะ!!!” ตงฟางเทียนอุทาน เมื่อกรามล่างฟื้นฟูเสร็จ“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้ามีเรื่องจะเซอร์ไพรส์ท่านนะ?” เด็กหนุ่มยิ้มอย่าง‘อ่อนโยน’ แน่นอนเว่ยเมิ่งไม่กล้าสาบานว่าไม่มีความคิดที่จะเยาะเย้าบรรพบุรุษตรงหน้าแม้นิดเดียว.............“บอกตามตรงว่าข้าเชื่อท่านจริงว่าวิชานี้การฝึกมันต้องใช้ ทั้งที่สองวิชาก่อนหน้าข้าแค่มองตำราสองสามรอบเองแท้ๆ” เว่ยเมิ่งถอนหายใจเหมือนเหน็ดเหนื่อยในการฝึกวิชาที่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม(2ชม.)………..ตงฟางเทียนค่อยๆดันร่างตนเองขึ้นพื้น มันแค่นรอยยิ้มออกมา “อา....เจ้าพวกลูกหลานที่น่ารักทั้งหลาย พวกเจ้าให้กำเนิดสัตว์ประหลาดเช่นใดมารับมือข้ากัน” “เดี่ยวๆ หากพูดถึงสัตว์ประหลาดน่ะ ท่านไปดูพี่สาวข้านู้น นั่นต่างหากสัตว์ประหลาดของจริง ส่วนข้านะเป็นแค่อัจฉริยะตัวน้อยผู้น่ารักเท่านั้นเอง” เว่ยเมิ่งรีบแก้ตัวในหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์หญิงสาวมาดจักรพรรดินีที่กำลังกึ่งนั่งกึงนอนจามอย่างรุนแรง “ฮะ ฮัดเช้ยยย!!” หญิงสาวเช็ดปาก “เฮ้ย!! พวกเจ้าแอบนิททาข้าหรือ!!?” นางหันไปมอง สามคนที่กำลังยืนขาเดียวกางแขน “ปะ ป่าวจ้า” ตงฟางเฉียน“มะ ไม่ขอรับ” ตงฟางโม่หลาง“ไม่เจ้าคะ......” หลี่เยว์เอ๋อร์“จิ๊”
“ข้าคิดว่าเราควรจะจบการต่อสู้ครั้งนี้เลยดีไหม” เว่ยเมิ่งถามยิ้มๆ “เฮอะ!” ตงฟางเทียน แค่นเสียง เจ้าก็พูดได้สิ เจ้าขโมยวิชาข้าไปแล้วนี่...... ตงฟางคิดอย่างครุ่นเคือง แต่อย่างไรเมื่อมันคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างมันก็มีสีหน้าจริงจังเว่ยเมิ่งเมื่อเห็นตงฟางเทียนคิดอะไรออกก็ยิ้มอ่อน “ความจริงมันควรจะสมบูรณ์ต้องแต่หลายปีก่อนแล้ว ทว่ามันเป็นเพราะท่านทำลายคัมภีร์วิชาร่างเต๋าอมตะไป ข้าเลยไม่ทันได้ทำมันให้สมบูรณ์”เปลวเพลิงสีแดงฉานค่อยๆลุกขึ้นบนมือของเด็กหนุ่ม เว่ยเมิ่งสูกดลมหายใจเข้าลึกๆ กระหึมดังขึ้นในตัวเด็กหนุ่ม นี่คือลมปราณเทพบูรพาที่จะเพิ่มพลังของผู้ใช้เป็นสิบเท่า เปลวเพลิงสีแดงค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้ม ความร้อนรอบๆเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ร่างของเว่ยเมิ่งสั่นเบาๆในอาการบาดเจ็บจากปราณเทพบูรพา อย่างก็ตามร่างเต๋าอมตะก็ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงสีส้มลุกโชนอย่างน่ากลัว และที่หน้ากลัวไปกว่านั้นคือสีของเปลวเพลิงที่เริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้งนี้มันค่อยๆซีดลงซีดลง จนในที่มันกลายเป็นเปลวเพลิงสีเหลือง!!ความร้อนจากเปลวเพลิงสีเหลืองที่แผ่ออกมาทำให้ในขณะนี้ยอดเขาเริ่มละลาย เว่ยเมิ่งชำเลืองมองเขายอดเขาที่เริ่มละลายก่อนเอ่ย “ข้าไม่ได้พูดเล่นนะ ข้าคิดว่าเราควรจบศึกครั้-” ยังไม่ทันที่เว่ยเมิ่งจะพูดจบ ตงฟางเทียนเข้าโจมตีเด็กหนุ่มไปแล้ว แม้มันจะมีร่างเต๋าอมตะแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีทางตาย อย่างไรก็ตามการสังหารมันนั้นยากเสียยิ่งกว่าการชนะมันหลายขุมนัก เพราะถึงถูกทำลายร่างกายไปแต่หากมีสักชิ้นส่วนหนึ่งหลุดรอดมาได้มันก็ยังคืนชีพมาได้เรื่อยๆอยู่ดี และต่อให้ใช้ไฟเผาร่างกายมันทั้งหมด ไฟทั่วไปก็ไม่สามารถตามการฟื้นตัวของมันได้ทันอยู่แล้วอย่างไรก็มันสัมผัสได้หากถูกเปลวเพลิงของเว่ยเมิ่งเข้าละก็มันคงไม่มีทางรอดแน่ๆ‘ต้องเสี่ยงแล้ว!’ตงฟางเทียนกัดฟัน มันรีดเร้นพลังทั้งหมดในร่างออกมา เว่ยเมิ่งเห็นเช่นนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจังดวงตาของตงฟางเทียนเปล่งประกายด้วยอำนาจ เมื่อมันมาถึงตัวของเว่ยเมิ่งก็คำรามลั่นใช้ออกด้วยกระบวนท่าในอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ทั้งหมดของตน ‘หมัดเทพชี้ชะตา’ ‘อำนาจสวรรค์สังหารมาร’ ‘เทพเซียนเหยียบนรก’ ‘ฝ่ามือเง็กเซียน’ ‘ดรรชนีเทพสะกดมาร’ ‘น้อมนำวิญญาณสู่ปรภพ’ ‘กระบี่เทพตัดอวิชชา’ ‘หัตถ์เทพส่งวิญญาณ’ ‘บูรพาแห่งสวรรค์นั้นคือตัวเรา’เก้ากระบวนท่าเก้าการโจมตี เว่ยเมิ่งกัดฟันรับการโจมตีอย่างหนักหน่วง แม้มันจะสามารถบรรลุสามวิชาต้องห้ามได้แต่ก็ใช่ว่ามันจะไร้เทียมทาน อย่างน้อยก็สำหรับคนตรงหน้าคนหนึ่ง ทุกกระบวนท่าของตงฟางเทียนสร้างความเสียหายไปไม่น้อยเลย โดยเฉพาะกระบวนท่าสุดท้ายที่เกือบเอาชีวิตของเว่ยเมิ่งไปด้วยซ้ำร่างของตงฟางเทียนยืนนิ่งหลังปลดปล่อยกระบวนท่าทั้งเก้า หากมองดูดีๆร่างของมันเริ่มแตกสลายไป“ลงมือซะ” เสียงเหนื่อยล้าของตงฟางเทียนเอ่ยขึ้นเว่ยเมิ่งมองบุคคลที่อยู่ตรงหน้าครู่หนึ่ง “ลาก่อน ท่านปรมาจารย์” เว่ยเมิ่งก้มหัวลงให้ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำของหมู่บ้านหเปลวเพลิงสีแหลืองลุกโชน พร้อมกับร่างของเว่ยเมิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของตงฟางตงเทียน เว่ยหมิ่งใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุดที่เท่าที่มันเคยพบเห็นมาในชีวิต‘บูรพาแห่งสวรรค์นั้น.....คือตัวเรา’ใบหน้าของตงฟางเทียนนั้นไม่ได้มีซึ่งความเย็นชาอีกแล้ว บนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความสุข บางทีนี่อาจจะเป็นใบหน้าที่แท้จริงของบุคคลคนนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยเสียสละให้กับหมู่บ้านก็เป็นได้ เปลวเพลิงสีเหลืองลุกท่วมร่างที่นอนอยู่ ร่างของตงฟางเทียนค่อยๆแตกสลายไปในไม่ช้า “ท่านไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดใช่หรือไม่?” เว่ยเมิ่งถามตรงๆกับร่างนอนจมกองเพลิง“..........................”“ถ้าให้ข้าเดา สาเหตุก็คงเป็นเพราะการคืนชีพของท่าน”“การคืนชีพของท่านถูกสังเวยด้วยโลหิตของผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เต็มใจจากผู้ติดตามทั้งสี่ของท่าน..........และนั้นทำให้เต๋า(วิถี)แห่งสวรรค์ของท่านผู้ไม่เคยทำผิดต่อฟ้าดินต้องพังทลายลงไป”“ถึงแม้ตอนนี้ท่านจะมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับชนชั้นปรมาจารย์ แต่จริงๆแล้วตอนนี้ท่านอยู่ในขอบเขตยอดฝีมือระดับเก้าเท่านั้น”“.............................”“เอาน่าๆ ระหว่างที่ท่านถูกเผาไปก็พูดคุยกับข้าไปพลางๆก็ได้”“.............................”“มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ เมื่อพวกมันยอมกลายเป็นมารเพื่อช่วยเหลือข้า ข้าก็ยินกลายเป็นมารไปพร้อมกันเพื่อพวกมันเช่นกัน”“ท่านไม่ได้เป็นคนสังหารปรมาจารย์รุ่นที่สามใช่หรือไม่?”ภาพในอดีตแวบขึ้นมาในหัวของตงฟางเทียน ในตอนนั้นปรมาจารย์รุ่นที่สองหรือพี่ชายของมันได้ส่งจดหมายเรียกตัวมันไปพบ‘พี่เกิดอะไรขึ้น!?’ ‘สายไปแล้วน้องข้า........ข้าขอวิงวอนเจ้า สังหารข้าเดี่ยวนี้’ ‘พี่!!’ ‘หากปล่อยข้าไป มันจะต้องมีคนตายอีกมาก สังหารข้าเดียวนี้และทำลายวิชานั้นไปซะ!!’ ‘ข้ารู้ว่าเจ้ารักเว่ยเอ๋อร์ไม่ต่างจากลูกชายแท้ๆของตน เพราะอย่างงั้นข้าถึงได้ฝากเด็กคนนั้นไว้กลับเจ้าได้’ ‘ขอบคุณเจ้า น้องข้า’ในวันนั้นมันพี่สังหารพี่ชายแท้ๆของตน ทำลายวิชาอสูร และ.....ทำการกบฏเพื่อปกปิดความจริงทุกอย่าง ปั่นเรื่องลวงโลกอย่างความต้องการในโชคชะตาของหมู่บ้าน และ เผ้ารอคอยให้หลานชายกลับมาแก้แค้นตน “ไม่........ข้าเป็นคนสังหารมันเองกับมือ”“เพื่อความปรารถนาของตัวข้าเอง”เว่ยเมิ่งนิ่งเงียบ มันประสานมือและก้มหัวให้บุคคลตรงหน้าอีกครั้งก่อนเดินจากไป“เจ้าเองก็ไม่ได้เองก็ไม่ได้ใช่พลังทั้งหมดเช่นกัน” เสียงของตงฟางเทียนดังตามหลังมา“ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าข้าคงคิดไปเองแต่ในที่สุดก็รู้ว่ามันไม่ใช่”“เจ้าสามารถทะลวงขั้นไปสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้ทุกเมื่อใช่หรือไม่?”“................”“เหอะๆ เจ้ามันเด็กตัวร้ายที่ซุกซน”“ข้าจะบอกเจ้าให้.......ถึงหนึ่งในความลับของโลกนี้”“.................”“ในยามใดที่เจ้าอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ จงใช่พลังจากเต๋า หลอมรวมกับพลังกายเนื้อระดับเก้าเพื่อกลายเป็นสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก”“สิ่งนั้นพวกเราเรียกว่า............ผู้ฝึกตน”“ไปเถิดอัจฉริยะตัวน้อย หากเจ้าต้องการปกป้องสิ่งที่เรียกว่าความสุขละก็”“เจ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้”“ตงฟางเว่ยเมิ่ง”
จบภาค บทนำจากใจคนเขียน ขอบคุณทุกๆท่านจริงๆครับ ที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์มาจนถึงตอนนี้ ตอนนี้เรื่อง พลิกฟ้า ย่ำปฐพี ก็ได้จบบทนำไปเรียบร้อยแล้ว(ฮา) ยังไงก็ตามฝากติดตามภาคต่อไปด้วยนะครับ ภาคต่อไปคือ ตามหาของอร่อยในแคว้นชิง เอ้ย เงามืดที่ซ่อนเร้นในแคว้นชิง