หวังเยวี่ยทอดสายตามองไปยังทารกหญิงในใจลอบคิดว่าหากเป็นตนที่สามารถให้กำเนิดเด็กบ้างก็คงจะดี นางเอ่ยเสียงเบาว่า“พี่สะใภ้ใหญ่ เป็นทารกหญิงเจ้าค่ะ”
ด้านนอกแว่วเสียงตะโกนของหวังจื้อดังเข้ามา “เป็นบุตรชายใช่หรือไม่!”
หลี่ชิงชิงตะโกนตอบเสียงสูงว่า “มิใช่เจ้าค่ะเป็นทารกหญิงทองพันชั่ง ผมดำเงาราวกับสีของอีกา หน้าตาน่ารักน่าชังนักเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อมิได้ให้ความสำคัญกับหลานชายจนรังเกียจหลานสาวเมื่อเห็นหลานสาวคนที่สี่ นางก็ไม่ได้ไร้ซึ่งความเบิกบานใจแม้แต่น้อย หญิงชรายิ้มจนดวงตายิบหยีนางอุ้มเด็กทารกมาชั่งน้ำหนัก “หกจุดหกจิน ฮ่าๆ นางหนักกว่ายามแรกคลอดของพั่นตี้สามพี่น้องเสียอีกนางลืมตาแล้วด้วย ข้ายังจำได้อยู่เลยว่ายามที่พั่นตี้สามพี่น้องเกิด ยังต้องรออีกสองสามวันกว่าพวกนางจะลืมตา”
หวังเยวี่ยเองก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปีติเช่นกัน“ครรภ์นี้ของพี่สะใภ้ได้ทานอาหารดีๆ มากมายเลยทีเดียว”
จางซื่อกลับร่ำไห้สะอึกสะอื้น“เหตุใดถึงยังเป็นบุตรสาวอีกเล่า นี่หมายความว่าชาติที่แล้วข้าทำกรรมใดเอาไว้กันแน่เหตุใดชาตินี้ข้าถึงมิอาจให้กำเนิดบุตรชายได้เลย?”
หลี่ชิงชิงอดเอ่ยวาจาปลอบประโลมโน้มน้าวใจไม่ได้ว่า“พี่สะใภ้ ท่านดูคำพูดของท่านสิ คนที่ยืนอยู่ในห้องนี้ล้วนเป็นสตรีกันทั้งสิ้นพวกข้ามีตรงไหนที่ด้อยไปกว่าบุรุษหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง จางซื่อ ยามเจ้าลงแรงทำงานในไร่ในนา ก็มิได้ด้อยไปกว่าหวังจื้อเลยนะ”ใบหน้าของหลิวซื่อเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ยามที่นางอุ้มทารกน้อยไปอาบน้ำในอ่างไม้
หลี่ชิงชิงเกรงว่าหลิวซื่อจะประมาทเลินเล่อนางจึงเอ่ยเตือนว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ระวังมือหน่อยเจ้าค่ะอย่าปล่อยให้สายสะดือของหวังชงเยวี่ยเปียกน้ำ”
หวังเยวี่ยเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะว่า“หวังชงเยวี่ย นี่คือนามที่จ้าวซิ่วไฉมอบให้เมื่อคราวที่แล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะ ชงมาจากชงหมิง ส่วนเยวี่ยมาจากสี่เยวี่ย”ยามนั้นหลี่ชิงชิงขอให้จ้าวซิ่วไฉช่วยตั้งชื่อให้เด็กหญิงตัวน้อย ก็เพื่อให้หวังจื้อกับจางซื่อเห็นความสำคัญของเด็กน้อยมากขึ้นอีกสักหน่อยหญิงสาวเอ่ยปากอวยพรว่า“หวังว่าหลานสาวของข้าคนนี้จะเติบใหญ่เป็นหญิงสาวที่ฉลาดเฉลียว และมีความสุขเบิกบานใจในทุกวัน”
หลิวซื่อหันหลังให้เตียงนอนเพื่ออาบน้ำให้กับทารกน้อยสมาชิกใหม่ของตระกูลหวังที่จนยามนี้ก็ยังร้องไห้จ้าไม่หยุดทว่าหลิวซื่อกลับไม่รำคาญเสียงร่ำไห้ของทารกน้อยเลย
ทว่ายามที่หลิวซื่อได้ยินเสียงของจางซื่อที่ยังร้องไห้ไม่หยุดนางก็เอ่ยด้วยอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่นว่า “จางซื่อ หลานสาวตัวน้อยของข้าคนนี้คลานออกมาจากท้องของเจ้านางเดินทางมายังโลกใบนี้ด้วยความลำบากยากเข็ญ เจ้าต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดี!”
ที่ด้านนอกหวังจื้อกำลังนั่งยองๆ อยู่ในเรือนดวงตาของเขาไร้แวว สายตาทอดมองไปยังแห่งหนใดก็สุดจะรู้ ผู้เฒ่าหวังที่เดิมทีกำลังกลัดกลุ้มเรื่องที่มีอีกหนึ่งปากท้องให้เลี้ยงทว่ายามที่เห็นท่าทีราวกับร่างไร้วิญญาณของหวังจื้อแล้วอย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรชายคนโตที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเด็ก ต่อให้เป็นบุตรบุญธรรมทว่าหลายปีที่อยู่ด้วยกันก็ย่อมมีความรู้สึกรักและผูกพันอยู่ ชายชราเดินเข้าไปหาก่อนเอ่ยปลอบว่า“ทั้งแม่และลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัยก็นับว่าสวรรค์อวยพร เป็นเรื่องมงคลแล้วเจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก?เกิดเป็นคนต้องรู้จักเพียงพอให้เป็น”
หวังเลี่ยงไม่รู้ว่าจะปลอบใจหวังจื้ออย่างไรดี
หวังจื้อใช้ชีวิตด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจมาโดยตลอดอีกทั้งยังให้ความสำคัญกับสายตาของคนอื่นยิ่ง ครานี้เขาได้บุตรสาวหาใช่บุตรชายอีกครั้งคนข้างนอกที่อิจฉาครอบครัวสกุลหวังอยู่แล้ว จะต้องยิ่งทวีเสียงหัวเราะเย้ยหยันหวังจื้อเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่
หวังเลี่ยงค่อนข้างเป็นห่วงหวังจื้อทีเดียว
ทว่าหวังจวี๋หาได้เป็นห่วงหวังจื้อไม่นางคิดว่าหวังจื้อคือชายหนุ่มที่โตเต็มวัย ยังมีสิ่งใดให้ต้องเป็นห่วงกัน
ทว่าหวังจวี๋กลับกลัวว่าหวังจื้อจะนำความโกรธไปลงกับหวังพั่นตี้สามพี่น้องนางจึงรีบลากพวกนางออกจากบ้านไปเก็บผักในแปลงผักทันที
คราวที่แล้วที่จางซื่อให้กำเนิดหวังฉิวตี้หวังจื้อก็หาข้ออ้างเพื่อที่จะตีหวังพั่นตี้กับหวังเจาตี้หลังจากนั้นก็เป็นเวลานานทีเดียวที่หวังจื้อปฏิบัติต่อสามพี่น้องด้วยท่าทีหมางเมิน
หลิวซื่อวุ่นวายอยู่ในห้องนอนครู่ใหญ่ยามที่ออกมาสูดอากาศเพื่อพักหายใจข้างนอก ก็พบหวังจื้อกำลังนั่งยองๆปาดน้ำตาอยู่บนพื้น โทสะทั้งหมดของนางพลันระเบิดออกมาทันทีหญิงชราเปิดปากได้ก็ด่ากราด ยิ่งพูดก็ทวีความดังมากขึ้นเรื่อยๆ “หวังจื้อเจ้าหาใช่คนที่ต้องอุ้มท้อง หาใช่คนที่ต้องคลอดบุตร ความทุกข์ทรมานเพียงเล็กน้อยก็ไม่ใช่คนที่ต้องพบเจอยามนี้เจ้าได้บุตรสาวที่แข็งแรงคนหนึ่ง เจ้ายังไม่รีบเข้าไปปลอบภรรยาของเจ้ายังไม่คิดจะเข้าไปดูหน้าลูกของเจ้า แล้วยังจะร้องไห้อยู่ตรงนี้ทำผีอันใดมาแสดงท่าทีน่ารังเกียจอันใดตรงนี้!
ดูท่าทีสิ้นหวังเหมือนผีตายซากของเจ้านี่สิข้าสั่งสอนเจ้ามาเนิ่นนานหลายปี เหตุใดถึงไม่เข้าหูเจ้าเลยสักนิด! เฮอะบ้านของเรามีสมาชิกใหม่ เรื่องมงคลใหญ่โตเช่นนี้ รีบเช็ดน้ำตาของเจ้าแล้วเข้าไปดูหน้าภรรยากับลูกของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อครู่ผู้เฒ่าหวังพยายามพร่ำปลอบหวังจื้ออยู่ค่อนวันทว่าหวังจื้อกลับฟังไม่เข้าหู ยังคงมีท่าทีราวกับฟ้าถล่มดินทลายจนกระทั่งหลิวซื่อมายืนอยู่ตรงนี้ ด่ากราดเขาไปหนึ่งชุดใหญ่ ทว่ากลับใช้ได้ผลหวังจื้อไม่ร้องไห้อีกแล้ว เขาลุกขึ้นมาปาดน้ำตา ก่อนเข้าไปในห้องเพื่อดูหน้าบุตรและภรรยาทันที
หลิวซื่อกลับเข้ามาในห้องนอนหลังจากไปพักหายใจหายคอมายามที่นางเห็นหวังจื้อยืนอยู่ข้างเตียงนิ่งงันราวกับท่อนไม้ ไม่มีเอ่ยคำใดแม้แต่ถ้อยคำห่วงใยยังไม่มีมอบให้จางซื่อเลยสักคำ หญิงชราก็เริ่มเปิดปากด่าอีกครั้ง“หวังจื้อ จางซื่อที่อยู่ข้างหน้าเจ้าคือภรรยาที่ให้กำเนิดลูกทั้งสี่คนของเจ้านางเพิ่งจะกลับมาจากประตูนรก เจ้าที่เป็นสามีกลับไม่รู้จักถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงสักคำเจ้าเป็นใบ้หรือ?”
แน่นอนว่าหลี่ชิงชิงและหวังเยวี่ยย่อมไม่มีทางสอดปากยามที่หลิวซื่อกำลังอบรมหวังจื้อยามนี้พวกนางกำลังไว้หน้าหวังจื้ออยู่
หลิวซื่อเดินตรงเข้าไปผลักไหล่ของหวังจื้อทันที“สมองขี้เลื่อยจริงๆ การคลอดบุตรชายสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ? มีหลายบ้านที่ทั้งบ้านมีแต่เด็กผู้ชายฟังดูแล้วช่างเป็นเรื่องที่ดีงาม ทว่าแท้จริงแล้วครอบครัวกลับยากจนข้นแค้น กินไม่อิ่มเสื้อผ้าไม่อุ่นชีวิตเช่นนั้นมีสิ่งใดดีกัน
ยามนี้ครอบครัวของพวกเราไม่ขาดแคลนอาหารไม่ขัดสนเสื้อผ้า มีเนื้อให้ทานทุกวัน อีกทั้งยังได้อยู่ในเรือนอิฐหลังใหม่ชีวิตของพวกเราดียิ่งกว่าคนในเมืองเสียอีก แค่นี้เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ
เฮอะใต้หล้านี้หาได้มีเรื่องอันใดที่สมบูรณ์พร้อม อย่าได้มองว่ายามนี้ข้ามีชีวิตที่ดีนั่นก็มาจากการที่ข้าแต่งงานผิด ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างมากมายมาก่อน
บิดาแท้ๆ ของเจ้าเองก็ให้ความสำคัญกับเด็กผู้ชายและรังเกียจเด็กผู้หญิงเพียงเพื่อบุตรชายที่แข็งแรงคนหนึ่ง เขาถึงขนาดทุบตีข้า หย่าขาดข้าไม่ต้องการทั้งเจ้าและน้องสาวของเจ้า คนที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือบุรุษเช่นนี้ ถุยเขามันไม่นับว่าเป็นคนเสียด้วยซ้ำ เป็นได้แค่สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น!”
หลี่ชิงชิงมองหลิวซื่อนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินหลิวซื่อเอ่ยถึงสามีคนก่อนที่นางหย่าร้างด้วย แท้จริงแล้วบิดาของหวังจื้อก็ช่างเลวทรามและไร้ยางอายถึงเพียงนี้
หวังเยวี่ยเห็นหลิวซื่อโมโหจนหน้าแดงลำคอปรากฏเส้นเอ็นนางก็เอ่ยปลอบว่า “ท่านแม่ อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ พี่ใหญ่เพียงยังคิดไม่ตก ผ่านไปอีกสองสามวันย่อมดีขึ้นแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อเอื้อมมือไปลูบศีรษะของหวังเยวี่ยอีกทั้งยังตบไหล่หลี่ชิงชิง ก่อนจะเอ่ยกับหวังจื้อว่า“ทั้งบุตรชายบุตรสาวของข้าล้วนแสนดี พวกเจ้าพี่น้องล้วนกตัญญูต่อข้าข้ามิได้เลี้ยงดูพวกเจ้ามาอย่างเสียเปล่า!”
ผู้เฒ่าหวังเคาะประตูอยู่ด้านนอกเขานำไข่ต้มจากห้องครัวและน้ำหวานที่ทำจากน้ำตาลทรายแดงมาให้จางซื่อทาน
หวังเยวี่ยเปิดประตูผู้เฒ่าหวังจึงยื่นชามสองชามขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยไข่ต้มและน้ำหวานจากน้ำตาลทรายแดงให้หวังเยวี่ยก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าให้หวังเลี่ยงไปแจ้งข่าวดีให้บ้านเดิมของจางซื่อทราบแล้วคาดว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงเย็นนี้”
คำพูดนี้เขาตั้งใจเอ่ยกับหลิวซื่อที่อยู่ในห้องนอน
หลิวซื่อชี้ไปยังไข่ต้มกับน้ำหวานจากน้ำตาลทรายแดงต้มก่อนจะเอ่ยกับหวังจื้อว่า “ดูนี่สิ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องที่บุรุษควรทำบิดาของเจ้าดีกว่าบิดาแท้ๆ ของเจ้าสิบเท่าเรื่องที่ข้าตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดในชีวิตนี้ก็คือการแต่งงานกับพ่อของเจ้า!”
หลี่ชิงชิงออกจากห้องและเห็นผู้เฒ่าหวังที่ยิ้มไม่หุบเนื่องจากได้ฟังคำชื่นชมยกย่องและบอกรักจากหลิวซื่อ ในใจลอบคิดว่าท่านแม่ช่างมีฝีมือในการควบคุมสามีอย่างเยี่ยมยอดจริงๆ
ยามที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีบิดาและพี่ชายใหญ่ของจางซื่อก็เดินทางมาถึงบ้านสกุลหวัง ส่วนมารดาของจางซื่อ เนื่องจากสองวันก่อนเกิดบาดเจ็บจนข้อเท้าแพลงจึงมิได้เดินทางมาด้วย
หลิวซื่อมองไก่สองตัวและตะกร้าที่ใส่ไข่ไว้จนล้นด้านนอกห้องครัวสำหรับครอบครัวสกุลจางที่ยากจนแล้ว ของขวัญเหล่านี้นับว่ามีค่าเป็นอย่างยิ่ง เฮ้อ นี่มิใช่เพราะว่าจางซื่อให้กำเนิดบุตรสาวอีกครั้งครอบครัวสกุลจางจึงกลัวว่าบ้านสกุลหวังจะโมโหหรอกหรือ หญิงชราเอ่ยว่า “บ้านพวกข้าล้วนมีทุกอย่างแล้วพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องมอบของให้มากมายเช่นนี้”
ทั้งบิดาและพี่ชายใหญ่ของจางซื่อเคยมาช่วยครอบครัวสกุลหวังสร้างเรือนอิฐต่างทำงานหนักโดยไม่บ่นสักคำ ล้วนเป็นคนดีที่แสนซื่อสัตย์ทั้งสิ้น
ครานี้จางซื่อให้กำเนิดบุตรสาวอีกครั้งทั้งบิดาและพี่ชายใหญ่ของจางซื่อไม่รู้ว่าควรจะมองหน้าครอบครัวสกุลหวังอย่างไรดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังจื้อที่ปรารถนาจะมีบุตรชายมาตลอด