ระบบเนตรทิพย์ป่วนแดนรามา : ผมจะเปลี่ยนป่าหิมพานต์ให้กลายเป็นโลกโซเชียล!

    บทที่ 43 การถ่ายทอดศาสตร์โอชะรสและกำเนิดนักสลักนิมิตสายโภชนา

    ท่ามกลางกลิ่นอายอันร้อนระอุของเตาอัคนีที่ลุกโชนอยู่ใจกลางร้านอาหารป่าหิมพานต์ เสียงมีดกระทบเขียงไม้มะเกลือดังสะท้านเป็นจังหวะหนักแน่น ประหนึ่งเสียงกลองศึกที่รัวกระหน่ำในยามราตรี วายุในร่างจำแลงมนุษย์หนุ่มรูปงามยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักหิน สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องไปที่เปลวไฟที่เต้นระบำอยู่เบื้องหน้า แต่กลับจับจ้องไปที่แผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของพ่อครัวผู้กำลังขะมักเขม้นกับการปรุงอาหารอย่างไม่วางตา

    “นายท่าน... ประสงค์จะรับประทานสิ่งใดดีขอรับ?”

    น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทรงพลัง และแฝงไปด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ พ่อครัวผู้นี้มีท่วงท่าที่สงบนิ่งดุจขุนเขาพระสุเมรุ แต่ทว่าในความนิ่งนั้นกลับแฝงไปด้วยความรวดเร็วแม่นยำดุจสายฟ้าฟาด ยามที่เขาสะบัดมีดสั้นเล่มงามในมือเพื่อแยกชั้นไขมันออกจากเนื้อสัตว์อสูรชิ้นยักษ์ รังสีอาคมจากปลายมีดพุ่งวาบออกมาประหนึ่งการร่ายเวทชั้นสูงเพื่อชำแหละวัตถุดิบให้บริสุทธิ์ที่สุดก่อนจะนำไปปรุง

    วายุจ้องมองด้วยดวงตาที่หรี่ลง หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด กัญจนะ มันช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับเชฟชื่อดังจากโลกเก่าเสียจนน่าขนลุก! ใบหน้ากลมเหลี่ยมที่มีแววตาจดจ่ออยู่กับงานอย่างจริงจัง ท่วงท่าการขยับร่างกายที่ดูเป็นธรรมชาติแต่เปี่ยมไปด้วยเทคนิคชั้นครูที่สั่งสมมานานนับปี มันคือรูปลักษณ์ที่รวบรวมเอาทั้งความสุขุมของปรมาจารย์ด้านอาหารไทยและมีความปราดเปรียวของเชฟยุคใหม่ที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วสารทิศมาไว้ในร่างเดียวได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจประหนึ่งภาพซ้อนทับจากอดีตชาติ

    “จัดมาให้ ข้า สักชุดเถิด... เอาทั้งสุราเลิศรสและอาหารที่นับว่าดีที่สุดและขายดีที่สุดของร้านเจ้ามาให้ ข้า ชมเป็นขวัญตา” วายุเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจ พลางขยับกายไปนั่งที่โต๊ะไม้กฤษณาตัวยาวที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ อบอวลไปทั่วบริเวณร้าน

    “ขอรับนายท่าน โปรดรอสักครู่” พ่อครัวผู้มีใบหน้าละม้ายเชฟชื่อดังในโลกเก่า ตอบกลับอย่างสำรวม ก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับการย่างเนื้อตรงหน้าต่ออย่างไม่วอกแวก ราวกับโลกทั้งใบในยามนี้มีเพียงเขากับเปลวไฟและชิ้นเนื้ออาคมเท่านั้น

    เวลาผ่านไปเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก พ่อครัวกัญจนะก็เดินออกมาจากหลังเตาพร้อมกับถาดไม้กฤษณาที่บรรจุเนื้อสัตว์อสูรย่างสีน้ำตาลทองชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอมของไขมันที่โดนไฟลุกโชนกระจายไปทั่วร้านจนผู้คนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าต้องลอบมองด้วยความอิจฉาและกระหาย เคียงข้างด้วยเครื่องเคียงสมุนไพรสดที่คัดสรรมาอย่างดีจากป่าลึก และโถสุราดินเผาขนาดเล็กที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของผลไม้ป่าหิมพานต์ที่หมักบ่มจนได้ที่

    “อาหารที่ท่านสั่งได้แล้วขอรับนายท่าน โปรดดื่มต่ำและลิ้มรสตามอัธยาศัย” กัญจนะเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนบนอบตามธรรมเนียมที่วายุชื่นชอบ

    วายุหยิบชิ้นเนื้อย่างที่ควันยังกรุ่นขึ้นมาเข้าปาก ทันทีที่ฟันขบลงบนเนื้อสัตว์อสูร รสสัมผัสของมันนุ่มนวลและชุ่มฉ่ำ รสชาติเข้มข้นของเลือดอสูรที่ผสมผสานกับเกลือสมุทรทำให้ ข้า ต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจอย่างแท้จริง รสชาตินี้ดีกว่าอาหารทุกมื้อที่เขาเคยได้ลิ้มลองในโลกรามาแห่งนี้มากกว่าสองเท่า! ความสุกของเนื้อนั้นพอดีจนน่าทึ่ง แซมด้วยกลิ่นไม้ฟืนที่เผาไหม้อย่างมีระดับ

    ทว่า... สำหรับคนผู้มาจากโลกที่ศาสตร์แห่งการกินถึงขีดสุด รสชาตินี้ก็ยังนับว่าแค่ "พอใช้ได้" เท่านั้น แต่มันยังห่างไกลจากคำว่า "โอชะเลิศล้ำ" อยู่ หลายโยชน วายุวางกรรบิดลงหลังจากทานไปเพียงไม่กี่คำ ท่ามกลางสายตาของเหล่าลูกค้าในร้านที่เป็นเหล่ายักษาและอมนุษย์ต่างจ้องมองมาด้วยความฉงนว่าเหตุใดชายหนุ่มรูปงามผู้นี้ถึงหยุดทานอาหารที่ถือว่าเป็นยอดฝีมือที่สุดในละแวกนี้

    “พ่อค้า... เนื้อย่างของเจ้านั้นมีพื้นฐานที่ดีเยี่ยม การควบคุมไฟของเจ้านับว่าหาตัวจับยาก” วายุเอ่ยขึ้นเสียงดังพอประมาณจนกัญจนะต้องชะงักฝีเท้า “แต่ทว่า... รสสัมผัสของมันยังขาดความลึกซึ้ง หากเจ้าสามารถทำให้เครื่องปรุงซึมลึกเข้าสู่แกนกลางของเนื้อก่อนจะนำไปย่าง เนื้อจะนุ่มนวลและมีรสชาติที่ซับซ้อนกว่านี้อีกหลายเท่าตัว”

    วายุหยุดเว้นจังหวะพลางมองไปที่เครื่องเคียงสีสันสดใสที่จัดวางมาอย่างสวยงามแต่ขาดจิตวิญญาณ “ส่วนเครื่องเคียงพวกนี้ แม้เจ้าจะคัดสรรวัตถุดิบมาชั้นเลิศจากยอดเขาไกรลาศ แต่กลับเลือกใช้วิธีลวกน้ำร้อนเพียงอย่างเดียว รสชาติจึงจืดชืดไร้ชีวิตชีวา หากเจ้าใช้กระทะเหล็กที่ร้อนจัด ผัดด้วยไฟที่ลุกท่วมให้เกิดกลิ่นอายของกระทะ รสชาติของมันจะพุ่งพล่านประหนึ่ง พญานาคพ่นน้ำบันดาลฝน เลยทีเดียว”

    สิ้นคำวิจารณ์ บรรยากาศในร้านพลันเงียบสนิทประหนึ่งป่าช้า สายตาของลูกค้าคนอื่นๆ ต่างหันมามองวายุเป็นตาเดียวด้วยความเหลือเชื่อ หลายคนรอคอยที่จะเห็นวายุถูกสั่งสอนโดยพ่อครัวผู้เงียบขรึม ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย พ่อครัวกัญจนะค่อยๆ ถอดผ้ากันเปื้อนออก พับมันอย่างประณีต แล้วเดินก้าวสม่ำเสมอมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของวายุด้วยความนบนอบประหนึ่งลูกศิษย์ที่พบครูบาอาจารย์

    “ท่านขอรับ... สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้น ข้ามิเคยได้ยินมาก่อนในตำราเล่มใด ท่านกล่าวถึงการ ‘หมัก’ เนื้อก่อนย่างงั้นหรือ? และการ ‘ผัดในกระทะเหล็ก’ คือสิ่งใดกัน? มันสามารถทำให้เนื้อที่หยาบกระด้างนุ่มนวลขึ้นได้จริงหรือ?”

    เมื่อเห็นท่าทีใฝ่รู้และเปิดกว้างของกัญจนะ วายุจึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจ เขามองเห็นแววตาที่จดจ่ออยู่กับงานอย่างจริงจังซ้อนทับอยู่ในตัวพ่อครัวผู้นี้ประหนึ่งเงาสะท้อนของมือโปรจากโลกเก่าที่เขาเคยชื่นชม

    “แน่นอน... การทำอาหารก็ประหนึ่งการบำเพ็ญตบะ หากเจ้าเข้าใจธาตุทั้งสี่และจังหวะของเวลา เจ้าก็สามารถเสกสรรสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้” วายุกล่าวพลางขยับนิ้วเรียก กระเป๋าระบบ ออกมาจากห้วงนิมิต แสงสีฟ้าอ่อนพุ่งวาบออกมาสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้พบเห็นในร้านจนบางคนถึงกับต้องยกมือขึ้นป้องตาด้วยความพรั่นพรึงในบุญญาธิการ

    วายุเริ่มอธิบายเทคนิคการหมักเนื้ออย่างละเอียดลออทุกขั้นตอน เขาหยิบขวดเหล้าสุรากลั่นที่สกัดจากข้าวทิพย์และสมุนไพรหอมระเหยออกมาจากระบบ พร้อมทั้งแนะให้ใช้ผงเห็ดป่าเข้มข้นที่สกัดจากเทือกเขาหิมาลัยแทนผงปรุงรสอาคมที่ใช้กันอยู่ทั่วไป กัญจนะตั้งใจฟังทุกคำพูดประหนึ่งกำลังรับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับที่หายสาบสูญไปนานจากสรวงสวรรค์

    “ข้าเข้าใจแล้ว! มิน่าเล่า... เนื้อที่ข้าย่างถึงได้มีรสชาติที่ผิวนอกแต่ข้างในกลับจืดสนิท เพราะข้ามองข้ามความสำคัญของการ ‘แทรกซึม’ ไปนี่เอง!” กัญจนะเอ่ยด้วยดวงตาที่เป็นประกายด้วยแสงแห่งปัญญาอันเจิดจ้า

    กัญจนะไม่รอช้า เขาหมุนตัวกลับเข้าหลังเตาเริ่มลงมือลองผิดลองถูกตามที่วายุชี้แนะทันที เขาใช้พละกำลังของตนทุบชิ้นเนื้อเบาๆ ด้วยสันมีดเพื่อให้เส้นใยคลายตัว จากนั้นนำไปแช่ในน้ำปรุงสูตรพิเศษที่วายุมอบให้ และเพียงครู่เดียว เขาก็เดินกลับมาหาวายุอีกครั้งเพื่อถามถึงเทคนิคการ ‘ผัด’ ที่วายุกล่าวถึงด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด

    วายุจึงหยิบเอา เหล็กไหลบริสุทธิ์ ออกมาจากกระเป๋าระบบ ร่าย "มนตราอัคคีผลาญกัลป์" หลอมขึ้นรูปเป็นกระทะเหล็กทรงโค้งมนต่อหน้าฝูงชนที่มุงดูอยู่ พร้อมสร้าง "เตาอัคคีรวมฤทธิ์" ที่สามารถเร่งอุณภูมิได้สูงกว่าเตาทั่วไปนับร้อยเท่า เครื่องแรกของแดนรามาจึงถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความอัศจรรย์ใจประหนึ่งเทพศาสตราที่ประทานมาจากสวรรค์

    วายุลงมือสาธิตเมนู ไข่ผัดมะเขือเทศ เสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กไหลดัง แก๊งๆ เป็นจังหวะที่ไพเราะ ผสานกับกลิ่นหอมไหม้ของกระทะที่เกิดจากปฏิกิริยาของไฟและเหล็กไหลชั้นเลิศ กลิ่นนั้นรุนแรงและเย้ายวนใจจนแม้แต่ผู้บำเพ็ญที่อิ่มทิพย์ยังต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความกระหายอยากลองลิ้มรส

    กัญจนะลิ้มรสไข่ผัดจานนั้นอย่างพิจารณา ทันทีที่รสชาติสัมผัสที่ปลายลิ้น ร่างกายของเขาก็ถึงกับสั่นสะท้านจนแทบจะยืนไม่อยู่ “รสชาติเช่นนี้... ข้าบำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปี กลับเพิ่งรู้ว่ารสชาติที่แท้จริงของอาหารมันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ความร้อนของไฟที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของวัตถุดิบ มันคือที่สุดของศาสตร์แห่งอาหารโดยแท้จริง!”

    “ไม่ๆ กัญจนะ... นี่เป็นเพียงพื้นฐานของการเริ่มต้นเท่านั้น” วายุขยับเข้าไปใกล้พลางลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เจ้าสนใจมาเป็น ‘นักสลักนิมิตสายโอชะรส’ (นักรีวิวสายการทำอาหาร) เพื่อเผยแพร่ศาสตร์แห่งอาหารนี้ให้แก่ผู้บำเพ็ญทั่วทั้งชมพูทวีปผ่านข่ายใยมนตรามหาละลวยหรือไม่?”

    “นักสลักนิมิตสายโอชะรส?” กัญจนะทวนคำด้วยความพิศวง “มันคือสิ่งใดกันหรือขอรับ?”

    “มันคือการที่เจ้าสลักภาพและเสียงในขณะที่เจ้าปรุงอาหารลงในศิลาเนตรทิพย์ เจ้าจะมิใช่แค่พ่อครัวที่เฝ้าเตาอยู่ในร้านมืดๆ แห่งนี้อีกต่อไป แต่จะเป็น ‘ไอดอล’ หรือมหาปรมาจารย์ที่ผู้คนทั่วสามภพจะต้องติดตามและหิวกระหายทุกครั้งที่เห็นนิมิตของเจ้า! ทุกจังหวะการสับเนื้อ ทุกเปลวไฟที่ลุกท่วม จะกลายเป็นศิลปะที่โลกต้องจารึก”

    กัญจนะพยักหน้าอย่างหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว “ข้ายินดีขอรับ! หากสิ่งนี้จะทำให้ข้าได้เข้าใกล้แก่นแท้ของการปรุงอาหารมากขึ้น... โปรดชี้แนะข้าด้วย!”

    ตลอดทั้งวันนั้น วายุทุ่มเทถ่ายทอดเทคนิคการทำคอนเทนต์ระดับโลก ตั้งแต่การจัดวางทิศทางของแสงนิมิตให้เนื้อเงางาม การเลือกมุมกล้องเนตรทิพย์ให้วัตถุดิบดูน่าหลงใหล ไปจนถึงการสร้างจุดขายที่เรียกว่า "เสียงที่กระตุ้นความหิว" หรือเสียงแห่งศาสตร์โอชะที่จะกระตุ้นโสตประสาทของผู้คนผ่านศิลาเนตรทิพย์ กัญจนะแสดงพรสวรรค์ออกมาอย่างน่าทึ่ง เขาสามารถใช้ตบะอาคมเพื่อสร้างเทคนิคการปรุงอาหารที่ดูอลังการเหนือจินตนาการ และโดยเฉพาะเทคนิคการ "คั้น" น้ำจากสมุนไพรสดด้วยพละกำลังอันแก่กล้า ทำให้รสชาติซึมลึกถึงชั้นจิตวิญญาณ

    “นับจากนี้ไป... ชื่อของเจ้าจะสั่นสะเทือนป่าหิมพานต์และสรวงสวรรค์ เตรียมตัวให้พร้อม ยุคสมัยของเจ้าเริ่มขึ้นแล้ว กัญจนะ!”

    วายุมองดูความสำเร็จก้าวแรกด้วยความภาคภูมิใจ การมีขุนพลที่กุมปากท้องและหัวใจของคนทั้งสามภพไว้ได้ คือหมากสำคัญในการเปลี่ยนโลกรามาที่คร่ำครึให้กลายเป็นโลกโซเชียลที่วุ่นวายแต่เปี่ยมด้วยสีสันอย่างที่เขาปรารถนา! กัญจนะเริ่มทำการสลักนิมิตชิ้นแรก เป็นภาพการผัดเนื้ออสูรที่ไฟลุกท่วมกระทะพร้อมกับเสียงตะหลิวที่สะท้านไปถึงทรวง ทันทีที่นิมิตนั้นถูกส่งขึ้นสู่ข่ายใยมนตรามหาละลวย ยอดผู้เข้าชมนิมิตก็พุ่งทะยานขึ้นประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งอาหารในแดนรามาอย่างแท้จริง!

    คล้ายกับเรื่องระบบเนตรทิพย์ป่วนแดนรามา : ผมจะเปลี่ยนป่าหิมพานต์ให้กลายเป็นโลกโซเชียล! ที่คุณอ่าน