สังสารวัฏ [生死轮回]

    บทที่ 1 การหวนกลับคืน

    สายน้ำแห่งชีวิตไหลคืนหวนกลับมุ่งสู่อีกฟากของสะพานครึ่งหนึ่งชี้นำสู่เส้นทางเดิมที่ลืมเลือน
    ในห้วงแห่งความมืดอันกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด ดินแดนแห่งความอ้างว้างว่างเปล่า ปรากฏลูกไฟริบหรี่ดวงเล็กล่องลอยอย่างเคว้งคว้าง เปล่งแสงสีเทาหม่นหมองจืดจางไม่งดงามเลยแม้แต่น้อยว่ากันว่าสีของดวงวิญญาณสามารถบ่งบอกเรื่องราวก่อนตายว่าเจ้าของร่างนั้นมีความสุขหรือความทุกข์ ทว่าวิญญาณดวงนี้คงไม่ได้สัมผัสกับคำว่าความสุขแม้แต่น้อย ไร้การเปล่งแสง เจือจางพร้อมดับสิ้นได้เสมอฝ่ามือโปร่งแสงบางเบาถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาอย่างพิจารณา เสมือนว่าวิญญาณดวงนี้เป็นเพียงแค่อากาศที่พร้อมจะจางหายไปทุกเมื่อ ดวงจิตสีเทามองโลกสีดำเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ พลางนึกทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองก่อนหน้านี้‘ตายแล้วงั้นเหรอ...'ภาพสุดท้ายตอนยังมีชีวิตคือการจับดาบปลิดชีพตนเอง เป็นการตายที่เต็มใจมากกว่าจะมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อยที่เลือกทางนี้ อย่างน้อยคงดีกว่าใช้ชีวิตราวกับนรกบนดิน ที่นั่นทำให้รู้สึกหวาดกลัว หวาดระแวง เหนื่อยล้า โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งความปรารถนาจะมีชีวิตต่อตั้งแต่ลืมตาบนโลกจวบจนกระทั่งจบสิ้นชีวิตลง ที่ผ่านมาไม่ได้มีอะไรน่าจดจำเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างคือความว่างเปล่าราวกับฝุ่นควัน การตายจึงเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง หลุดพ้นกับชีวิตอันขมขื่นไร้โชคดวงวิญญาณสีเทาหม่นปล่อยให้ตนเองถูกความมืดรอบตัวกลืนกินแล้วลอยไปอย่างไร้จุดหมาย ไร้ซึ่งการรับรู้ถึงเวลาที่ผันผ่าน เหมือนให้เวลาทบทวนชีวิตและอดีตซ้ำไปซ้ำมา แม้ว่าจะไม่มีอะไรที่น่าคิดถึงเลยแม้แต่น้อย'ข้าจะพาท่านกลับไป…' เสียงของใครบางคนที่เบาราวกับกระซิบพูดขึ้นมาดวงจิตสีเทาหม่นมองไปในห้วงความมืด หาต้นตอของเสียงดังกล่าวว่าคือผู้ใด ทว่าจนแล้วจนรอดก็หาไม่พบ ไม่มีแม้กระทั่งวิญญาณดวงอื่นลอยผ่านมาใกล้ เหมือนว่าประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นเป็นสิ่งที่คิดไปเอง เห็นดังนั้นจึงไม่ได้ติดใจสงสัยไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่กับการปล่อยตนเองไปตามครรลองของโลก ล่องลอยมาถึงยังสถานที่ซึ่งมีไว้สำหรับให้เหล่าวิญญาณไปเกิดในภพภูมิใหม่ เบื้องหน้ามีสะพานเส้นหนึ่งทอดออกไปไกลจนสุดสายตา ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามแต่กลับไม่น่าหวาดกลัว ตรงหัวสะพานมีวิญญาณนับหลายร้อยหลายพันดวงเรียงรายกันเป็นแถวเดียวชามกระเบื้องที่มีน้ำสีใสคล้ายน้ำเปล่าถูกหยิบยื่นให้ดวงวิญญาณแต่ละตนยกขึ้นดื่ม เพื่อที่พวกเขาจะได้ลืมเหตุการณ์ทุกอย่างจากชาตินี้ไป ชำระล้างความทรงจำทุกอย่างและเริ่มต้นใหม่อย่างเท่าเทียมทอดมองภาพตรงหน้าอย่างนึกปล่อยวาง กับคนชั่วช้าสามานย์เลือดเย็นเช่นเขา ตนไม่ได้คาดหวังว่าหลังจากข้ามสะพานนี้ไปแล้วจะไปเกิดเป็นมนุษย์เช่นเดิม บางทีอาจจะเป็นแค่สัตว์เดรัชฉานตัวหนึ่ง แต่จะเป็นสิ่งไร้ค่ามากเพียงใดก็ช่าง ขอเพียงแค่อย่างเดียว อย่าให้ต้องกลับไปมีชีวิตที่แสนปวดร้าวเช่นเดิมอีกเลยดวงจิตลอยล่องไปตามแถว จนในที่สุดก็ถึงตาเขา มือโปร่งแสงยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อรับชามกระเบื้อง หลังจากดื่มสิ่งนี้เขาจะลืมทุกอย่าง ทั้งความแค้น ความชิงชัง ทุกสิ่งในภพเดิมขอให้จบกันแต่เพียงแค่นี้ระหว่างยกถ้วยชามกระเบื้องขึ้นจรดริมฝีปาก วิญญาณด้านหลังก็เซเข้ามาชนอย่างแรง ยังดีที่ถือชามไว้มั่นเลยไม่หล่นหลุดมือ ทว่าน้ำในชามนั้นกลับหกตกลงพื้นไปเสียเกือบหมด แต่อย่างน้อยก็มีเหลืออยู่ก้นชาม จึงคิดยกขึ้นดื่มส่วนที่เหลือนั้นเสียงหวีดร้องโหยหวนเสียดแก้วหูดังขึ้น วิญญาณหลายดวงดูตื่นตระหนกไม่สงบ มีบางตนเสียสติบ้าคลั่งเมื่อได้ยิน เมื่อหันไปมองก็เห็นวิญญาณสีดำตนหนึ่งอาละวาดอย่างหนัก พยายามที่จะลอยข้ามสะพานไปโดยไม่ดื่มน้ำจากชามกระเบื้อง และนั่นก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้วิญญาณดวงอื่นเซเข้ามาชนเขาเหล่าผู้คุมวิญญาณที่ยืนขนาบแถวดวงวิญญาณรีบเข้าไปจัดการ ดวงจิตสีดำตนนั้นแตกดับไปทันที พร้อมกันนั้นตัวเขาก็ถูกผลักขึ้นไปบนสะพานอย่างงุนงง“ดื่มเสร็จแล้วก็รีบไปเสีย!”เขายืนทื่อราวกับขอนไม้ พอจะอ้าปากท้วงว่าตนยังไม่ได้ดื่มน้ำ มือของผู้คุมวิญญาณในชุดคลุมสีดำตนหนึ่งก็ลากเขาให้เดินไปต่อ"เดี๋ยว…"'ท่านไม่จำเป็นต้องชำระล้าง'น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ราวกับรู้ความคิดว่าเขาต้องการท้วงสิ่งใด เมื่อมาถึงกลางสะพานมือของผู้คุมดันดวงจิตนั้นให้ไปด้านหน้า พร้อมกับเลือนลางหายไปวิญญาณสีหม่นยืนเคว้งอย่างไม่เข้าใจ ความทรงจำของชาตินี้ไม่ได้ถูกลบทิ้ง ไม่รู้ว่าถ้าเป็นวิญญาณตนอื่นจะรู้สึกดีไหมหากยังสามารถจำอดีตชาติได้ทุกอย่าง แต่ว่ากลับกันเขาไม่ต้องการที่จะมีชีวิตใหม่ทั้งที่ยังจำเรื่องราวแสนขมขื่น อยากลืมทุกอย่างแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่เขาหันกลับไปมองหัวสะพานก่อนจะแปลกใจ เมื่อครู่เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงกลางสะพาน แต่ตอนนี้สะพานกลับทอดยาวจนมองไม่เห็นแถวของดวงวิญญาณที่ต่อกัน ดูเหมือนว่าเขาจะกลับไปไม่ได้อีกนอกจากเดินไปข้างหน้าท้ายที่สุดแล้วก็ต้องจำใจข้ามสะพานแห่งนั้นพร้อมกับความทรงจำเดิมที่ยังคงอยู่ ในใจมีสิ่งที่กังวลมากมายหลายร้อยหลายพันข้อดวงวิญญาณตนนั้นเดินไปยังปลายสุดแสงของสะพาน ท่ามกลางสายตาของผู้คุมตนเดิมที่ยังคงจับจ้องตลอดเวลา จวบจนดวงจิตสีหม่นหายไปร่างนั้นจึงจะขยับหันหลังไปอีกทาง กอปรกับมีสายลมพัดมา ผ้าคลุมสีดำพัดปลิวเปิดให้เห็นใบหน้า แม้จะเพียงเสี้ยวเดียวแต่ก็สามารถบอกได้ว่าผู้คุมตนนี้เหมือนกับวิญญาณสีเทาหม่นดวงนั้นทุกกระเบียดนิ้วผู้สวมชุดคลุมตนนั้นกลายเป็นแสงไฟสีเทาขนาดเท่ากำมือ ก่อนจะพุ่งขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก พร้อมกับสะพานแห่งปรโลกค่อย ๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงแค่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์
    แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สาดส่องมายังพื้นดิน มองเห็นภาพชาวนากำลังปลูกข้าวและทำการเกษตรตามวิถีดั้งเดิม ปีนี้แคว้นฉู่ไม่ประสบภาวะแล้งน้ำ ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ดี ชาวเมืองต่างยิ้มแย้มที่ได้ผลผลิตตามคาดหวัง ตลาดในเมืองคึกคักเสียงดังจอแจ เมื่อประชาชนสุขสบาย ราชสำนักก็น้อยเรื่องเดือดร้อนตามไปแก้ไขเข้าสู่ทางตอนเหนือของแคว้นฉู่ ณ เมืองซูโจว เมืองรองแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงโซ่วซุนนัก ทว่าก็ต้องใช้เวลาเดินเท้าหลายสิบวัน และด้วยความที่เป็นเมืองแห่งการค้าขายย่อมถูกจับจองและมีเจ้าของ ดังเช่นพรรคต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงก้องไกลไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือด้านเลว เมืองซูโจวนับว่าเป็นเขตดูแลของพรรควังโลหิต แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคมารที่น่าหวาดกลัวแต่ก็มิได้ก่อกวนหรือทำร้ายชาวเมืองโดยไร้เหตุผล เว้นเสียแต่ว่ามีคนมิได้จ่ายส่วย หรือคิดลักลอบเข้ามาสร้างเรื่องเดือดร้อนดังเช่นพวกโจรป่า ดังนั้นหากอยากอยู่อย่างสงบปลอดภัยแลกกับการคุ้มครองก็จงอย่าลืมจ่ายเงินให้กับพรรควังโลหิตน้อยนักที่พรรคมารจะตั้งตนปักหลักอยู่เมืองไหนสักแห่ง เพราะหากชื่อเสียงหรือฝีมือไม่มากพออาจถูกกวาดล้างจากพรรคธรรมมะขนาดใหญ่ดังเช่นพรรคพยัคฆ์ขาวและเหยี่ยวราตรีที่ตั้งอยู่ในแคว้นเดียวกันได้ นอกจากสองพรรคนี้ยังมีสำนักเซียนอีกหลายแห่งที่พร้อมร่วมมือกันกำจัดปีศาจและมารร้าย แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีกระทบกระทั่งสู้กันจนตายบ้าง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดพรรควังโลหิตถึงไม่ถูกบุกถล่มห่างออกจากตัวเมืองซูโจวหลายสิบลี้ ในป่าหนาทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่มีพิษและหนามแหลมคม ตอนกลางคืนเต็มไปด้วยเสียงคำรามของสัตว์ป่าฟังแล้วไม่น่าพิสมัย ไอหยินสีดำปกคลุมไปทั่วบริเวณ ลึกเข้าไปมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อันโอ่อ่าตั้งอยู่ ป้ายด้านหน้าประตูสลักชื่อพรรคมารแห่งเมืองซูโจวเอาไว้ในป่าลึกอันเป็นที่ตั้งของพรรควังโลหิตคนธรรมดาย่อมไม่อยากเฉียดกรายเข้ามาใกล้แม้จะมีเหตุจำเป็นก็ตาม แค่สัตว์ป่าก็อันตรายมากพอแล้ว หากขืนดึงดันเข้าไปอาจเจอกับปีศาจหรือเขตอาคมวิชามารแม้เหล่าชาวบ้านที่ได้ฟังจะคิดว่าเป็นเรื่องน่ากลัว ทว่าวันนี้เหล่าผู้คนในพรรคมารกลับมีเรื่องน่ายินดีอย่างหาที่ใดเปรียบ ในคืนพระจันทร์เต็มดวงสาดส่องแสงสว่าง ภรรยาของท่านประมุขพรรคที่ตั้งครรถ์มาหลายเดือนก็ได้คลอดบุตรคนที่สอง หลิวเต๋อหมินผู้เป็นสามีของเฟิงจื่อซือเดินไปมาตรงบริเวณหน้าประตูห้องอย่างร้อนใจ เขาได้ยินเสียงร้องของภรรยาดังลอดออกมาถึงข้างนอกมาสองเค่อแล้วแม้ว่าบุตรชายคนโตของประมุขมารจะอายุได้สี่ขวบ แต่ท่าทีของหลิวเต๋อหมินที่ราวกับกำลังจะได้บุตรคนแรกนั้นทำให้สหายของท่านประมุขรู้สึกอยากจะถอนหายใจใบหน้าคมคายน่าเกรงขามของหลิวเต๋อหมินหันไปมองสหาย "ตงซ่านเจี๋ย เจ้าว่าคราวนี้ข้าจะได้บุตรหญิงหรือบุตรชาย"ผู้อาวุโสตงซ่านเจี๋ยมองอีกฝ่ายที่เดินไปมาด้วยสีหน้าหน่ายใจ ทั้งที่เป็นพ่อคนมาแล้วตั้งสามปี จะตื่นเต้นก็ไม่ควรออกนอกหน้าจนคนในพรรคแทบจะหมดความเชื่อถือเช่นนี้"ชายก็ดี หญิงก็ดี ขอเพียงแค่เขาเกิดมาแข็งแรงก็พอแล้ว""เรื่องนั้นข้ารู้ดีน่า" หลิวเต๋อหมินมองสหายอย่างขัดใจ ทำเป็นพูดดีไป ทั้งที่พอทราบว่ากำลังจะมีหลาน อีกฝ่ายก็รีบรุดหน้ามาที่นี่ไม่ต่างกันกับเขารออยู่เช่นนั้นเกือบหนึ่งชั่วยามเสียงร้องภายในห้องก็เงียบไป ครู่ต่อมาประตูก็เปิดออกโดยสาวรับใช้ ไม่รอช้าเหล่าบุรุษที่ยืนออข้างนอกรีบก้าวเข้าไปด้านในทันที หลิวเต๋อหมินพุ่งไปตรงเตียงที่มีร่างของภรรยานอนอยู่ ในอ้อมแขนนางโอบกอดทารกตัวน้อยอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกตื้นตันใจเอ่อล้นเต็มอกของคนเป็นบิดา"เป็นอย่างไรบ้าง ลูกเราเป็นชายหรือหญิง? "ท่านประมุขไต่ถามอาการของเฟิงจื่อซือ ก่อนจะมองดูบุตรคนที่สองอย่างยินดีปรีดา สีหน้าดูอยากอุ้มเจ้าตัวน้อยนักเฟิงจื่อซือเอ่ยเสียงหวานนุ่มพลางยิ้มให้แก่สามีแม้ว่านางจะมีท่าทีเหนื่อยอ่อน "เราได้ลูกชายอีกคน"นางยื่นทารกตัวน้อยในห่อผ้าสีขาวให้แก่สามี หลิวเต๋อหมินยื่นมือรับมากอดอย่างอ่อนโยน มองดูใบหน้าเล็กที่หลับตาพริ้มอย่างตื้นตันใจ บุตรคนนี้ไม่ร้องไห้งอแงเหมือนกับหลิวอิ่นเมื่อยามแรกเกิด นอนนิ่งดูเป็นเด็กสงบเรียบร้อยนัก"เจ้าดูสิตงซ่านเจี๋ย! ข้าได้บุตรชายอีกคนแล้ว"ประมุขมารอุ้มบุตรหันไปหาสหาย ผู้อาวุโสตงซ่านเจี๋ยแย้มยิ้มเบาบางพลางแตะมือเข้ากับผ้าที่ห่อเด็กน้อย เพราะเป็นทารกแรกเกิดจึงต้องสัมผัสอย่างระมัดระวัง เด็กคนนี้มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดีทุกอย่าง นับว่าเป็นเรื่องที่ดี"เจ้าจะให้เขาชื่ออะไร"ประมุขวังโลหิตมีสีหน้าครุ่นคิดเมื่อตงซ่านเจี๋ยเอ่ยถาม ระหว่างนั้นก็ส่งคืนบุตรให้แก่ภรรยา อ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดเฟิงจื่อซือเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างก็วางทาบสัมผัสกับผ้าสีขาวที่ห่อบุตรชายที่นอนนิ่ง ดูสงบเยือกเย็นราวกับหิมะในเหมันต์ฤดู"หลิวชิ่ง เด็กคนนี้ชื่อหลิวชิ่ง"เฟิงจื่อซือยิ้มหวาน แม้ใบหน้านางจะดูซีดเซียวเหน็ดเหนื่อยทว่าก็ยังคงความงดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม ริมฝีปากบางก้มลงจูบหน้าผากทารกในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน"อาชิ่ง...ลูกรัก"ระหว่างที่ทุกคนในห้องกำลังสนใจทารกตัวน้อย ตงซ่านเจี๋ยก็สังเกตเห็นร่างเล็กป้อมยืนหลบอยู่หลังบานประตูทางเข้า ใบหน้ากลมแก้มป่องดั่งลูกท้อยื่นศีรษะมองข้างในด้วยความสงสัยตามประสาเด็กน้อย เห็นดังนั้นผู้อาวุโสมารจึงกวักมือเรียก"หลิวอิ่น เจ้าไปยืนทำไมตรงนั้น ข้างมาข้างในสิ"ดวงตากลมโตมองตงซ่านเจี๋ยด้วยความใสซื่อทว่าก็ยังคงไม่ขยับตัว เฟิงจื่อซือหันไปมองที่ประตูเมื่อได้ยินว่าบุตรชายคนโตแอบอยู่ คงเพราะด้านในมีคนมากเกินไป และด้วยความขี้อายทำให้หลิวอิ่นไม่กล้าที่จะเข้ามาหานางดังเช่นทุกครั้ง"หลิวอิ่น เข้ามาหาแม่สิ"เมื่อได้ยินเสียงของมารดาเป็นคนพูด คราวนี้เด็กน้อยจึงก้าวออกมา ก่อนจะวิ่งเข้าไปหานางอย่างรวดเร็ว หลิวเต๋อหมินผละอ้อมแขนออกจากภรรยา และก้มตัวลงมาอุ้มบุตรคนโตแทน มือเล็กของหลิวอิ่นขยุ้มเสื้อบิดาไว้แน่นพลางมองสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนมารดาด้วยความสงสัย"หลิวอิ่น นับตั้งแต่วันนี้เจ้าจะเป็นพี่ชายแล้วนะรู้ไหม"เฟิงจื่อซือเอ่ยเสียงนุ่ม ดวงตาของเด็กน้อยดูใสแจ๋วไม่เข้าใจความหมายที่นางพูด แต่ก็สมควรเป็นเช่นนั้น บุตรคนโตของนางยังเด็กเกินไปที่จะรู้ความ เจ้าตัวซุกหน้าเข้ากับอกของบิดาเมื่อรู้ว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา"ช่างขี้อายจริง ๆ "หลิวเต๋อหมินเอ่ยเมื่อเห็นท่าทีของบุตรชาย แต่ถึงกระนั้นตนก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างปลอบโยน"เช่นนั้นให้เฟิงจื่อซือพักก่อนเถอะ นางดูเหนื่อยมากแล้ว"ตงซ่านเจี๋ยเอ่ยขึ้นพลางแตะไหล่ของสหาย สตรีเพิ่งคลอดบุตรไม่ควรรบกวนให้นางเหนื่อยกว่าเดิม ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหากไม่สบายเพิ่มขึ้นมาอีกจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่หลิวเต๋อหมินพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน พลางสั่งให้คนรับใช้จัดแจงหมอนและท่านอนของเฟิงจื่อซือ เมื่อนางเอนกายลงกับเตียงเรียบร้อยแล้วเขาจึงเอ่ย"ข้าจะพาหลิวอิ่นเข้านอนก่อน เดี๋ยวจะกลับมาดูแลเจ้าอีกที"เฟิงจื่อซือพยักหน้ารับให้แก่สามี เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วหลิวเต๋อหมินและคนอื่น ๆ ในห้องต่างพากันเดินออกไป สาวใช้ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายนางก่อนจะดับแสงไฟจากเทียน ประตูถูกปิดอย่างเบามือเหลือเพียงความเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกตัวดังสวบสาบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเฟิงจื่อซือหลับไปแล้วทว่าเด็กน้อยที่นอนอยู่ข้างกายยังคงตื่นอยู่ แม้จะยังลืมตามองไม่ได้ทว่ากลับได้ยินสิ่งที่คนอื่น ๆ พูดกันอย่างชัดเจนดูเหมือนว่าหลังจากข้ามสะพานปรโลกแล้วตนได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนเดิม ในตอนแรกก็กังวลอยู่ไม่น้อยว่าจะได้มาเกิดกับครอบครัวแบบใด จะเหมือนกับชาติก่อนหรือไม่ ทว่าเก้าเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่ยังอยู่ในครรถ์ของสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดา เพียงแค่การฟังก็คาดเดาได้ว่านางเป็นคนที่อ่อนโยนไม่น้อย ส่วนหลิวเต๋อหมินผู้เป็นบิดา ทุกครั้งที่อยู่กับภรรยาก็มักจะพูดด้วยน้ำเสียงโอนอ่อน ฟังดูแล้วน่าจะทะนุถนอมคนรักไม่น้อยแม้จะดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่น แต่เขาเกรงว่าสักวันหนึ่งครอบครัวที่ดีจะแปรเปลี่ยนครอบครัวแห่งความทุกข์โศก ซึ่งตนก็หวังว่ามันจะไม่กลายเป็นแบบนั้น เขายังอยากสัมผัสความรักอันบริสุทธิ์ของบิดามารดาจนกว่าจะมีใครสักคนสิ้นใจไปก่อนผ่านไปสักพักในขณะที่กำลังนอนคิดเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นข้างกายอีกด้านของทารกน้อยก็รู้สึกถึงแรงขยับเบาบาง ในใจรู้สึกเริ่มตื่นตระหนก ไม่ใช่ว่าในห้องนี้เพียงแค่เขาและผู้ที่เป็นมารดาหรอกหรือ อีกทั้งไม่ได้ยินเสียงเปิดปิดประตูแม้แต่น้อย แล้วบุคคลที่สามจะเข้ามาได้อย่างไร หรือจะเป็นผู้บุกรุก? โจร?แต่ด้วยความที่เขายังเป็นแค่ทารกตัวน้อย แค่จะขยับตัวหรือลืมตาก็ยังยากลำบาก สุดท้ายก็คงทำได้เพียงแหกปากร้องไห้ไปก่อน"อุแว้! ""ชู่ว อาชิ่ง เป็นอะไรไป หิวนมงั้นรึ"น้ำเสียงนั้นดูตื่นตระหนกเมื่อเขาแหกปากร้อง ทารกน้อยเงียบลงเมื่อจำได้ว่าใครเป็นคนพูด ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกจากผู้เป็นบิดา อีกฝ่ายคงกลัวว่าภรรยาของตนจะตื่นเพราะเสียงร้องไห้เพียงแต่ยังคงสงสัย บิดาเขาเข้ามาจากทางไหน ตนมั่นใจว่าไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าจนกระทั่งอีกฝ่ายล้มตัวลงข้างกาย รึจะย่องเข้ามา? แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย"ตกใจที่พ่อเข้ามาเงียบ ๆ หรือไง" หลิวเต๋อหมินเอ่ยเสียงกระซิบเมื่อเห็นท่าทีแปลกประหลาดของบุตร แต่พอได้ยินเสียงตนเจ้าตัวก็กลับไปนอนนิ่งสนิทเหมือนเดิม หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นทารกแรกเกิดเขาคงคิดว่าลูกชายคนนี้คงขี้ระแวงไม่น้อย แม้จะดูเป็นเรื่องที่คิดไปเองทว่าหลิวเต๋อหมินก็ยื่นมือไปสัมผัสกับผ้าที่ห่อหุ้มเด็กน้อยพลางกล่าวให้รู้สึกสบายใจ"หลับเถิด ไม่ต้องห่วงแม่เจ้าหรอก พ่อจะปกป้องนางเอง"ทารกน้อยได้ยินเสียงบิดาขยับกายอีกเพียงครู่ ก่อนทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบสงัด เขาคลายความกังวลใจที่มีอยู่ทิ้งไปเสีย หลังจากนี้ตนต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในนามของหลิวชิ่งโดยสมบูรณ์ ลืมเรื่องอดีตไปเสียแล้วทำตัวเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา
    วันเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงหกปี ยามนี้บุตรชายของท่านประมุขแห่งพรรควังโลหิตต่างเติบโตขึ้น สองพี่น้องคู่นี้มีอายุห่างกันถึงสามปีทว่านิสัยกลับแตกต่างออกจากกันอย่างสิ้นเชิง หลิวอิ่นคนพี่มักมีนิสัยขี้อายไม่ชอบเจอหน้าผู้คน หากมิใช่บิดามารดามักจะพูดด้วยท่าทีอึกอักไม่มั่นใจ แม้แต่กับอาจารย์ยังยากจะเปลี่ยนนิสัยศิษย์คนนี้ ส่วนหลิวชิ่งบุตรคนเล็ก แม้จะยังเด็กแต่ความคิดอ่านกลับดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย อีกทั้งยังชอบศึกษาหาความรู้จากตำราและอาจารย์ ทั้งชอบยิ้มแย้มและกล้าแสดงออกเสมอ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบและพึงใจแก่ผู้หลักผู้ใหญ่หลาย ๆ คนเพียงแต่เรื่องที่น่าหัวเราะก็คือการที่เขามาเกิดในพรรคมาร ทั้งบิดายังเป็นถึงประมุข ชีวิตเขาจะถูกสวรรค์กลั่นแกล้งไปถึงไหน อุตส่าห์ตายเพื่อหนีมาแล้ว แต่กลับต้องมาเจอคนจำพวกเลวเข้าไส้อีกคงเพราะรีบตายไปหน่อยกระมัง ชาตินี้ถึงต้องมารับกรรมต่อ แม้อยากจะร้องไห้มากเพียงใดแต่ก็นับว่ายังโชคดี อย่างน้อยก็ขอบคุณที่ครอบครัวนี้ยังอบอุ่นแม้จะอยู่ในเส้นทางมารกัน"อาชิ่ง! ดูนี่สิ"เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง หลิวอิ่นวิ่งเข้ามาในศาลาพลางถือกล่องไม้ที่แกะเป็นซี่เล็ก ๆ คล้ายกรงขัง ด้านในมีผีเสื้อกระพือปีกไปมาอยู่สองสามตัว"จับมาทำไมน่ะ? " เขาเอียงคอถามอย่างสงสัย มองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายแต่กลับเล่นซุกซนเสียจนตนรู้สึกเหนื่อยแทน"ข้าจะเอาไปให้ท่านแม่ดู เจ้าว่าท่านแม่จะชอบไหม"