เสียงลมพัดโหมดังจากทุกทิศทุกทาง สอดประสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของฝูงโจร
ต้าหมินหรี่ตาเป็เส้นบาง พยายามทำให้ภาพตรงหน้าเลือนรางอย่างที่สุด เขารู้ดีว่าภาพที่เห็นต้องสยดสยองอย่างยิ่ง แต่หากไม่เห็นกับตาก็ไม่อาจประเมินได้ว่า ผู้าุโเก่งกาจเพียงใด ยันต์ที่ได้มาทรงอานุภาพเพียงไหน เพราะสิ่งนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในอนาคตอันใกล้นี้
เงามืดมีหลากหลายรูปร่าง มีทั้งรูปร่างเหมือนสิ่งมีชีวิต จนถึงไม่อาจบรรยายได้ว่าคือรูปร่างของอะไร บางตัวเหมือนก้อนเมฆ บางตัวเหมือนน้ำวน บางตัวเหมือนพายุ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกมันมีหน้ากากหนังหน้ามนุษย์ติดอยู่บนร่าง
ใบหน้าบนหน้ากากแสดงอารมณ์แตกต่างกัน ทั้งเศร้า กลัว โกรธ ตระหนก หนึ่งในนั้นมีใบหน้าของคนที่เคยเห็นอยู่ด้วย อย่าง ชายชราที่เต้นรำอยู่รอบกองไฟ กับเด็กน้อยที่บอกชื่อเมืองหลวง
อีกอย่างที่เหมือนกันคือ ดวงตาแดงก่ำ ดุกร้าว ราวกับจะกินเืกินเนื้อ
ใช่ กินเืกินเนื้อจริง ๆ เสียงกัดแทะเข้ากันกับเสียงกรีดร้องเป็อย่างดี รังสรรค์เป็บทเพลงแห่งความตาย
ยามเงาพาดผ่านดังมัจจุราชกวาดคมเคียว ล้วนมีแต่ความตาย ไม่มีเศษซากสมบูรณ์
ต้าหมินที่ก่อนหน้านี้พยายามหรี่ตาเป็เส้นบาง บัดนี้ดวงตากับเบิกกว้าง เนื้อตัวสั่นเทา ยิ่งยามเห็นเล็บเหยี่ยวถูกเงามืดรุมกัดกินจนเหลือเพียงกองเืหย่อมหนึ่ง ทำเอากรีดร้องเสียงหลง ดีที่โนะฮิเมะเอามือปิดปากได้ทัน เธอจับตัวเขาหันหน้าหาผนัง จะได้ไม่ต้องเห็นภาพอีกต่อไป
ทว่าเสียงบดเคี้ยว และเสียงกรีดร้องยังดังก้องอยู่เต็มสองหู
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด จนเมื่อได้ยินเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังเข้ามาในโถงถ้ำ โนะฮิเมะจึงลุกขึ้น ขณะที่ต้าหมินนั่งนิ่ง มือซ้ายกำยันต์จนบี้แบน ดวงตาเหม่อลอย
“นี่ ๆ อย่าสำออยนักสิ”
โนะฮิเมะยกแขนโยกคอบิดเอว ขับไล่ความเมื่อยล้า ขณะสองเท้าผลัดกันเตะเบา ๆ ไปยังลำตัวของต้าหมินเพื่อเรียกสติ
“พ พ พว พวกมันไปหมดแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงแหบพร่าดังออกจากปาก เขาค่อย ๆ เกาะกำแพงเพื่อยันตัวเองให้ลุกยืน
“อืม ไปหมดแล้วล่ะ ิญญาพวกนี้เป็ธาตุหยิน ไม่อาจทนดวงตะวันร้อนแรงได้”
“ป้าบ!”
มือน้อย ๆ ตบยังแผ่นหลัง
“เ้าก็ทำตัวแข็งแรงหน่อยสิ อุตส่าห์ทำภารกิจที่ตาแก่มอบหมายเสร็จสิ้น อย่าลืมขอรางวัลล่ะ คิดให้ดีด้วยว่าอยากได้อะไร...”
โนะฮิเมะหันมาพูดเล่นหยอกเย้า ทำให้ต้าหมินพอร่าเริงขึ้นบ้าง
“ไปกันเถอะ ตาแก่รออยู่”
เด็กคนหนึ่งเดินนำหน้าด้วยอาการเริงร่า ตัดผ่านห้องโถงแห่งความตายอย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่เด็กอีกคนใช้แขนเสื้อปิดจมูก ค่อย ๆ เดินเกาะผนังอย่างระมัดระวัง คอยยกเท้าหลบเลี่ยงกองเืและเศษเนื้อเลอะเลือน
เมื่อต้าหมินเดินออกมายังภายนอก มองเห็นโนะฮิเมะยืนอยู่ข้างคนผู้หนึ่งสะพายคันธนูหยาบใหญ่ ยืนอยู่ริมผา หันหน้าเข้าหาดวงตะวัน เสื้อผ้าพัดพลิ้ว ร่างอาบด้วยแสงสีทองของอาทิตย์ยามเช้า แม้สวมเสื้อผ้าธรรมดา แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาราวกับเซียนวิเศษ
เขารีบสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติ สำรวมระวัง
พวกโจรได้ใช้ความตายของตนชดใช้ความผิด ถึงการลงโทษจะโหดร้ายไปบ้าง แต่สำหรับชาวบ้านที่ถูกสังหารแล้ว นี่คือความยุติธรรม ‘ฆ่าคนต้องชดใช้ชีวิต’ ประโยคนี้ยังเป็จริงเสมอไม่ว่ายุคใดสมัยใด
หลังจากใช้สติสำรวมจิตใจ ใช้จิตใจประสานความคิด บิ๊กก็ค่อยก้าวข้ามเหตุการณ์ระทึกขวัญ ก้าวผ่านเงามืดในจิตใจ ยอมรับกฎเกณฑ์ของโลกใบใหม่ ผสานตัวเองเข้ากับตัวตนของหลี่ต้าหมินโดยสมบูรณ์
เขาก้าวย่างอย่างมั่นคงไปยังบุคคลทั้งสอง พออยู่ห่างราวหนึ่งวา*ค่อยหยุดลง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ท่านผู้าุโ ด้วยบารมีท่านปกปักรักษา ผู้เยาว์ทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วขอรับ”
คนผู้นั้นหันหน้ากลับมา ใบหน้ายังคงเมตตาการุญ แต่คนกลับเปลี่ยนไป จากเฒ่าชรากลายเป็ชายหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปร่างบึกบึนสูงใหญ่ สายตาเหลือบมองมือข้างซ้ายของเด็กชายอย่างสนใจใคร่รู้
เด็กชายไม่มีอาการใใด ๆ คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าชายคนนี้กับชายชราคือคนคนเดียวกัน สาเหตุประการหนึ่งด้วยโนะฮิเมะซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง อีกประการก็เพราะโนะฮิเมะเองไม่ใช่เด็กหญิงธรรมดา เขายังจำแขนปุกปุย กรงเล็บแหลมคมนั้นได้ ถ้าเธอยังเป็แบบนี้ แล้วชายชราจะธรรมดาได้อย่างไร
ผู้าุโจ้องนานเข้า เด็กชายค่อยรู้สึกตัว รีบกล่าวแก้ตัวเป็พัลวัน
“เออ...ท่านผู้เฒ่า อา... ผู้เยาว์ไม่ตั้งใจ ยันต์ของท่านให้ผลดีเยี่ยม แต่ออกดุเดือดไปสักหน่อย อารามใข้าเลยเผลอกำมันแน่นจนเป็แบบนี้”
พอแบมือออกมา ยันต์ยู่ยี่เปื่อยยุ่ยจนไม่เหลือสภาพเดิม
ท่านผู้าุโคงไม่โทษข้า จนยกเลิกรางวัลที่จะให้หรอกนะ
อันที่จริงผู้าุโไม่ได้สนใจเื่ยันต์เสียหาย แต่สนใจเื่ที่ตัวอักษรบนยันต์ซึมติดกับฝ่ามือของเด็กชายมากกว่า เื่นี้มีความหมายแต่จะหมายความอย่างไร ท่านเห็นว่าเด็กชายยังอ่อนด้อยเกินไป ไม่เหมาะที่จะรับรู้ในเวลานี้
ขณะที่เด็กชายหลี่ต้าหมินใช้สองมือประคองก้อนยันต์ยับยู่ยี่ ส่งคืนให้ผู้าุโ ลมแรงพลันโหมพัดหอบยันต์ปลิวจากมือ แล้วแหลกสลายหายไปกับสายลม
เด็กชายอ้าปากค้าง
เด็กหญิงหัวเราะจนตัวงอ หัวเราะจนเจ็บท้อง
ผู้าุโอมยิ้ม บอกให้เด็กชายไม่ต้องสนใจ ความเสียหายนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรางวัล
ได้ยินแบบนี้เด็กชายค่อยโล่งอก ถือโอกาสพูดสิ่งที่ตน้าออกมา
“ผู้าุโโปรดรับผู้เยาว์เป็ศิษย์ด้วยขอรับ” เด็กชายรีบคุกเข่ากราบกราน ด้วยความรีบร้อนเผลอกราบเบญจางคประดิษฐ์งาม ๆ ไปสามครั้ง
โอกาสมาแล้วต้องรีบคว้า ได้เป็ศิษย์ของเซียนวิเศษ อย่างน้อยไม่มีทางอดตาย
“เด็กเอ๊ย เ้าพูดจริง?”
“ฟ้าดินเป็พยาน ข้าหลี่ซื่อหมิน เอ้ย หลี่ต้าหมินขอกราบท่านผู้าุโเป็อาจารย์ ชั่วชีวิตนี้ไม่เสียใจ”
คำ ‘ชั่วชีวิตนี้ไม่สนใจ’ ดังก้องราวกับจะไปถึง์ชั้นฟ้า
“กล่าวได้ดี วาจาหนักแน่น จดจำคำพูดวันนี้ให้ดีล่ะ”
คำกล่าวของผู้าุโทำต้าหมินสะดุดใจเล็กน้อย แต่เพียงครู่ก็ลืมเลือน ไม่ได้นำมาใส่ใจ
“ลุกขึ้นเถอะศิษย์เรา สถานที่นี้ไม่เหมาะอยู่นาน” ผู้าุโทำท่าประคอง ร่างของต้าหมินคล้ายถูกลมหนุนส่ง ถูกดึงให้ลุกยืน
“คารวะศิษย์พี่” เขาหันไปคำนับโนะฮิเมะ
“ใครเป็ศิษย์พี่เ้า อย่ามาแช่งข้าให้อายุสั้น” เธอแลบลิ้นใส่ ก่อนเดินไปหยุดยืนด้านข้างผู้าุโ
ยังไม่ทันตั้งตัวทั้งสองคน หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่พลันะโลงจากหน้าผา ทำต้าหมินอ้าปากค้าง
อะไรกันเนี่ย กอดคอกันฆ่าตัวตาย?
“ศิษย์น้องมัวเหม่ออะไร รีบะโตามมาสิ”
เสียงอ่อนใสเจือเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากใต้หน้าผา เขาทำใจกล้า แท้จริงใจเต้นรัว ค่อย ๆ สืบเท้ามองลงไป เห็นนกกระเรียนั์กระพือปีกบินอยู่ข้างใต้ นับระยะจากปีกข้างหนึ่งถึงอีกข้างหนึ่งขนาดตัวมันพอ ๆ กับเครื่องบินเล็กได้
เขาหลับตาปี๋ ะโลงจากชะง่อนผา ตกลงบนขนนกอ่อนนุ่ม
จากนั้นนกกระเรียนกระพือปีกมุ่งลงใต้ ด้วยความอ่อนเพลียเด็กชายเลยเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว
‘ตาแก่ ยันต์ที่ท่านให้ทำไมกลายเป็ยันต์ร้อยภูตได้ล่ะ’ เด็กสาวและชายหนุ่มต่างถ่ายทอดเสียงพูดคุยกันทางจิต
‘ใครบอกเ้าว่านั่นคือยันต์ร้อยภูตล่ะ’ ชายหนุ่มย้อนถาม
‘ผีร้ายกระหายเืขนาดนั้น มอบพลังให้ิญญาขนาดนั้น ทำไมจะไม่ใช่’ เด็กหญิงย้อนกลับมา
‘ขอบอกตามตรงยันต์นั่นยังเหมือนเดิม ปัญหาคือคนใช้ ไม่ใช่ยันต์’
‘หมายความว่า...’
‘ใช่ สิ่งที่ท่านเทพอินาริบอกเป็ความจริง ในตัวเด็กคนนี้มี...’ หน้าตาชายหนุ่มจริงจัง ไม่เหลือเค้าอ่อนโยนอีก
‘หา! หากเป็จริง เ้าหนูนี่น่ากลัวจะอายุสั้น’
‘อืม เื่นี้คงต้องดูกันต่อไป แต่ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่อาจบินผ่านแผ่นดิน คงต้องบินเลียบชายหาดอย่างนี้ไปอีกสักสองสามวัน อย่างน้อยจะได้มีเวลาสอนอะไรเด็กคนนี้บ้าง’
‘หากเดินทางแบบนี้ คงชักช้าไม่ทันการณ์ ท่านไม่กลัวว่าคนผู้นั้นจะชิงลงมือก่อน?’
‘คงต้องปล่อยไปตามโชคชะตา’
‘เชอะ พูดอย่างกับพวกละครเร่’
‘เื่ใหญ่ขนาดนี้ถึงอย่างไรก็ปิดคนผู้นั้นไม่ได้อยู่แล้ว หวังว่าทางเมืองหลวงคงพอต้านทานไว้ได้ เมื่อเวลานั้นมาถึงฝากเ้าดูแลเด็กคนนี้ด้วย’
‘เชอะ ตาแก่ ข้ายังเอาตัวไม่รอด แล้วจะไปดูแลเด็กนี่ได้อย่างไร’
‘พอถึงที่สุด เ้าคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร’
โนะฮิเมะปาดเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลอ ดวงตาของชายหนุ่มหม่นหมองลงครู่หนึ่ง
“อย่าคาดหวังกับข้าให้มากเลย” น้ำเสียงสั่นเครือ ถูกกล่าวออกจากปากบาง ๆ ของเด็กหญิง เธอเอื้อมมือไปกุมมือของชายหนุ่ม เหมือนกับว่าหากทำเช่นนี้ สถานการณ์ภายหน้าอาจเปลี่ยนแปลงบ้าง
ต้าหมินรู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็เริ่มลอยสูง ท้องร้องโครกคราก นึกได้ว่าั้แ่ตนมายังโลกใบนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
นกกระเรียนร่อนลงบนชายหาดแห่งหนึ่ง แม้ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เมื่อพระอาทิตย์อยู่ทางซ้ายมือ แสดงว่านกบินลงทางทิศใต้มาตลอด ในใจคาดหวังอยากเห็นอ่าวโตเกียวในอดีตสักครั้ง โตเกียวห่างกับฟุกุชิม่าแค่สองร้อยกิโลเมตร นับว่าไม่ไกล แต่พอนึกได้ว่านกบินลัดเลาะมาตามชายฝั่งแบบนี้ คงอดเห็นอ่าวโตเกียวแล้ว
“คงหิวกันแล้ว อย่างไรขอฝากโนะฮิเมะด้วยนะ”
“เชอะ ตาแก่ ทำอย่างนี้ทุกที”
เด็กสาวเดินไปบ่นไป เธอทำตัวแบบผู้ชำนาญการ ทั้งก่อกองไฟ จับปลา ควักไส้ ขอดเกล็ด ทำเพียงคนเดียว คล่องแคล่วจนต้าหมินไม่อาจสอดมือเข้าไปได้
ระหว่างเธอกำลังเตรียมอาหาร ต้าหมินถามคำถามที่สงสัยมานาน “นี่ ทำไมถึงบอกว่าเรียกศิษย์พี่แล้วเป็การแช่งล่ะ”
“จะบอกให้เอาบุญ” โนะฮิเมะทำเสียงกระซิบกระซาบ เตรียมอาหารไปด้วยเงยหน้ามองชายหนุ่มไปด้วย
“ข้าไม่ใช่ศิษย์หรอก หากบอกความสัมพันธ์คงเหมือนลูกหลาน”
ลูกหลานประสาอะไรเรียกตาแก่
ข้อนี้เขาได้แต่คิดสงสัยในใจ
“ตาแก่เคยมีศิษย์อยู่สองคน คนแรกหลงใหลในลาภยศสรรเสริญทำตรงข้ามกับวิถี คนที่สองยิ่งแล้วใหญ่ หลงเดินทางผิดออกห่างจากวิถีไปไกล ตาแก่ตัดความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ไปนานแล้ว ต่อไปอย่าได้เอ่ยถึงล่ะ”
ต้าหมินพยักหน้ารัว
“นี่อย่ามัวแต่ผงกหัวเป็นกพิราบ เอาไม้นี่เสียบปาก แล้วปักเรียงรอบกองไฟด้วย” โนะฮิเมะไม่แคล้วหาเื่ต่อว่า
หลังจากทั้งสามรับประทานปลาย่างจนอิ่มหนำ ชายหนุ่มจึงเริ่มพูดคุยกับศิษย์คนใหม่ เพื่อให้เย็นสบาย ทั้งสามจึงนั่งหลบแสงแดดร้อนแรงอยู่ใต้ปีกของกระเรียนั์
“เด็กเอ๊ย เราผู้เฒ่ามีนามว่าคาโมะ โนะ ทาดายูกิ ให้เพียงทราบไว้ก็พอ ต่อไปนี้เรียกเราว่าอาจารย์”
“ครับ ท่านอาจารย์”
ต้าหมินนั่งคุกเข่าเรียบร้อย กราบคำนับอีกครั้งหนึ่ง
ชายหนุ่มหยีตาด้วยความพอใจ
‘ธรรมชาติคือแปรผัน สรรพสิ่งไม่พ้นหยินหยาง’
“นี่คือเคล็ดความสำคัญของสำนัก”
เราผู้เฒ่าคือเ้าสำนักองเมียว องเมียวโด วิถีแห่งหยินหยาง**
*หนึ่งวาเท่ากับสี่ศอก หรือเท่ากับสองเมตร
**หยินหยาง เป็คำสอนสำคัญของลัทธิเต๋า แสดงถึงสิ่งที่ตรงข้ามกันแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนสมดุล หมายให้มนุษย์มีชีวิตโดยสอดคล้องกลมกลืนไปกับธรรมชาติ มักแสดงอยู่ในวงกลมขาว-ดำ
หยางเป็ตัวแทนของพลังงานที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ มีฤทธิ์ร้อน เช่น ดวงอาทิตย์ แสงสว่าง ผู้ชาย
หยินเป็ตัวแทนของพลังงานที่อ่อนโยน มีฤทธิ์เย็น เช่น ดวงจันทร์ ความมืด ผู้หญิง