บทที่ 23 วิกฤต
เสียงกรีดร้องลั่นห้องทำเอาหลิวเซียวและเพื่อนคนอื่น ๆ สะดุ้งตื่นด้วยความใ พวกเธอมองไปที่เสี่ยวลี่ด้วยความงุนงง
หวังเชี่ยนพึมพำถามอย่างงัวเงีย “ลี่ลี่ เป็อะไรไป?"
เสี่ยวลี่หอบหายใจรัวพลางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเพดานอย่างหวาดระแวง แต่ทว่าบนนั้นกลับว่างเปล่า ทำให้เธอไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
หลิวเซียวซักต่อ “ลี่ลี่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกมาเถอะ!”
เสี่ยวลี่รีบส่ายหัวรัว ๆ “ไม่มีอะไร... ไม่มีอะไรจริง ๆ”
หลี่เหมยพอเห็นว่าไม่มีอะไรก็ทิ้งตัวลงนอนต่อ “โธ่เอ๊ย ตกอกใหมด วัน ๆ มีแต่เื่ให้ตื่นเต้นนะลี่ลี่ ทำเอาพวกเราพลอยขวัญผวาไปด้วยเลย”
เสี่ยวลี่เอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
ทันใดนั้นเอง หลิวเซียวก็พลิกตัวลงจากเตียง
เสี่ยวลี่รีบทัก “เซียวเซียว จะไปไหนน่ะ?”
หลิวเซียวตอบ “จะไปเข้าห้องน้ำหน่อย ปวดท้องน่ะ แกจะไปเป็เพื่อนไหม?”
พอคิดถึงใบหน้าผีสุดสยองบนเพดานเมื่อครู่ เสี่ยวลี่ก็ขนหัวลุกซู่รีบปฏิเสธทันควัน
หอพักนักศึกษาในสมัยนั้น แต่ละชั้นจะมีห้องน้ำรวมอยู่เพียงแห่งเดียว และมันตั้งอยู่ลึกสุดของโถงทางเดิน ทางเดินยามค่ำคืนเงียบเชียบและวังเวง มีเพียงแสงสีเขียวริบหรี่จากป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน และแสงไฟจากหน้าจอมือถือของหลิวเซียวที่ส่องนำทาง เธอเดินไปตามทางทีละก้าว ทีละก้าว
หลิวเซียวเข้าไปนั่งในห้องส้วม ท่ามกลางความเงียบนั้น เสียงน้ำหยดดัง ติ๋ง... ติ๋ง... แว่วเข้าหูจนรู้สึกแสบแก้วหูอย่างบอกไม่ถูก
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะทำธุระส่วนตัว บนบานประตูตรงหน้ากลับปรากฏใบหน้าผีขึ้นมาดื้อ ๆ!
มันเป็ใบหน้าเดียวกับที่เสี่ยวลี่เห็นไม่มีผิดเพี้ยน!
พริบตานั้น หลิวเซียวเบิกตาโพลง หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก ร่างกายของเธอเหมือนถูกฟ้าผ่าจนชาไปทั้งตัว สติสัมปชัญญะพร่าเลือนในทันที! เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้
แม้แต่ลมหายใจก็ติดขัดและหนักหน่วงขึ้นทุกที ความวิตกกังวล และความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอราวกับพายุ แต่ความสยองมันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ใบหน้าผีนั้นค่อย ๆ แทรกตัวออกจากบานประตูไม้ช้า ๆ เริ่มจากส่วนหัว ตามมาด้วยมือสองข้างที่ขาวซีดราวกับกระดาษ จากนั้นก็เป็ลำตัวส่วนบน ไม่สิ... ผีตนนี้ไม่มีท่อนล่าง! ร่างของมันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ โดยมีไอสีดำทึมเทาแผ่ซ่านออกมาจากรอบตัว
หลิวเซียวหายปวดท้องเป็ปลิดทิ้ง เธอพยายามถดตัวหนีไปชิดผนังห้องน้ำ ดวงตาจ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวสยดสยองนั้นไม่กะพริบ!
ในที่สุดเธอก็จนมุม เสียงลมหายใจของเธอหอบพร่าและสั่นเครือ หลิวเซียวรู้สึกเหมือนหัวใจจะวายตายเสียตรงนี้!
เธอแผดเสียงร้องลั่น “อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามานะ! อ๊ากกกก! ขอร้องละอย่าเข้ามา! ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!!”
เสียงของหลิวเซียวดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องน้ำรวม แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากใครเลย ความสิ้นหวังเข้ากัดกินหัวใจของเธอ
ทันใดนั้นผีตัวนั้นก็อ้าปากออกช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเืสั่นประสาท
“เรียกข้าออกมาแล้ว... ทำไมไม่ส่งข้ากลับ?... ลงมาอยู่เป็เพื่อนข้าเถอะ…”
น้ำเสียงนั้นโหยหวนและกรีดลึกเข้าไปในโสตประสาท
สติของหลิวเซียวขาดผึงในตอนนั้น น้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เสียงกรีดร้องแหบพร่าดังก้องอยู่ในห้องส้วมแคบ ๆ
หลิวเซียวส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง พร่ำอ้อนวอน “ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันผิดไปแล้ว ต่อไปฉันจะไม่เล่นแบบนี้อีกแล้ว ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ!”
แต่ว่าเทพปากกาไม่ฟังคำขอร้องแม้แต่น้อย มันยื่นมือที่เหี่ยวแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งออกมาบีบคอหลิวเซียวไว้แน่น!
หลิวเซียวถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก เส้นเืที่ขมับปูดโปนและเต้นตุบ ๆ เธอพยายามตะเกียกตะกาย ใช้มือทุบตีแขนของผีตนนั้นอย่างสุดแรง แต่มันก็เปล่าประโยชน์
ร่างกายของหลิวเซียวเริ่มชักกระตุกอย่างรุนแรง น้ำลายฟูมปาก ดวงตาเหลือกโพลงจนเห็นแต่ตาขาว
ผ่านไปเพียงสองนาทีหลิวเซียวก็สิ้นลม สภาพศพของเธอน่าสยดสยองเหลือเกิน
เธอนั่งตะแคงอยู่บนโถส้วม คอพับเอียงไปด้านข้าง ลิ้นจุกปาก ดวงตาเบิกโพลงราวกับจะหลุดออกจากเบ้า... เธอตายทั้งที่ตายังไม่หลับ!
...
เช้าวันรุ่งขึ้นศพของหลิวเซียวถูกเพื่อนนักศึกษาพบเข้า ร่างกายของเธอแข็งทื่อ ตามลำคอเริ่มปรากฏรอยจ้ำเืสีม่วงคล้ำ
ไม่นานนัก เ้าหน้าที่ตำรวจก็มาเคลื่อนย้ายศพไป ผลชันสูตรเบื้องต้นระบุว่า... เธอเสียชีวิตเพราะหัวใจวายเฉียบพลันเนื่องจากความใสุดขีด
เมื่อข่าวนี้ได้เข้าหูเสี่ยวลี่และเพื่อน ๆ ที่เหลือ พวกเธอต่างตกอยู่ในอาการขวัญหนีดีฝ่อจนทำอะไรไม่ถูก
ตกกลางคืนเสี่ยวลี่ หลี่เหมย และหวังเชี่ยน ก็มานั่งล้อมวงอยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรเลย บรรยากาศในห้องพักเปลี่ยนไปจนน่าขนลุก
หลี่เหมยเริ่มคุมสติไม่อยู่ เธอสะอื้นไห้ออกมา “ฝีมือเทพปากกาแน่ ๆ! ต้องเป็มันแน่ ๆ! พวกเราไม่ได้ส่งมันกลับ พอกรรมตามทัน พวกเราต้องตาย... พวกเราต้องตายกันหมดแน่ ๆ!!”
เสี่ยวลี่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “เมื่อคืน... ฉันเห็นมันแล้ว”
หวังเชี่ยนถามด้วยความฉงน “เห็นใคร?”
เสี่ยวลี่ตอบเสียงเย็น “เทพปากกา”
วูบ!
พอประโยคนี้หลุดออกมา ทั้งหลี่เหมยและหวังเชี่ยนต่างก็สะดุ้งสุดตัว
หลี่เหมยพยายามรวบรวมความกล้าถาม “มัน... มันหน้าตาเป็ยังไง?”
เสี่ยวลี่จึงตัดสินใจเล่าเื่ใบหน้าผีบนเพดานที่เธอเห็นเมื่อคืนออกมาจนหมดเปลือกพอยิ่งฟัง หลี่เหมยก็ยิ่งขวัญเสีย หน้าตาซีดเซียวราวกับคนตาย เจอเื่แบบนี้เข้าไป ใครจะไปใจเย็นอยู่ได้!
หลี่เหมยมองไปที่หวังเชี่ยน “เชี่ยนเชี่ยน ตอนนี้จะทำยังไงดี? พวกเราจะทำยังไงกันดี? ฉันไม่อยากตายนะ ฉันยังเด็กอยู่เลย ฉันยังอยากมีชีวิตต่อ ฉันไม่อยากตายจริง ๆ นะ!”
หวังเชี่ยนดูจะเป็คนที่มีสติมั่นคงที่สุดในบรรดาสามคนที่เหลือ
เธอนิ่งเงียบ จ้องมองไปที่โต๊ะอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เซียวเซียวเคยบอกพวกเราว่า ถ้าส่งเทพปากกากลับไม่สำเร็จ มันจะตามติดเราไปตลอด ตอนแรกพวกเราไม่เชื่อ... แต่ความตายของเซียวเซียวมันพิสูจน์แล้วว่าเื่นี้คือความจริง เพราะฉะนั้น การหนีไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ไหน เทพปากกาก็ต้องตามหาเราเจอแน่ ๆ! ในเมื่อหนีไม่ได้ งั้นพวกเราก็...”
พูดถึงตรงนี้ หวังเชี่ยนก็เงียบไป
หลี่เหมยรีบเร่ง “ก็... ก็อะไรล่ะ?”
หวังเชี่ยนสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดต่อ “เผชิญหน้ากับมันตรง ๆ เลยดีกว่า!”
เสี่ยวลี่ถึงกับอึ้ง “เผชิญหน้ากับเทพปากกาตรง ๆ? พวกเรามีความสามารถพอที่จะทำแบบนั้นเหรอ?”
หลี่เหมยก็ลนลาน “ใช่แล้วเชี่ยนเชี่ยน มันเสี่ยงเกินไปนะ! นั่นมันเทพปากกานะ พวกเราจะสู้มันได้ยังไง?”
หวังเชี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ดีกว่านั่งรอความตายไม่ใช่เหรอ? ลองดูสักตั้ง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หรือพวกแกมีวิธีที่ดีกว่านี้ล่ะ?”
เสี่ยวลี่และหลี่เหมยต่างพากันเงียบ เพราะพวกเธอไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ แต่ปัญหาคือ... วิธีของหวังเชี่ยนมันก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เสี่ยวลี่ก็กำหมัดแน่น “ฉันว่าที่เชี่ยนเชี่ยนพูดมาก็มีเหตุผลนะ ยังไงก็ต้องลองดู ดีกว่านั่งรอความตายเฉย ๆ มาสู้กันสักตั้งเถอะ!”
หลี่เหมยกัดฟันกรอด “ตกลง! เอาแบบนั้นก็ได้!”