งานแต่งเพื่อนรักพี่ต้นจัดในโรงแรมหรู มีแขกเหรื่อมาร่วมงานค่อนข้างเยอะพี่ต้นเจอคนรู้จักหลายคนก็หยุดทักทายกันตามมารยาท
“ไอ้ต้น”
เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเรียกเขาไว้และเดินเข้ามาหาพอทั้งสองเห็นหน้าก็กอดกัน น่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทอาจจะไม่ได้เจอกันนาน
“ไงมึงไอ้กรณ์ ไม่เจอนาน อ้วนขึ้นนะมึง”
“ไม่อ้วนได้ไง เมียเลี้ยงดี แล้วมึงละเมื่อไหร่จะมีข่าวดี”
พี่กรณ์พูดสายตาเหล่มองวานิกายิ้มๆต้นเหลือบมองตาม รู้ว่าเพื่อนสงสัยว่าเขาควงใครมา เขาเองก็อยากแนะนำว่าแฟนใจจะขาดแต่ทำไม่ได้ เขาไม่ได้อยู่ในสถานะนั้น
“น้องวา นี่พี่กรณ์”
เขาแนะนำสั้นๆไม่ได้บอกอะไรทำให้เพื่อนขมวดคิ้วเพิ่มขึ้น ส่งรอยยิ้มแซว วานิกาไหว้ทักทายและพูดคุยสองสามคำพี่กรณ์ก็ชวนเข้าไปในงานหาเจ้าภาพ
“ไงไอ้เจ้าบ่าว สุขสันต์วันแต่งนะโว้ย” พี่กรณ์ร้องทักส่งรอยยิ้มจริงใจให้เพื่อนและเจ้าสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เป็นฝั่งฝาซะทีไอ้เบส กูดีใจจริงๆ”
พี่ต้นกอดเจ้าบ่าวซึ่งเป็นเพื่อนรักคนมีความสุขไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูดีเจ้าสาวก็ดูโดดเด่นกว่าใครเพื่อน เธอยิ้มตอบให้ฉันและพี่ต้น แต่ฉันว่าหน้าตาของเจ้าบ่าวคุ้นๆเหมือนเคยเจอที่ไหน นึกไม่ออก
“ขอบคุณมากมึง แล้วมึงควรจะแต่งได้แล้วนะแฟนสวยขนาดนี้” พี่เบสหันมายิ้มให้ฉัน แต่ฉันก็ต้องฝืนยิ้มรับและนี่คือสาเหตุที่ฉันไม่อยากไปงานไหนกับพี่ต้นจะปฏิเสธก็ไม่ได้ได้แต่ทำหน้านิ่งๆสวยๆ
“พวกเพื่อนเราอยู่ทางโน้น กูขอรับแขกก่อนเดี๋ยวค่อยตามไป”
เจ้าบ่าวหมาดๆบอกเพื่อนพี่ต้นกับพี่กรณ์จึงไปสมทบกับเพื่อนกลุ่มใหญ่พอฉันไปถึงเพื่อนชายและหญิงพี่ต้นก็มองเราทั้งคู่อย่างสนใจ พอพี่ต้นแนะนำให้ทุกคนรู้จักก็ได้รับเสียงแซวกลับมาพี่ต้นเหลือบมองฉันด้วยสายตาเกรงใจ
“วา ขอโทษด้วยนะ” เขากระซิบบอก ฉันเข้าใจ ไม่ได้ซีเรียสอะไรในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นพี่ต้นมีคนโสดไม่ถึงห้าคน และพี่ต้นเป็นหนึ่งในนั้น
-อีกมุมหนึ่ง-
“นั่นเมียมึงไม่ใช่เหรอวะไอ้ทิน ทำไมมากับเพื่อนพี่เบสได้”
เป็นไอ้ขุนทัพที่ทักขึ้นมาผมเห็นตั้งแต่วาเดินเข้างานมาแล้วชุดที่เธอสวมใส่เมื่ออยู่บนใบหน้าหวานของเธอมันดูดีมากผู้ชายในงานชะเง้อมองกันทั้งนั้น มีแต่เจ้าตัวที่ไม่รู้อะไรสักอย่าง
“อืม”
ผมตอบมันก็เมียผมจริงๆจะให้ปฏิเสธมันอย่างไรเพียงแต่ว่าโอกาสระหว่างผมกับเธอมันยังมาไม่ถึงคิดเหรอว่าผมจะปล่อยให้เธอไปเป็นของคนอื่น พี่ต้นก็พี่ต้นเถอะ
“อืม…นี่คือ”มันมองผมอย่างไม่เข้าใจ ปรายตามองไปทางวาที่ยิ้มหน้าระรื่นกับพี่ต้นและเพื่อน
“มึงจะอยากรู้ทุกเรื่องทำเชี่ยไร” ผมมองมันด้วยสายตาดุดัน อารมณ์ผมแม่งขึ้นทันที
“อ้าว สัส ก็คืนก่อนเพ้อถึงเมีย อะไรยังไง วันนี้เมียมึงมากับคนอื่น” ไอ้ขุนทัพมองแบบสงสัย
“หมาคาบไปแดกหรือไงวะ”
ไอ้แชมป์ที่ฟังทั้งสองคนคุยกันเงียบๆโพล่งขึ้นมาได้ทีก็ซ้ำเติมนะมึง ถามว่าเจ็บไหมเหมือนโดนหักหน้ามากกว่าเมื่อคืนก่อนกูแม่งยังระบายให้พวกนี้ฟัง วันนี้เธอมากับคนอื่น ยอมรับว่าจิ๊ดเลย
“ไอ้บาสอยู่ตรงโน้น ไปหามันกันเถอะ” ผมก็ต้องเดินตามพวกมันไป ปลายทางก็มีวายืนอยู่พอดี พอเห็นผมเธอก็เมินให้มันได้แบบนี้สิ
“สวัสดีครับน้องวา”
ไอ้พวกเชี่ยนี่มันทำหน้าระรื่นยิ้มทักทายวาชุดที่เธอใส่แม่งเห็นร่องตูมๆ ถึงจะมีเส้นผมคลุมไว้ประบ่า แต่มันก็น่าเกลียดอยู่ดี ไอ้พวกผู้ชายแต่ละคนก็เหลือบมองร่องเธอทั้งนั้นแล้วเธอยังปั้นหน้ายิ้มๆอยู่ได้ ไม่รู้ห่าเหวอะไรเลย
“อ้าวรู้จักกันกับวาด้วยหรือ”
พี่ต้นยิ้มทักเพื่อนผมอย่างแปลกใจคงจะเห็นสีหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยของพวกมัน สัส ผมขบกรามแน่นด้วยความโมโหพวกแม่งยังลอยหน้าลอยตายักคิ้วให้ผม กะจะปั่นกันให้ตายหรือไง
“รู้จักตั้งแต่สมัยมหาลัย ว่าแต่ควงกับคนอื่นไม่กลัวว่าเพื่อนพี่เสียใจเหรอครับ” ไอ้ขุนทัพมันพูดขึ้นมายิ้มๆเอาไหมละมันปั่นแบบไม่ดูสถานการณ์เลยผมยังไม่ได้เคลียร์กับพี่ต้น ให้มันได้แบบนี้สิ
“อะไร ยังไง ครับ ใครเสียใจ” พี่ต้นหัวเราะ คงนึกว่าเพื่อนของผมแกล้งอำเล่นๆ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ แซวขำๆ”
ไอ้ขุนทัพตอบกลับไม่ยอมไขข้อสงสัยพี่ต้นมองหน้าวานิกาเธอยิ้มตอบไม่พูดอะไร จนพิธีกรบนเวทีประกาศบนเวทีจึงเรียกความสนใจไปที่บ่าวสาวข้างบนนั่น พี่ต้นพาวาเดินไปยังกลุ่มเพื่อนของเขา
งานพิธีการเสร็จสิ้นก็ต่อด้วยการสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน พี่ต้นโดนเพื่อนชายหญิงลากไปหลายโต๊ะแต่ก่อนไปทุกครั้งเขาชำเลืองมองวาอย่างเกรงใจ เธอจึงพยักหน้าให้เขาอย่างเข้าใจ
“ไม่ต้องห่วงวาคะ พี่ต้นไปหาเพื่อนเถอะ นานๆเจอกันครั้งวาจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”
ฉันพูดให้พี่เขาสบายใจอีกอย่างหนึ่งฉันรู้สึกเบื่อๆที่ต้องนั่งอยู่ในงานหลายชั่วโมงแล้วอยากไปเดินสูดอากาศบ้าง
วิวด้านข้างโรงแรมที่จัดเป็นสวนหย่อมชวนน่ามองด้วยต้นไม้นาๆชนิดลมที่พัดเย็นๆกลางคืนมันทำให้สดชื่น มุมนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัว นานๆครั้งถึงจะมีคนเดินผ่านมาฉันนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเพลินๆ จนได้กลิ่นบุหรี่ลอยมาข้างๆตัวจึงเห็นว่ามีบางคนมายืนอยู่ข้างๆ
“ทำไมมานั่งคนเดียวละ” พี่ทินถามฉันก็แปลกใจอยู่นะที่เจอเขา เขาถามกลับมาจะไม่ตอบก็ดูเสียมารยาทเกินไป
“นั่งคนเดียวไม่เห็นจะแปลกอะไร”
“นั่นสินะไม่น่าถาม แล้วทานอะไรในงานบ้างไหม”
ไม่คิดว่าน้ำเสียงเขามันจะนุ่มทุ้มสื่อไปในทางห่วงใยปกติอารมณ์ของเขาไม่ใช่แบบนี้ อดจะคิดไม่ได้ว่ากินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าแต่ไม่อยากถาม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจกันอยู่แล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“น้ำเสียงห่างเหินจังเลย มาแบบนี้ลูกอยู่กับใคร” ฟังดีๆมันปนกันระหว่างความห่วงใยกับการตำหนิมองไม่ออกว่าที่พูดมาหมายความว่าอย่างไร
“วารู้หรอกว่าอะไรยังไง ไม่ต้องมาสอนได้ไหม วากับลูกอยู่กันมาห้าปีแค่นี้ทำไมจะดูแลลูกไม่ได้”
“ไปกันใหญ่แล้ววา พี่ไม่ได้สอนหรือตำหนิอะไร พี่แค่อยากรู้ว่าลูกเราอยู่กับใครวันหลังถ้าวาจะมาแบบนี้ในตอนกลางคืน บอกพี่นะ พี่จะอยู่เป็นเพื่อนน้องธิปเอง นะครับ”
“ทำไมต้องมาสนใจด้วย ก็บอกแล้วว่าดูแลกันเองได้”
“ก็พี่เป็นพ่อ ถึงจะช้าไปหน่อยก็ขอทำหน้าที่พ่อบ้างได้ไหมอย่าใจร้ายกันนักเลย” น้ำเสียงพี่ทินขาดๆและหันหน้าหนีไปทางอื่นเป็นบ้าอะไรพูดแค่นี้ทำน้ำตาซึม ทีฉันที่เจ็บมาเกือบห้าปีไม่หนักกว่านี้เหรอ
“จะไปไหนวา” ฉันลุกขึ้นยืนพี่ทินก็คว้าแขนฉันไว้
@@@ สวัสดีปีใหม่จ้า ขอให้รีดมีเงินใช้ตลอดทั้งปี รวยๆเฮงๆสุขภาพแข็งแรงกันทุกคน ปีใหม่ไรท์สัญญาว่าจะมาวันละตอนตอนนี้อ่านฟรีเป็นของขวัญปีใหม่ส่งท้ายนะจ๊ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาทั้งปี@@@