ขบวนกองทัพของเจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวายแลเจ้าพรหมเสก มาหยุดจัดขบวนทัพใหม่ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่กำแพงเวียง ม้าเร็วถูกส่งออกไปล่วงหน้า เพื่อประกาศให้ชาวเมืองรู้ว่า กองทัพผู้มีชัยกำลังจะกลับเข้าเมือง แต่ห้ามประชาชนโห่ร้องยินดี ด้วยนี่เป็นชัยชนะ ที่สูญเสียจอมทัพใหญ่แลยังเป็นถึงเจ้ามหาอุปราช
เมื่อขบวนทัพเคลื่อนผ่านประตูเวียงสุวรรณโคมคำ ทั่วทั้งเมืองจึงตกอยู่ในความเงียบงัน เหตุเพราะการสูญเสียจอมทัพใหญ่นำมาซึ่งความโศกเศร้า ทุกคนต่างหมอบกราบร่วมไว้อาลัย มากกว่าจะมายืนสรรเสริญยินดีโห่ร้องที่สุวรรณโคมคำมีชัยเหนืออริราชศัตรู แต่กลับต้องมาสูญเสียคนสำคัญของแผ่นดินไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ริ้วธงศึกประกอบตุงสามหาง[21]ที่พริ้วไหวตามแรงลม ประหนึ่งดั่งดวงวิญญาณของผู้ที่จากไป ได้เดินทางกลับคืนบ้านเรือน
เจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวายผู้ทำหน้าที่จอมทัพใหญ่ บัดนี้พระองค์ทรงเปลี่ยนจากนั่งหลังม้า มานั่งบนหลังช้างชัยศึกทรงอัญเชิญ พระแสงดาบคู่บารมีของเจ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ไว้เหนือเศียร ดาบเล่มนั้นถูกพันด้วยผ้าขาวสะอาดตาประหนึ่งแทนร่างของพี่ชายที่ต้องฝากไว้ ณ ผาเจ้าเวียงอันไกลโพ้นแห่งเวียงชัย
เมื่อขบวนเคลื่อนเข้าสู่ลานหน้าหอคำหลวง แม่เจ้าพญาดวงทิพย์ที่ทรงเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ กลับต้องขวัญผวาใจหาย แม้นก่อนหน้านี้ม้าเร็วจะแจ้งเรื่องสุดเศร้าไปแล้ว แต่ในหัวอกคนเป็นแม่ ทรงคิดอยู่เสมอ หมายให้ปาฏิหาริย์มีจริง พระองค์ทรงลุกจากพระแท่นประทับ พร้อมเหล่าพระสนมแลเสนาอำมาตย์ ทรงยืนมองทอดพระเนตรหาช้างทรงของลูกชายคนใหญ่ แต่กลับเห็นเพียงลูกชายคนรอง แลเจ้าพรหมเสกบุตรคนใหญ่ของเจ้านางคำฟอง ทั้งสองนำดาบทองคุ้นตาเข้ามาหานาง พร้อมคุกเข่าลงต่อหน้านางพญานั่งเมือง เทิญทูลถวายดาบทองมอบส่งให้แก่พระนาง
"แม่ท่าน...พี่ท่านขุนคำหลวงมิได้กลับมาพร้อมกับข้าแล้วหนา ข้าฝากร่างพี่ท่านไว้คู่กับพญาศรีศักดิ์ยังผาเจ้าเวียง แห่งเวียงชัย บนผาเจ้าเวียงนั้นสงบร่มเย็น แลยังมองเห็นสายน้ำของที่ทอดยาวไหลนองมิสิ้นสุด บัดนี้เหลือเพียงดาบเจ้าอุปราชเล่มนี้ ที่ข้าแลเจ้าพรหมนำกลับมาถวายคืนต่อพ่อท่านแลแผ่นดินสุวรรณโคมคำ"
เจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวายกราบทูลด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ก่อนจะส่งดาบให้พระมารดา แม่เจ้าพญาดวงทิพย์ทรงลูบคลำฝักดาบด้วยมือที่สั่นเทา พระนางรู้ซึ้งถึงความหมายของการกลับมาเพียงดาบ มิใช่นำร่างกลับคืนมา...นั่นคือการสูญเสียที่ไม่มีวันได้เห็นหน้ากันอีก แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ความหวังที่ทรงเฝ้ารอคอยมาหลายวันกลับต้องมาพังทลายลง เหลือเพียงน้ำตาที่ไร้เสียง
“เจ้าจงนำดาบของพี่ ไปถวายคืนต่อเจ้าพ่อเองเถิด”
กล่าวจบพระนางก็เดินออกไปจากหอคำหลวง ไม่มีแม้แต่หยาดน้ำตา สายตาของนางนั้นว่างเปล่า จนยากจะหยั่งถึง ซึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นในครานี้ เจ้านางคำฟองเพียงสบตาต่อราชบุตรพรหมเสก นางก้มตัวลงพร้อมยกมือลูบหน้าลูบหัวลูกชาย เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าลูกของนางปลอดภัยดี แล้วจึงเร่งเดินตามเจ้านางพญานั่งเมืองไป ด้วยความห่วงใยในจิตใจของแม่ที่เสียลูก ทุกคนต่างห่วงใยในตัวพระนาง ยกเว้นแต่เจ้านางจันทร์แดงแลบิดาของนาง ที่แม้ภายนอกจะแสดงสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาของมันทั้งสองมิอาจซ่อนเร้นความรู้สึกที่ใจส่งไปถึงตา
ภายในห้องบรรทมอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานกล่อมจิต เจ้ามหาชีวิตฝนแสนห่าทรงพยายามพยุงกายที่ซูบเซียว โดยมีหมอหลวงคอยประคับประคองดูแล ให้พระองค์ลุกขึ้นมานั่ง เมื่อได้ยินเสียงของลูกชายจากด้านนอกดังแว่วเข้ามา ทันทีที่เจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย อัญเชิญพระแสงดาบเข้าสู่ห้องบรรทม แสงประกายทองคำจากฝักดาบ กลับดูหม่นแสงลงในสายตาของผู้เป็นบิดา
สองพี่น้องทำได้แค่เพียงคลานเข่าเข้าหาผู้เป็นพ่อ ไม่มีคำพูดใดที่จะเอื้อนเอ่ยออกมา เพราะทุกอย่างในยามนี้ ได้ประจักษ์แล้วสิ้นถึงผู้ที่จากไปไม่หวนกลับ
เจ้ามหาชีวิตทรงรับดาบทองสัญลักษณ์แห่งเจ้าอุปราช ผู้มีสิทธิ์ขาดในการขึ้นครองราช หากพระองค์มีอันจรจากโลกนี้ไป ทรงลูบคลำมันด้วยมือที่สั่นเทา พร้อมหยาดน้ำตาของผู้ที่ผ่านโลกหล้าร้อนหนาว จนสุดจะนับจำนวน ทรงสะอื้นไห้จนพระวรกายโยนโยก ความเจ็บป่วยที่กัดกินกายอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เปรียบไม่ได้เลยกับพิษรักและพิษโศกที่กัดกินใจพระองค์ในยามนี้
"ลูกกู...ความหวังของแผ่นดิน...เหตุไฉนถึงเหลือคืนกลับมาเพียงเท่านี้ ลูกเอ๋ย…กลับมาหาพ่อเถิดหนา…อินทร์ถวาย ไปตามพี่มึงกลับมาหากู ไปตามคำหลวงกลับมา ไอ้พรหมเสก มึงไปกับพี่ท่าน เหตุไฉนเล่าถึงกลับมาแต่เพียงตัวมึง…ไยมิพาคำหลวงกลับมาพร้อมกัน…"
หลังจากวันนั้นเจ้ามหาชีวิตฝนแสนห่า ก็เอาแต่เก็บองค์เงียบงัน ไม่ยอมเสวยยาแลกระยาหาร แม้เจ้านางพญาดวงทิพย์จักทรงมาเกลี้ยกล่อมสักเพียงใด ก็หาได้มีผลไม่ ทรงเอาแต่นอนน้ำตานองไม่พูดจา
ด้วยพระอาการประชวรที่หนักหนามาแต่เดิม ผนวกกับความตรอมใจที่เปรียบเสมือนพายุใหญ่พัดกระหน่ำต้นไม้ที่ใกล้ล้ม หลังจากรับดาบนั่นมา ผ่านไปเพียงไม่กี่ราตรีกาล เจ้ามหาชีวิตฝนแสนห่าก็ทรงทรุดหนักจนยากจะฉุดรั้งเอาชีวิตไว้แดนคน เจ้าขุนอินทร์ถวายแลเจ้าพรหมเสก ถูกตามตัวมาเข้าเฝ้าในยามวิกาล พร้อมกับราชบุตรธิดาจากตำหนักพิมานต่าง ๆ
“กูฝัน...คำหลวงกลับมาหากู มันนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่เข้าหา ไม่พูดจา มันมาเพื่อกราบลากู...” เจ้ามหาชีวิตพูดทั้งน้ำตา ทุกคนต่างรู้ดี ว่าพระองค์หมายมั่นนัก ที่จักส่งต่ออำนาจให้กับบุตรชายคนโต
“อินทร์ถวาย เหลือมึงแล้วหนา แผ่นดินนี้กูแลบรรพบุรุษ ต่างรวบรวมรักษาให้ประชาร่มเย็นเป็นสุข ต่อแต่นี้มันจะเป็นหน้าที่มึง ดาบอุปราชนี้พ่อยกให้ พรหมเสก แม้นมึงเป็นลูกอันเกิดจากคำฟอง ก็หาใช่ใครอื่น มึงก็ลูกกู ต่อแต่นี้ไปมึงแลน้องจงช่วยอินทร์ถวาย ดูแลแผ่นนี้ต่อจากกูเถิด ส่วนอินทร์สรง หากแม้นมันชั่วช้านัก ก็จงส่งชีวิตมันไปแดนผีเสียเถิด แต่หากรักษากันได้ ก็จงมอบลมหายใจแก่มัน อย่างไรในตัวมันก็มีเลือดกูผสมอยู่กึ่งหนึ่ง”
พระองค์สั่งเสียทุกอย่างจบ ก็ค่อย ๆ สิ้นใจตามบุตรชายคนโตไป ทิ้งให้สุวรรณโคมคำระงมไปด้วยเสียงกลองอืดแลเสียงปี่ ที่เป่าขับกล่อมดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองสู่แดนแถน ดวงไฟริมสายน้ำของยังคงสว่างภายใต้โคมทอง แม้นสิ้นเจ้ามหาชีวิตฝนแสนห่า แต่นับจากนี้สุวรรณโคมคำก็ยังมีขุนหลวงพระองค์ใหม่ เจ้ามหาชีวิตอินทร์ถวายที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนผู้ล่วงลับ
เมื่อต้องสูญเสียทั้งพระสวามีและโอรสผู้ซึ่งเป็นความหวัง แม่เจ้าพญาดวงทิพย์ก็ทรงมองเห็นซึ่งความเป็นอนิจจังของโลกอย่างถึงที่สุด ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของชาวเมือง แลการเตรียมการงานอันที่ยิ่งใหญ่ พระนางกลับเลือกทางที่สงบเงียบที่สุดให้แก่ดวงพระวิญญาณที่เหลืออยู่ของตน
พระนางทรงปลดรัดเกล้า ปลดสังวาลย์เครื่องยศทั้งหลาย แล้วห่มกายด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์
"ในยามที่บ้านเมืองมีศึก กูดูแลหอคำหลวงมาตลอด บัดนี้แผ่นดินสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ไปพร้อมกันถึงสองพระองค์ กูจักขอใช้ลมหายใจที่เหลือ สวดมนต์ภาวนาอุทิศบุญ ส่งทางให้เจ้าพี่และเจ้าคำหลวง...อินทร์ถวาย เจ้าจงไปปกครองแผ่นดินแทนพี่ชายและพ่อท่านเถิด เจ้าใหญ่แล้ว อันความดื้อรั้นมุทะลุดุดันใจร้อนวู่วาม ขอให้จงลดแลวางมันเสีย เป็นเจ้าชีวิตต้องรู้ทั้งเดชแลคุณ ที่ผ่านมาการปกครองเจ้าทำได้ดี แม่มิห่วง จักห่วงก็แต่เรื่องนี้เท่านั้น แต่เอาเถิด บัดนี้เราต่างมองเห็นชีวิต เจ้าเองก็คงคิดได้ มิต้องมีแม่ให้คอยพร่ำสอนอีกแล้วหนา"
แม่พญาดวงทิพย์เสด็จออกจากหอคำหลวง มุ่งสู่เขตเขาสูงใหญ่อารามหลวง ทิ้งเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้งและความโศกเศร้า ไว้ให้แก่ลูกชายได้เผชิญมันต่อไป...
[21] ตุงสามหาง หรือตุงสามสาย มีอีกชื่อเรียกว่า ตุงฮูปคน หรือ ตุงผีต๋าย เป็นตุงแบบที่ใช้สำหรับงานอวมงคลเท่านั้น เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยตุงประกอบด้วย 3. ส่วน คือ 1. ส่วนหัว 2. ส่วนตัว ทำเหมือนแขนคน และ 3. ส่วนหาง ทำเป็นสามชาย
รูปแบบที่พบในปัจจุบัน มีทั้งแบบที่ทำเป็นเค้าโครงรูปร่างคนอย่างชัดเจน แบบที่ทำเป็นรูปเทพนมหรือเทวดา หรือแบบที่ทำเป็นรูปเจดีย์และมีรูปโกศอยู่ภายใน โดยทุกแบบจะมีชาย 3 หางห้อยลงมา
วัสดุที่ใช้ทำจากผ้าหรือกระดาษสา ตกแต่งด้วยกระดาษเงินหรือกระดาษทอง เป็นลวดลายต่าง ๆ สำหรับของพระภิกษุสงฆ์ ตัวตุงจะใช้ผ้าสีเหลือง หรือผ้าสบงผืนใหม่
ในอดีตช่างจะทำตุงสามหางต่อเมื่อมีคนตายแล้วเท่านั้น ไม่มีการทำเตรียมไว้ล่วงหน้า และจะทำรูปลักษณ์ของตุงตามลักษณะของผู้ตาย เช่น ผอม อ้วน สูง เตี้ย เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้คนที่มางานศพทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตาย แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำในลักษณะนี้แล้ว ใช้วิธีการเขียนแทน โดยเขียนระบุบอกชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิดและเสียชีวิตไว้บนตุง
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH