ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว
แบกีซองหัวหน้าทีมขายสองที่อยู่ในสภาพวิกฤต ในที่สุดก็ะเิออกมา
“คอนเฟิร์มแบบนี้ไปได้ยังไงเนี่ย โธ่เอ๊ย! ผู้ช่วยผู้จัดการพัคมานี่สิ! ฉันบอกว่าไงบอกว่าให้ติดตามงานให้ดีใช่ไหม!!!”
เสียงดังลั่นออกมาจากฝั่งทีมขายสองปกติผู้ช่วยผู้จัดการพัคดงจินก็เป็คนอารมณ์รุนแรงอยู่แล้วพอเพิ่มเสียงของหัวหน้าทีมเข้าไปเลยยิ่งทำให้ออฟฟิศะเืเลือนลั่นเต็มไปด้วยคำด่ามั่วไปหมด
ทุกคนลุกขึ้นมองทีมขายสองจนไม่ได้สนใจทำอย่างอื่น
“เป็ไรกัน”
ผู้จัดการพโยอิลซูมองไปทางทีมขายสองด้วยสายตาเป็กังวลพร้อมถามผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮัก
“เห็นว่าเกิดปัญหา ดูท่าแล้วน่าจะแก้ไม่ได้นะครับ”
“เื่อะไร”
“ทางผู้ส่งที่ฟิลิปปินส์เลื่อนวันส่งสินค้าเร็วขึ้นน่ะครับและพนักงานใหม่ก็คอนเฟิร์มไปโดยไม่ได้เช็กน่ะครับ”
“คุยไม่ได้เลยเหรอ”
“ถ้าบ้านรวยหน่อยก็พอจะแก้ไขปัญหาเงียบ ๆ ได้อยู่”
“โอ้โฮ ค่าเรือเท่าไหร่ล่ะน่ะ แร่นิกเกิลด้วยถ้าจัดการผิดพลาดขึ้นมาแล้วเป็เื่ใหญ่ได้เลยนะ”
“อย่างตํ่าก็หลายร้อยล้านเลยครับ”
“ก็น่าประสาทเสียอยู่”
ผู้จัดการพโยอิลซูเดาะปากแล้วส่งสายตาเวทนาไปทางจางยูมีที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้างุด
จากนั้นก็หันไปมองคิมชอลซูที่กำลังเคลียร์บิลค่าใช้จ่ายอยู่แล้วพูดขึ้น
“ชอลซู อย่าให้เป็แบบนั้นนะ”
“ครับ ผู้จัดการพโย”
“ไม่ต้องเป็ห่วงครับ ผู้จัดการพโย ผมจับตามองอยู่ครับ”
“ดีมาก จุนฮักของฉัน”
ในขณะที่คนอื่นๆ ในทีมเลิกงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เมื่อจัดการงานที่เหลือจนเสร็จคิมชอลซูก็ลุกขึ้น ปิดไฟและเดินออกจากออฟฟิศ ตอนที่กำลังจะเข้าไปในห้องถ่ายเอกสารเพื่อเอาเอกสารที่สั่งพรินต์ไว้หางตาข้างหนึ่งก็เหลือบเห็นจางยูมีที่กำลังปาดนํ้าตาอยู่
แม้เครื่องสำอางจะเลอะหน้าทำให้ดูแปลกไปนิดหน่อยแต่ความสวยก็ยังคงอยู่
เมื่อจางยูมีเห็นคิมชอลซูเดินเข้ามาก็รีบลุกขึ้นหมุนตัวหนี
“เป็ไรไหมครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ”
จางยูมีคงไม่อยากให้เห็นว่าตัวเองร้องไห้ถึงได้ตอบโดยไม่หันมามอง
คิมชอลซูเก็บเอกสารที่พรินต์ไว้แล้วถามเธอเสียงเบา
“ถ้าอยากตากลมก็ขึ้นมาบนสวนลอยฟ้านะครับ”
คิมชอลซูพูดอย่างนั้นแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปยังสวนลอยฟ้าเขากดนํ้าอัดลมจากเครื่องขายนํ้าอัตโนมัติออกมาสองกระป๋องแล้วนั่งลงที่เก้าอี้เหม่อมองท้องฟ้าอาจมองไม่เห็นดวงดาวมากมายเหมือนต่างจังหวัดแต่พระจันทร์ข้างขึ้นก็กำลังเผยตัวอย่างงดงาม
ไม่กี่นาทีต่อมาจางยูมีก็ขึ้นมาที่สวนลอยฟ้าด้วยสภาพสะอาดสะอ้านเรียบร้อย
“นํ้าอัดลมไหมครับ”
จางยูมีพยักหน้ารับพร้อมนั่งลงข้างๆ คิมชอลซูที่ยื่นเครื่องดื่มให้
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ที่ผมซื้อให้เพราะรู้สึกขอบคุณน่ะครับ”
จางยูมีเบิกตากว้างจ้องมองคิมชอลซูเพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่มีเื่อะไรให้คิมชอลซูขอบคุณตัวเธอเลย
อะไรกันเื่อะไร
จังหวะที่สายตาเจือความสงสัยและความรู้สึกแปลกๆ สบกับสายตาของคิมชอลซู จางยูมีจึงสะดุ้งใก่อนเสไปมองท้องฟ้า
“ที่เก็บความลับให้ผมไงครับ”
คิมชอลซูมองจางยูมีที่ทำตัวไม่ถูกพลางพูด
ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะ
จางยูมีพยักหน้ารับเธอไม่ได้บอกใครเลยว่าภาษารัสเซียของคิมชอลซูยอดเยี่ยมมากด้วยความที่ไม่ชอบพูดเื่ของคนอื่นเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้เธอเป็คนเก็บความลับได้เก่งทีเดียว
“ฮ่า ๆ อะไรกันคะ”
คิมชอลซูเคยเจอกับจางยูมีมาแล้วในอดีตก็เลยรู้ดีว่าเธอเป็คนเก็บความลับเก่งขนาดไหน แถมยังเป็คนรักษาสัญญาต่อให้เป็สถานการณ์ที่ทำให้ตัวเองเสียหายก็ตาม
ถ้าให้เลือกเพื่อนร่วมรุ่นหนึ่งคนที่จะจับมือไปด้วยกันก็ต้องเป็จางยูมีแน่นอน
ทั้งสองคนเปิดฝาเครื่องดื่มพลางมองขึ้นบนท้องฟ้าไปทางเดียวกันจางยูมีที่ดื่มนํ้าอัดลมด้วยความกระหาย ก็เผลอเรอออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนต้องรีบเอามือปิดปากท่าทีนั้นทำให้คิมชอลซูยิ้มออกมา
แต่เมื่อเริ่มเรอออกมาแล้วครั้งหนึ่งก็ยากที่จะหยุดได้
“เอิ๊ก...อึก”
เมื่อเห็นคิมชอลซูขำคิกคักจางยูมีจึงรีบลุกไปที่กำแพง และพยายามเรอออกมาให้หมด
โอ๊ย!น่าอายจริง ๆ
จางยูมีหน้าแดงขณะที่เดินกลับมาส่วนคิมชอลซูใช้มือบี้กระป๋องที่ดื่มหมดแล้ว
“ไม่ต้องเสียใจไปหรอกครับ”
จางยูมีถอนหายใจยาวพลางส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนพูดออกมา
“ไม่ได้เสียใจหรอกค่ะ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเพราะหัวหน้าบอกว่าให้ฉันแก้ปัญหาเองวันนี้ก็เลยวุ่นวายทั้งโทรศัพท์ทั้งส่งอีเมลตลอดทั้งวันจนทางโน้นเลิกงานขนาดบอกว่าเป็ความผิดของทางนี้ เดี๋ยวคราวหน้าจะลดราคาให้ ก็ยังไม่ได้ผลอีก”
จางยูมีดึงผมยาวประบ่าของเธอขณะพูดไปด้วย
“ก่อนมาทำงานที่นี่ไม่เคยทำพลาดมาก่อน เลยรู้สึกแย่น่ะค่ะ”
คิมชอลซูตั้งใจฟังเธอระบายความในใจอยู่เงียบๆ เมื่อได้พูดสิ่งที่อัดอั้นออกมา จางยูมีก็รู้สึกโล่งขึ้นทันที
“ขอบคุณนะคะ”
“อะไรกันครับ คุณยูมีตั้งใจทำงานขนาดนี้บางทีคนที่อยู่บนฟ้าอาจตั้งใจฟังแล้วช่วยให้สำเร็จก็ได้นะครับ”
“พระเ้า พระเยซู พระพุทธเ้า พระอัลลอฮ์ ไม่ว่าท่านไหนก็ได้ทั้งนั้นช่วยให้สถานการณ์คราวนี้แก้ไขได้ด้วยเถอะนะคะ ได้โปรดค่ะ!”
จางยูมีมองท้องฟ้าพร้อมวิงวอนอธิษฐาน
“อีกสองวันทุกอย่างจะต้องคลี่คลายแน่ครับ”
จางยูมีเอียงศีรษะสงสัยไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่วันไหนสักวันหนึ่ง แต่เป็สองวันหลังจากนี้
“อีกสองวันเหรอคะ เฮ้อ...ขอแค่แก้ไขได้ก่อนเดือนมิถุนายนก็พอค่ะ!”
“จะเสียใจหรือกังวลใจไปก็ไม่ช่วยอะไรอยู่แล้วนี่ครับ เดี๋ยวก็แก้ไขได้ครับสู้ ๆ นะครับ”
เมื่อเห็นคิมชอลซูลุกขึ้นจางยูมีก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย เพราะเธออยากคุยกับเขาต่ออีกนิด
“จะกลับแล้วเหรอคะ”
“ครับ”
“ไม่ไปรวมตัวเพื่อนร่วมรุ่นเหรอคะ”
“ไม่ค่อยอยากน่ะครับ”
“ทำไมล่ะคะ”
“จะว่ายังไงดีล่ะครับ”
คิมชอลซูลุกขึ้นแล้วเอียงตัวพิงรั้วดาดฟ้าเขากวาดสายตามองแสงนีออนใจกลางกรุงโซลที่สว่างไสวไปตามถนนยามคํ่าคืน
“เรามาบริษัทเพื่อทำงาน ไม่ได้มาเพื่อสนิทกับใครใช่ไหมล่ะครับ”
“โห คุณชอลซูเป็คนเ็าจริง ๆ เลยนะคะแต่ถึงอย่างนั้นถ้าอยากได้ความสบายใจ เพื่อนร่วมงานก็ดีที่สุดไม่ใช่เหรอคะ”
“เพื่อนร่วมงานดีที่สุดก็จริงแต่ขอเพื่อนร่วมงานที่เก็บความลับเก่งสักคนก็เพียงพอแล้วครับ”
จางยูมีเริ่มอารมณ์ดีขึ้นพอรู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นหมายถึงตัวเอง
คิมชอลซูยืดตัวตรงแล้วหันกลับมา
“เอาละ งั้นก็สู้ ๆ นะครับ ผมต้องไปแล้วละครับ”
“ค่ะ อ่า งั้นกลับพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะเพราะเลิกงานแล้วอยู่ที่ออฟฟิศไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดีน่ะค่ะ”
“แล้วงานรวมตัวเพื่อนร่วมรุ่นล่ะครับ”
“วันนี้รู้สึกไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวผมไปรอที่ชั้นหนึ่งแล้วกันนะครับ”
“ค่ะ”
หลังจบการนำเสนอ ฮวังแดฮุนก็ไปตามแก้เื่ราวกับพวกเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆจนในที่สุดก็สามารถเข้าร่วมงานรวมตัวเพื่อนร่วมรุ่นได้
เขาแก้ตัวไปว่าแค่ทำหัวข้อเดียวกันพร้อมกันและคิมชอลซูก็เป็คนยอมหลีกทางให้เอง
เพื่อนคนอื่นรู้ว่าตั้งป้อมขัดแย้งกับฮวังแดฮุนที่เข้าตาประธานใหญ่ไปก็มีแต่เสียกับเสียจึงไม่ผลักไสฮวังแดฮุนอีกต่อไป แถมเขายังเป็พนักงานฝ่ายบุคคลอีก
พวกเขาสั่งไก่ทอดที่ร้านเบียร์สดใกล้ๆ แล้วดื่มทั้งโซจูและเบียร์กันอย่างเต็มคราบจนเดินเซไปเซมาตั้งตัวตรงไม่ได้
“โห คุณยูมีจะทำยังไงล่ะเนี่ย สร้างปัญหาซะแล้ว ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวก็ลาออกนะ”
“โอ๊ย ไม่หรอก ฉันอยู่กลุ่มเดียวกับคุณยูมีตอนฝึกอบรมเธอเป็คนดื้อดึงไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เดี๋ยวก็หาทางแก้ไขจนได้”
“จะว่าไป พอไม่มีคุณยูมีแล้วบรรยากาศก็อึมครึมเนาะ”
“มีแต่พวกผู้ชายก็งี้แหละ”
“รอบสองไปต่อที่ไหนกันดี”
ระหว่างที่เดินคุยกันเสียงดังอยู่นั้นหนึ่งในพวกเขาก็ชี้ไปยังที่แห่งหนึ่งพร้อมกับพูดขึ้น
“นั่นคุณยูมีไม่ใช่เหรอ”
คำว่าคุณยูมีทำให้สายตาของผู้ชายทั้งเก้าคนมองไปยังทิศทางเดียวกัน
“เอ๊ะ อยู่กับใครน่ะ”
“คิมชอลซู...เหรอ”
“เออ คิมชอลซูว่ะ”
“อะไรเนี่ย สองคนนั้นทำไมอยู่ด้วยกันไม่ยอมมางานรวมตัวเพื่อนร่วมรุ่นล่ะ”
ใครบางคนเอ่ยออกมาด้วยเสียงโอดครวญ
“คงคบกันละมั้ง”
ใครบางคนใ
“ไม่ได้! ฉันจองแล้วนะโว้ย!”
ฮวังแดฮุนััได้ถึงความโกรธและริษยาอย่างหนักจากนํ้าเสียงของเพื่อนร่วมรุ่นจึงทำเป็พูด
“โอ้โฮ ทั้งถูกใจประธานใหญ่ ทั้งได้คบคนสวยที่สุดในบริษัท ชีวิตดีสุด ๆเลยไม่ใช่เหรอ”
เมื่อนั้นสายตาของเพื่อนๆ ร่วมรุ่นก็พลันเปลี่ยนไป
“โธ่เอ๊ย! ไอ้เด็กบ้านนอก ทำเป็อวดเก่ง!”
แม้พนักงานใหม่รุ่นยี่สิบเอ็ดจะไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทุกคนแต่พวกคนที่ถูกส่งมายังสำนักงานใหญ่ต่างก็มาจากมหาวิทยาลัยที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ยกเว้นคิมชอลซูคนเดียว
ฮวังแดฮุนมองเพื่อนร่วมรุ่นที่พ่นคำด่าเหมือนสาปแช่งใส่คิมชอลซูแล้วคิด
ความอิจฉานี่เป็ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์จริงๆ สินะ
แล้วนึกถึงคำพูดของผู้อำนวยการพัคจุนฮยอง
“ข่าวลือไงครับ เป็วิธีการที่หาคนรับผิดชอบไม่ได้ การพิสูจน์ความจริงเื่ที่เข้าใจผิดแล้วก็ยิ่งยากครับคนเราอยากขัดขาคนอื่นเป็ธรรมดาอยู่แล้วครับ นี่เป็วิธีการที่ใช้ได้เลยทีเดียวนะครับถ้ารู้จักใช้ให้เป็”
“นี่ ๆ เดี๋ยวฉันเลี้ยงรอบสองเอง”
ฮวังแดฮุนหันหลังไปแล้วะโบอกเพื่อนๆ เสียงดัง
“กลับดี ๆ นะครับ”
“ค่ะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”
จางยูมีขึ้นรถเมล์ไปก่อนแล้วขณะที่คิมชอลซูกำลังรอรถ เขาก็ได้ยินเสียงเครื่องทำข้าวพองดังมาจากที่ใกล้ ๆและเมื่อได้ยินเสียง ‘ปัง’ คิมชอลซูก็ลุกขึ้นทันที
ที่นี่ก็มีข้าวพองเหรอ
เป็เสียงที่เขาได้ยินบ่อยๆ สมัยอยู่ชุมชนแออัดตอนเด็ก ๆ
คิมชอลซูเดินตามเสียงไปจนถึงตลาดเก่าใกล้ ๆ นั้นเขาเห็นคนแก่กำลังเปิดเครื่องทำข้าวพองอย่างช้า ๆด้านข้างมีผู้คนนำข้าวสาร ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพดและถั่วจากบ้านมาใส่ถังเปล่าที่เรียกว่าถังข้าวจากนั้นก็ยืนดูการทำงานของเครื่องทำข้าวพองกัน
ส่วนใหญ่เป็วัยกลางคนซึ่งทุกคนสวมหน้ากากฮาฮเวทัล[1] เหมือนเป็การย้อนนึกถึงอดีตที่อยู่ในความทรงจำ
คิมชอลซูหยิบกล้องถ่ายรูปขนาดพกพาในกระเป๋าออกมาถ่ายวิดีโอการทำข้าวพอง
ถึงเสียงจะไม่ได้ดังจนหมู่บ้านะเิแต่ควันสีขาวที่พุ่งออกมาจากฝาที่เปิดไว้จนทำให้ผมของคนแก่ที่เหลือไม่เท่าไรปลิวสะบัดไปข้างหลังแบบนั้นก็พอจะเดาได้ว่าแรงดันนั้นมากขนาดไหน
กลิ่นหอมหวานชวนกินลอยมาในอากาศพวกเด็ก ๆ จับมือแม่มาดูขนมข้าวพองที่อยู่เต็มถุงอย่างทึ่ง ๆ
คิมชอลซูบันทึกภาพพวกนั้นไว้จนหมดแล้วมองเครื่องทำข้าวพองเงียบ ๆ
‘เครื่องคาด็อก PR-1’
แม้ป้ายรายละเอียดจะเก่าจนจางแล้วแต่ชื่อยี่ห้อขนาดใหญ่ที่ถูกสลักไว้ยังคงอยู่เหมือนเดิม
คิมชอลซูถ่ายไว้ถึงแค่ตรงนั้นแล้วเบนสายตาไปมองข้าวโพดพองที่ถูกทำออกมาเป็สินค้า
“อันนี้เท่าไหร่ครับ”
คิมชอลซูซื้อข้าวโพดพองที่ทำโชว์มาจนเกลี้ยงถือกลับบ้านเต็มสองมือ
“นี่มันข้าวโพดพองใครเนี่ย...”
ยุนจินซุกออกมารับคิมชอลซูที่เพิ่งกลับบ้านตอนสี่ทุ่มและรับถุงสีดำขนาดใหญ่มาจากคิมชอลซู เธอคิดว่าจะหนักแต่กลับเบาหวิวพอดูแล้วจึงเห็นว่าเป็ข้าวโพดพอง
“ทำไม ไปทำงานต่างประเทศแล้วจะเอาไปกินด้วยหรือไง”
คิมชอลซูยิ้มเผล่ให้แม่
เพราะอาหารแอฟริกาคล้ายคลึงกับอาหารเกาหลีอย่างคาดไม่ถึงจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องลำบากเื่ของอาหารการกิน
“ถุงหนึ่งเอาไว้กินที่บ้าน อีกถุงหนึ่งจะเอาไปด้วยตอนไปทำงานต่างประเทศ”
“ใหญ่ขนาดนี้จะเอาไปทำไมเนี่ย”
เหมือนคำพูดที่ว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นแทนที่จะให้จินตนาการรสชาติในหัว เอาไปให้ชิมเองเป็วิธีที่ดีกว่า
“มีเหตุให้ใช้น่ะครับ คุณแม่”
“ไอ้เ้านี่ ทำไมอยู่ดี ๆ ก็มาทำตัวเป็ผู้ใหญ่งี้ล่ะ ไปอาบนํ้าไปเดี๋ยวปอกแคนตาลูปให้กิน”
“ครับ”
สองวันต่อมา วันพฤหัสบดี
มีเสียงะโดังลั่นมาจากทีมขายสองที่ก่อนหน้านี้สงบนิ่งราวกับคืนก่อนพายุเข้าเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของจางยูมี
“ไชโย!”
[1] หน้ากากโบราณของเกาหลี ใช้ในการแสดงพื้นบ้านโบราณของเกาหลีมีจุดเด่นที่การแกะสลักและการวาดใบหน้าที่มีอารมณ์หลากหลาย