วันนี้จะเป็วันที่สองสามีภรรยาเข้าไปในเมือง เพื่อเสนอขายผักดองให้กับหลงจู๊ในเมือง เดิมทีจะขายที่ตลาดก็ทำได้แต่เซี่ยซูมี่ไม่อยากจะเสียเวลา เพราะเป็แม่ค้าคนกลางจึงอยากจะระบายสินค้าจำนวนมาก ๆ ทีเดียวไปเลยดีกว่า ต้นทุนผักดองไม่มีอะไรมาก ซื้อไหมาในราคา 5 อีแปะ ส่วนเครื่องปรุงเซี่ยซูมี่เอาออกมาจากในมิติ ซึ่งทำให้มั่นใจในเื่ของรสชาติมากยิ่งขึ้น ว่าไม่มีใครทำได้เหมือนอย่างแน่นอน และสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกโชคดีคือ ของที่เอาออกมาจากในมิติเมื่อเวลาผ่านไป 1 วันของเ่าั้ก็จะกลับมาเท่าเดิม
“มีสิ่งใดที่ต้องเอาไปอีกหรือไม่” ซ่งเวยหลงเอ่ยถามภรรยา เขาขนไหผักดองขึ้นเกวียนไปทั้งหมด 20 ไห นอกจากนั้นยังมีขาหมูป่าอีก 4 ขา รวมไปถึงเนื้อสามชั้นอีกราวๆ 50 ชั่ง ซึ่งสีสันของมันดูน่ากินมาก
“ไม่มีแล้วเ้าค่ะ ของที่เหลือพวกนั้นข้าจะเก็บเอาไว้กิน่ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้” เซี่ยซูมี่แบ่งอาหารสำหรับเก็บไว้กินใน่ฤดูหนาวเรียบร้อย ที่ขนของไปขายในวันนี้ก็เพื่อที่จะเตรียมซื้อข้าวสาร รวมถึงแป้ง กักตุนไว้กินหน้าหนาว จะได้ไม่ต้องลำบากฝ่าหิมะเข้าเมือง ่ฤดูหนาวเป็่จำศีล หากไม่จำเป็ก็ไม่ค่อยมีใครออกจากบ้าน
“ถ้าเช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถอะ” ซ่งเวยหลงช่วยภรรยาขึ้นไปนั่งบนเกวียน จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าไปในเมือง
“พี่เวยหลงรอด้วยเ้าค่ะ รอพวกข้าด้วย” ซ่งเวยหลงที่กำลังบังคับเกวียนให้เดินตามทางได้ยินเสียงคนเรียกจึงหยุดเกวียนแล้วหันไปมองตามเสียง
“มีเื่อันใดหรือ?” ซ่งเวยหลงเอ่ยถามหญิงที่กำลังยืนหอบอยู่ข้างๆ เกวียน
“พวกท่านกำลังจะเข้าไปในเมืองใช่หรือไม่เ้าคะ ข้าอยากจะขอติดเกวียนท่านไปลงในเมืองหน่อยเ้าค่ะ” คนที่ะโและวิ่งตามเกวียนก็คือเจียงรั่วซีนั่นเอง นางกำลังจะเข้าเมือง เพื่อเตรียมซื้อข้าวของสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง เพราะหากว่าซื้อช้ากว่านี้เถ้าแก่ตามร้านต่าง ๆ น่าจะขึ้นราคาเหมือนทุกๆ ปี
“อาจื่อเล่าไม่ได้ไปด้วยกันหรอกหรือ” ซ่งเวยหลงแปลกใจ เพราะหากจะเข้าไปในเมืองอาจื่อไม่น่าจะปล่อยให้ภรรยาไปคนเดียว เป็หญิงไม่มีใครเดินเข้าเมืองเพียงลำพังเป็แน่
“อะเอ่อ ถ้าเช่นนั้นท่านรอข้าสักเดี๋ยวได้หรือไม่เ้าคะ ข้าจะไปตามอาจื่อก่อน พอดีว่าเขากำลังไปขอยืมเกวียนของท่านผู้นำ” เจียงรั่วซีลืมสามีของตนไปเสียสนิท คิดเพียงว่าต้องวิ่งตามเกวียนของซ่งเวยหลงให้ทัน
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบไปเถอะ” ซ่งเวยหลงถอนหายใจปนหงุดหงิดนิดหน่อย เนื่องจากว่าเสียเวลาคุยกับภรรยาของสหายแต่กลับไม่ได้เื่อะไรเลย อีกอย่างก็เกรงว่าหากเดินทางสายกว่านี้ภรรยาตัวน้อยของตนจะร้อนเอาได้
“พิลึกคน” เซี่ยซูมี่ได้แต่บ่นพึมพำคนเดียว พร้อมทั้งคิดในใจว่านางคงไม่เห็นสามีคนอื่นแล้ววิ่งมาจนลืมสามีตัวเองหรอกนะ เพราะหากว่าเป็เช่นนั้นก็รู้สึกสงสารอาจื่อจับใจที่มีคนรักเช่นนี้
รอเพียงไม่นานเจียงรั่วซีก็ลากแขนอาจื่อมาทางเกวียนที่ซ่งเวยหลงหยุดรออยู่ สีหน้าอาจื่อบ่งบอกได้ชัดเจนว่าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ เพราะเขาเดินเกือบจะถึงบ้านของท่านผู้นำแล้ว แต่ภรรยากลับรีบดึงแขนกลับมาทางเดิม บอกว่าไม่ต้องไปเช่าเกวียนแล้ว เพราะพรานซ่งกำลังจะเข้าในเมืองพอดี
“ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกท่านเสียเวลา” เจียงรั่วซีพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ ด้วยนางกลัวว่าซ่งเวยหลงจะไม่รอจึงต้องรีบวิ่งไปตามสามี อีกทั้งยังใช้แรงลากสามีให้รีบเดิน
“ขึ้นมาเถอะ” ซ่งเวยหลงไม่ได้พูดอะไรมาก บอกเพียงให้สองผัวเมียขึ้นมานั่ง แม้ว่าของจะมีมากแต่เพราะวัวของพวกเขาตัวใหญ่แรงเยอะจึงไม่เป็ปัญหาอะไร อีกทั้งนี่ยังเป็งานแรกที่พวกมันได้แสดงฝีมือให้กับเ้านายได้เห็นว่าคิดถูกแล้วที่เลือกพวกมันทั้งสองตัว
“สวัสดีขอรับอาซ้อ ข้าไม่รู้มาก่อนว่าพวกท่านจะเข้าไปในเมือง” อาจื่อพูดทักทายหลังจากที่ขึ้นมาบนเกวียน และนั่งข้างๆ คนบังคับเกวียนอย่างซ่งเวยหลง
“จะเอาผักดองไปขายให้หลงจู๊น่ะ” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น
“ผักดองเนี่ยน่ะหรือเ้าคะ บ้านไหนก็ทำผักดองกินเองทั้งนั้นแหละเ้าค่ะ ถ้าให้ข้าเดาคงเป็ความคิดของน้องซูมี่อีกตามเคยสินะเ้าคะ” เจียงรั่วซีนึกขำกับความคิดแปลกประหลาดของหญิงผู้นี้ วันก่อนนางไม่ทันได้สังเกตหน้าตาสักเท่าไหร่ แต่วันนี้ได้มานั่งบนเกวียนเดียวกันทำให้มองเห็นใบหน้าได้ชัดขึ้น
เจียงรั่วซีรู้สึกว่าเซี่ยซูมี่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนพอสมควร ผิวพรรณดูผ่องใสขึ้น ใบหน้าอิ่มเอมไม่ซูบผอมเหมือนเมื่อก่อน ที่ผิวแห้งกร้านใบหน้าตอบราวคนป่วย วันนี้นางมีใบหน้าขาวใสเรียบเนียนคล้ายคนสุขภาพดี อีกทั้งรูปร่างก็ยังสมส่วนไม่ได้ซูบผอมอีกต่อไป โดยรวมแล้วคือเป็หญิงงามคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
กล่าวถึงเซี่ยซือมั่นพี่สาวของเซี่ยซูมี่เองก็หน้าตาดี จะเรียกว่างามล่มเมืองก็คงจะไม่ผิด แต่ติดตรงที่นางมีจิตใจที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว รักสวยรักงาม เดิมทีเซี่ยซือมั่นก็จะตกลงปลงใจแต่งงานกับซ่งเวยหลง แต่เป็เพราะฟังคำยุแยงของเจียงรั่วซีมากเกินไป ทำให้นางเปลี่ยนใจ ยอมถูกขายเพื่อไปเป็ทาสรับใช้ให้กับบ้านเศรษฐี ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งอาจจะถูกแต่งเข้าไปเป็อนุของท่านเศรษฐี
“ท่านพี่รั่วซีเข้าใจถูกแล้วล่ะเ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่เห็นว่าทำผักดองขายมันจะน่าขันตรงไหนเลยนี่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่มองหน้าเจียงรั่วซีอย่างไร้เดียงสา
“ก็จะไม่ให้ขันได้อย่างไรเล่าจ๊ะ โรงเตี๊ยมของหลงจู๊ที่พี่เว่ยหลงทำการค้าเป็ประจำ เป็โรงเตี๊ยมชื่อดังของเมืองนี้ เขาคงไม่เอาผักดองจากสาวบ้านป่าเช่นเ้ามาทำให้โรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งเสียชื่อเสียงหรอกจ้ะ” เจียงรั่วซีเผลอพูดความคิดของตัวเองออกไป แต่ในเมื่อมันเป็เื่จริงก็สมควรที่จะเตือนสติซ่งเวยหลง ไม่ให้เขาตามใจภรรยามากจนเกินไป อาจจะทำให้ซ่งเวยหลงเสียชื่อเสียงตามไปด้วย
“ถ้าเช่นนั้นก็มาดูกันเ้าค่ะ ว่าผักดองของสาวบ้านป่าเช่นข้าจะขายได้หรือไม่” เซี่ยซูมี่ไม่คิดที่จะอวดฝีมือหรือความอร่อยของผักดองตัวเอง สู้เก็บแรงไว้ไปเสนอขายหลงจู๊คนที่มีกำลังซื้อเสียดีกว่า พูดกับคนที่อยู่ในกะลาพูดเช่นไรก็คงจะไม่รู้เื่
สองสาวต่างไม่มีใครยอมใคร ใช้สายตาฟาดฟันกัน มีเพียงชายหนุ่มสองคนที่บังคับเกวียนเท่านั้น ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซ่งเวยหลงตั้งหน้าตั้งตาบังคับเกวียนเพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็ว เพราะเวลาเช้าหลงจู๊มักจะลงมาเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเอง
เมื่อถึงทางเข้าอาจื่อรับอาสาเป็คนไปจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าไปยังตัวเมือง ซึ่งต้องบอกว่าเหล่าทหารเองก็คุ้นหน้าคุ้นตาอาจื่อเป็อย่างดีอยู่แล้ว จึงทำให้การผ่านเข้าไปในเมืองนั้นทำได้โดยง่าย
“ข้ากับฮูหยินขอลงตรงนี้แล้วกัน ขอบใจพวกท่านมากที่มีน้ำใจให้นั่งเกวียนมาด้วย” เมื่อเข้ามาภายในตัวเมือง อาจื่อจึงขอลงกลางทางแยก เพราะตนและภรรยาจำเป็ต้องเดินซื้อของอีกหลายอย่างเพื่อเตรียมตัวสำหรับฤดูหนาว
“ได้อย่างไรกันล่ะเ้าคะท่านพี่ ข้าบอกกับน้องซูมี่แล้วว่าจะไปเป็เพื่อนนางเพื่อขายผักดอง” เจียงรั่วซีไม่ทางพลาดที่จะเห็นเซี่ยซูมี่ถูกหลงจู๊ด่าเด็ดขาด
“ใช่เ้าค่ะ พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไปดูข้าขายผัดดองบ้านป่า” เซี่ยซูมี่เองก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธ ้าทำให้หญิงบ้านป่าตรงหน้าได้เห็นว่าความสามารถของตนนั้นมีมากเพียงใด
“ขึ้นมาเถอะ” เมื่อได้รับคำยืนยันจากภรรยา ซ่งเวยหลงก็เรียกสหายให้ขึ้นมายังเกวียนดังเดิม จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมขึ้นชื่อของเมืองในทันที
เมื่อไปถึงโรงเตี๊ยมก็พบเข้ากับชาวบ้านจำนวนมากที่มายืนต่อคิวรอขายของให้กับหลงจู๊ บางคนก็ขายได้ยิ้มหน้าบานเดินจากไป แต่บางคนก็ก้มหน้าเศร้าเพราะของที่เตรียมมาเสนอขายนั้นทางโรงเตี๊ยมไม่้า หาก้าก็มีเ้าประจำอยู่แล้ว ไม่รับขาจร
“อ้าว อาหลง อาจื่อ วันนี้มีของดีอันใดมาหรือ?” หลงจู๊ทันทีที่เห็นพรานป่าทั้งสองก็ตรงเข้ามาทักทาย พร้อมทั้งทำมือให้ลูกน้องจัดการส่วนที่เหลือต่อไป
“มิได้ขอรับ ข้าเพียงแค่ติดเกวียนท่านพี่ซ่งเข้ามาในเมืองเท่านั้น” อาจื่อปฏิเสธทันควันเพราะเขาไม่ได้นำของอะไรมาขาย
“ข้านำของดีมาเสนอท่านหลงจู๊เ้าค่ะ” เป็เสียงใสๆ เล็กๆ ของเซี่ยซูมี่ที่ตอบกลับหลงจู๊ออกไป จากนั้นนางก็มุดออกมาจากเกวียนโดยมีซ่งเวยหลงช่วยอำนวยความสะดวก
“ไอหยา…ฮูหยินน้อยนี่เอง ถ้าเช่นนั้นเข้าไปคุยข้างในกันเถอะ” หลงจู๊ชื่นชมในความฉลาดของฮูหยินซ่ง จึงทำการต้อนรับเป็อย่างดี
ทางด้านเซี่ยซูมี่ไม่ลืมที่จะบอกสามีให้ยกไห พร้อมทั้งเนื้อตัวอย่างเอาออกมาให้ท่านหลงจู๊ได้ลิ้มลอง ก่อนที่จะทำการซื้อขายแน่นอนว่าจะต้องให้คนซื้อได้ทดลองสินค้าก่อน ซึ่งเื่นี้เซี่ยซูมี่จัดเตรียมมาเรียบร้อยแล้ว
“เชิญนั่ง เด็กๆ เอาน้ำชามาต้อนรับแขกหน่อยเร็ว” หลงจู๊เรียกใช้เด็กๆ ที่อยู่บริเวณใกล้
“ขอบคุณท่านหลงจู๊ขอรับ/เ้าค่ะ” ทั้งสี่คนต่างพูดเป็เสียงเดียวกัน
“ไหนเ้ามีสิ่งใดที่จะมาให้ข้าดูหรือฮูหยินน้อย” หลงจู๊มองตรงไปยังเซี่ยซูมี่ด้วยความคาดหวัง คิดว่าจะต้องมีเนื้อที่หายากมาเสนอขายเหมือนครั้งก่อนอย่างแน่นอน
“มิได้เ้าค่ะ เป็เพียงผักดองบ้านป่า และเนื้อรมควันเท่านั้น แต่ก่อนอื่นข้าอยากจะให้ท่านหลงจู๊เปิดใจลองก่อนเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ไม่รีบร้อน อยากจะให้หลงจู๊เปิดใจกับสินค้าของตัวเองก่อน
“รีบเอามาให้ข้าดู” หลงจู๊มีน้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย ด้วยเดิมทีคาดหวังว่าจะเป็เนื้อชั้นดีแต่กลับเป็เพียงผักดองอย่างนั้นหรือ?
ทางด้านเจียงรั่วซีได้แต่ยิ้มอยู่ในใจ ฟังจากน้ำเสียงหลงจู๊แล้วก็พอจะเดาได้ว่าผิดหวังมากเพียงใด มีเพียงแค่ผักดองกับขาหมูป่ารมควันอย่านั้นหรือ อาหารพื้นบ้านเช่นนี้ชาวบ้านธรรมดาๆ เช่นตนยังทำได้เลย
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รีบจัดจาน นอกจากผักดองและเนื้อชั้นดีรมควันแล้ว นางยังเตรียมข้าวต้มร้อนๆ ใส่กระบอกไว้ไผ่มาด้วย
“เชิญท่านหลงจู๊ลองชิมดูเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ไม่แสดงสีหน้าตื่นตระหนกใออกมา เพราะในโลกที่จากมาก็มักจะเดินทางไปเสนอขายสินค้าด้วยตัวเองอยู่เป็ประจำอยู่แล้ว ที่นี่ไม่ซื้อก็ใช้ว่าจะไม่มีที่อื่นซื้อ ต้องมีที่ไหนสักที่แหละที่มองเห็นถึงรสชาติที่แท้จริงของอาหาร
“ฮูหยินน้อย ข้าคิดว่าท่านต้องล้อข้าเล่นอยู่เป็แน่ อาหารพื้นบ้านเช่นนี้ทางโรงเตี๊ยมเราไม่มีทางที่จะจัดขึ้นโต๊ะให้กับแขกได้ ข้าเกรงว่าวันนี้พวกท่านจะมาเสียเที่ยว” หลงจู๊ไม่เพียงแต่ไม่ปรายตามอง แต่้าที่จะลุกออกจากโต๊ะนี้ให้เร็วที่สุด เสียเวลาของเขามากจริงๆ
“เรียนท่านหลงจู๊ ถ้าเช่นนั้นก็ถือเสียว่าอาหารที่ข้านำมาวันนี้ยังไม่มีวาสนาที่จะได้ขึ้นโต๊ะของทางโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของท่านก็แล้วกัน ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านเสียเวลา”
คงต้องบอกว่าเหนือความคาดหมายของซ่งเวยหลงเป็อย่างมาก เนื่องจากเขาคิดว่าภรรยาจะต้องตื๊อให้หลงจู๊เปลี่ยนใจได้อย่างแน่นอน จึงไม่คิดที่จะพูดสิ่งใดออกมา แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ภรรยาพูดแล้วกลับทำให้เขาเองต้องขมวดคิ้ว
ไม่เว้นแม้กระทั่งเจียงรั่วซีที่กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ เผลอหลุดเสียงหัวเราะออกมา ยังดีที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากเอาไว้ได้ทัน ไม่มีผู้ใดได้เห็นรอยยิ้มสะใจภายใต้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น
“นี่เ้า” เดิมทีหลงจู๊คิดว่าฮูหยินซ่งจะต้องขอร้องตนสักหน่อย และเพื่อเห็นแก่หน้าของพรานซ่งตนก็จะยอมชิมดู เพื่อเป็การไม่ให้เสียมารยาทมากจนเกินไป