หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 6 ปล้นหินวิญญาณ

            หนิงเทียนมองชายชุดขาว ใบหน้าของเขาค่อนข้างหล่อเหลาแต่สายตาน่าจะไม่ค่อยดีนัก ทั้งยังหัวเถิกไปหน่อย

            “เขาคือลั่วไป๋ ขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายทั้งยังปลุกทักษะพิเศษสำเร็จแล้ว” หลินเสี่ยวซินเอ่ยเสียงแผ่ว

            “ขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าอีกแล้วหรือ? ไม่มีผู้ใดต่ำกว่านี้เลยหรือ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเสี่ยวซินก็กลอกตาอย่างไม่พอใจชายผู้นี้โง่หรือถึงถามเช่นนี้ออกมา?

            “ที่แท้ก็แค่คนโง่ผู้หนึ่ง ตลกยิ่งนักพวกเจ้าไปหาคนเช่นนี้มาจากที่ใด?” ลั่วไป๋หัวเราะเยาะความหงุดหงิดในใจของเขามลายหายสิ้น มีผู้ใดอยากเถียงกับคนโง่บ้างเล่า?

            หนิงเทียนไม่พอใจอย่างมากเจ้าหนุ่มหน้าขาวผู้นี้พูดภาษามนุษย์ไม่ได้หรือ? แล้วการแสดงออกของหลินเสี่ยวซินนั้นหมายความว่าอย่างไร?นางไม่เคยเห็นคนหน้าตาดีหรือ?

            “เจ้าโง่ มีเพียงผู้อยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ยอดเขาหมิงเฟิงได้หากผู้มีขอบเขตสูงเข้ามาก็ย่อมพบเพียงความตาย หรือหากขอบเขตต่ำกว่านี้ก็ไม่รอดเช่นกัน”หลินเสี่ยวซินตอบคำถามของหนิงเทียนอย่างอับอาย เขากล้าเข้ามาในที่แห่งนี้โดยที่ไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องสามัญหรือ?

            “เช่นนี้นี่เอง” หนิงเทียนรู้สึกไม่พอใจมากยิ่งขึ้นเขาถูกอาจารย์หลอกอีกแล้ว!

            ขอบเขตรวบรวมที่นางกล่าวถึงแท้จริงก็คือขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าทั้งสิ้นนี่ไม่ใช่การหลอกลวงจริงหรือ?

            นอกจากนี้ขอบเขตรวบรวมขั้นเก้ายังแบ่งออกเป็นสี่ช่วงได้แก่ ช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลาย และช่วงสมบูรณ์ ซึ่งทักษะพิเศษจะตื่นขึ้นในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายเท่านั้น

            ช่วงต้นถึงช่วงกลางเป็นช่วงสะสมพลังวิญญาณส่วนช่วงกลางถึงช่วงปลายเป็นช่วงปลุกทักษะพิเศษ และช่วงปลายถึงช่วงสมบูรณ์จะเป็นการฝึกฝนทักษะและเพิ่มความเชี่ยวชาญ

            ลั่วไป๋อยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายทั้งยังปลุกทักษะได้แล้วดังนั้น เขาจึงแข็งแกร่งกว่าพวกหลินเสี่ยวซินมาก

            เมื่อมองคนทั้งสี่ที่ร้องครวญอยู่บนพื้นหนิงเทียนจึงถามอีกว่า “พวกเจ้าทุกคนอยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงต้นหรือ?”

            “กลุ่มข้ามีขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายสองคนและช่วงกลางสามคนแต่กลุ่มของลั่วไป๋มีขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงสมบูรณ์หนึ่งคน ส่วนอีกสี่คนอยู่ในช่วงปลายดังนั้น...”

            “โอ้!”หนิงเทียนอุทานด้วยความตกใจและกำลังจะถามต่อ แต่ลั่วไป๋ทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว

            “ไปให้พ้นเจ้าพวกโง่! พวกเจ้าไม่ได้ยินหรือ?”

            หลินเสี่ยวซินยิ้มอย่างขมขื่นนางมองสหายทั้งสี่ก่อนจะพูดกับหนิงเทียน “ไปกันเถอะ อย่ายั่วโมโหเขาเลย”

            สีหน้าของหนิงเทียนเริ่มเย็นชาคนผู้นี้กล้าเรียกเขาว่าเจ้าโง่ คิดว่าเขารังแกได้ง่ายหรือ?

            “รากบ่มเพาะแลกหินวิญญาณได้เท่าใด?”หนิงเทียนมองหลินเสี่ยวซินและไม่สนใจลั่วไป๋ราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ

            “นั่นเป็นรากบ่มเพาะระดับสุวรรณขั้นสูงมูลค่าอย่างน้อยก็หินวิญญาณพันก้อน”

            “อะไรนะ? หินวิญญาณพันก้อน!”หนิงเทียนกัดฟันแน่น อาจารย์ช่างเจ้าอุบายยิ่งนักที่ให้เขาเพียงหินวิญญาณสองก้อนนี่มันกลั่นแกล้งกันชัดๆ

            หลินเสี่ยวซินกล่าวต่ออีกว่า“รากบ่มเพาะแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ สวรรค์ ปฐพี นิลกาฬ และสุวรรณ โดยแต่ละระดับจะมีสามขั้นคือ สูง กลาง และต่ำ ราคาท้องตลาดของรากบ่มเพาะระดับสุวรรณขั้นต่ำคือหินวิญญาณสิบก้อนขั้นกลางคือร้อยก้อน และขั้นสูงคือพันก้อน”

            ให้ตายเถอะข้าเกือบถูกหลอกแล้ว

            หนิงเทียนบ่นในใจ ท่านอาจารย์ช่างอำมหิตนัก

            “รากบ่มเพาะระดับนิลกาฬเล่า?”

            “รากบ่มเพาะระดับนิลกาฬค่อนข้างหายากราคาขั้นต่ำคือห้าพันก้อน ขั้นกลางสองหมื่นก้อน และขั้นสูงสามารถแลกหินวิญญาณได้มากกว่าแสนก้อน”

            หนิงเทียนตกตะลึงเมื่อพบว่ารากบ่มเพาะมีมูลค่ามากเพียงใด“ละ...แล้วรากบ่มเพาะระดับปฐพี?”

            “ไม่มีผู้ใดขายรากบ่มเพาะระดับปฐพีหรอกมันไม่ใช่สิ่งที่ผู้อยู่ในขอบเขตรวบรวมจะถือครองได้”

            หินวิญญาณ เป็นทรัพยากรการบำเพ็ญทั่วไปสำหรับผู้บำเพ็ญขอบเขตรวบรวมโดยพลังวิญญาณที่สถิตในหินวิญญาณหนึ่งก้อนมีพลังเทียบเท่าการดูดซับพลังวิญญาณครึ่งเดือน

            กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือหินวิญญาณหนึ่งก้อนมีพลังเท่ากับการฝึกฝนของผู้บำเพ็ญขอบเขตรวบรวมครึ่งเดือนนั่นเอง

            หินวิญญาณจำนวนยี่สิบสี่ก้อนก็เทียบเท่าการบำเพ็ญหนึ่งปีแล้วหินวิญญาณหนึ่งพันก้อนเล่า?

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ดวงตาของหนิงเทียนก็สว่างวาบหากเขาได้รับรากบ่มเพาะระดับสุวรรณขั้นสูง จะไม่เทียบเท่าการบำเพ็ญสี่สิบปีเลยหรือ?

            “ข้าต้องการรากบ่มเพาะชิ้นนี้”

            รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหนิงเทียนเขาได้พบรากบ่มเพาะระดับสุวรรณขั้นสูงทันทีที่ก้าวเข้ามาในภูเขาช่างโชคดีอะไรเช่นนี้

            “เจ้ามีหินวิญญาณบ้างหรือไม่?”

            “เจ้าคิดจะทำอะไร?” หลินเสี่ยวซินถามอย่างระแวดระวัง

            “ข้าแค่อยากเห็นข้าไม่เคยเห็นหินวิญญาณมาก่อน เกรงว่าหากพบในภายหลังแล้วจะไม่รู้จัก”

            หลินเสี่ยวซินตอบอย่างลังเล“ข้ามีหินวิญญาณเพียงก้อนเดียว เจ้าทำได้เพียงมองเท่านั้น ห้าม...อ๊ะ! เอาคืนมานะ!”

            เพียงหลินเสี่ยวซินหยิบหินวิญญาณออกมาหนิงเทียนก็คว้ามันไปก่อนนางจะพูดจบ

            “ที่แท้ก็มีลักษณะเช่นนี้ ช่างเล็กเหลือเกิน”

            หินวิญญาณทั่วไปมีขนาดประมาณหนึ่งนิ้วโป้งรูปร่างกลมรีคล้ายไข่ และแข็งเหมือนหยก

            ดวงตาหนิงเทียนเริ่มเป็นประกายเมื่อเพ่งดูหินวิญญาณเขาก็เห็นพลังวิญญาณที่กระจายอยู่ในหินก้อนนี้ บางส่วนถูกดูดซับไปแล้วซึ่งอาจเป็นหลินเสี่ยวซินที่ดูดซับเข้าไป

            เส้นลมปราณในร่างของเขาเริ่มเคลื่อนไหวและความหิวโหยก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            เมื่อไม่อาจยับยั้งความหิวได้อีกต่อไปเขาจึงคิดในใจว่าขอดูดซับพลังสักหน่อย ทว่าเส้นลมปราณทั้งเก้ากลับสั่นสะเทือนราวมังกรสูบน้ำและพลังวิญญาณในหินก็ลดลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            “วิเศษเหลือเกิน!” หนิงเทียนรู้สึกว่าการบำเพ็ญโดยดูดซับพลังหินวิญญาณรวดเร็วกว่าการบำเพ็ญโดยดูดซับพลังวิญญาณทั่วไปเกือบร้อยเท่า

            หลินเสี่ยวซินเอื้อมมือคว้ามันกลับไปแต่หนิงเทียนก็โยนหินของนางทิ้ง

            “พวกเจ้าสี่คนจงมอบหินวิญญาณทั้งหมดให้ข้า”

            “เจ้าเด็กบ้า เจ้า...โอ๊ะ!เอาคืนมานะ!”

            หนิงเทียนปล้นหินวิญญาณจากสหายของหลินเสี่ยวซินทว่าพวกเขามีคนละหนึ่งก้อนเท่านั้น รวมแล้วก็มีเพียงห้าก้อน ซึ่งทำให้หนิงเทียนค่อนข้างผิดหวัง

            “เจ้าคนหน้าขาว ส่งหินวิญญาณของเจ้ามา”

            “เจ้าโง่! เจ้าอยากตายหรือ?”ลั่วไป๋ออกลูกเตะต่อเนื่อง เขาเหวี่ยงขาทั้งสองข้างไปมาราวกับสายแส้ และไม่สนใจหนิงเทียนแม้แต่น้อย

            “นี่คือขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายหรือ?”หนิงเทียนค่อนข้างสับสนลูกเตะต่อเนื่องของลั่วไป๋เต็มไปด้วยช่องโหว่ ทั้งยังอ่อนแอและไร้พลังจนเหมือนกำลังเตะยุงกล่าวสั้นๆ ได้เพียงไม่ได้เรื่อง

            ทันใดนั้นหนิงเทียนก็บิดมือขวาเงาดอกไม้บานสะพรั่งที่ปลายนิ้วของเขาแล้วคว้าขาซ้ายของลั่วไป๋ได้อย่างง่ายดาย

            “เฮ้ย! ปล่อยนะ อั๊ก!” ลั่วไป๋ตะโกนด้วยความโกรธ ก่อนจะล้มหัวคะมำลงแนบพื้น เขาเจ็บปวดจนแทบหลั่งน้ำตา

            หนิงเทียนจับเท้าของเขาไว้ราวกับจะรังแก“เอาน่า ทำตัวดีๆ แล้วส่งถุงมิติมา”

            พูดจบหนิงเทียนก็ดึงถุงมิติจากเอวของลั่วไป๋แล้วเหวี่ยงเขาออกไป

            หลินเสี่ยวซินทำหน้าราวกับเจอผีเมื่อเห็นการกระทำเช่นนี้นางคิดว่าตนเห็นภาพหลอนจนต้องขยี้ตาแรงๆ

            “หินวิญญาณสองก้อน?ไม่เลวเลย น่าเสียดายที่ไม่มีรากบ่มเพาะ”

            หนิงเทียนรื้อถุงมิติแล้วหยิบของออกมาทีละชิ้น

            “สิ่งนี้น่าจะขายได้เงินจำนวนหนึ่ง”

            หลินเสี่ยวซินพูดไม่ออกนี่คือการปล้นชัดๆ!

            ลั่วไป๋พยายามลุกขึ้น เขาคำรามแล้วพุ่งใส่หนิงเทียนก่อนจะเรียกใช้ทักษะพฤกษาเพิ่มพูนของตน ซึ่งสามารถเพิ่มพลังได้เป็นสองเท่า นับว่าเป็นทักษะที่ค่อนข้างดี

            “ยังจะเข้ามาอีก พูดไม่รู้ฟังเสียจริง”หนิงเทียนมองลั่วไป๋ที่กำลังออกหมัดขวาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว หมัดของเขาอัดแน่นไปด้วยพลังซึ่งเป็นลักษณะเด่นของทักษะพฤกษาเพิ่มพูน

            เดิมที หนิงเทียนคิดจะสกัดจุดลมปราณตรงข้อมือแล้วเหวี่ยงเขาทิ้งอีกครั้งแต่หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนใจแล้วใช้ฝ่ามือรับหมัดของลั่วไป๋ไปตรงๆ

            นั่นเป็นหมัดที่ลั่วไป๋ใส่กำลังทั้งหมดลงไปเมื่อผนวกกับทักษะพฤกษาเพิ่มพูนแล้วพลังจะเพิ่มเป็นสองเท่า ซึ่งคนส่วนใหญ่ย่อมไม่อาจทนความรุนแรงนี้ได้

            “เจ้าทึ่ม หลบเร็ว!” หลินเสี่ยวซินร้องเตือนไม่ให้หนิงเทียนตั้งรับ

            ลั่วไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้มดุร้าย“บังอาจดูหมิ่นข้า ดูสิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร เอ๊ะ! นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

            พลังหมัดของลั่วไป๋ถูกหนิงเทียนรับไว้ได้ทั้งหมดอีกทั้งแรงกระแทกครั้งใหญ่นี้ยังทำให้แขนของเขาชาด้วย ทว่าหนิงเทียนกลับไม่เป็นอะไรเลย

            “พลังน้อยนิดเช่นนี้ตบยุงยังไม่ตายเลยเจ้าไม่ได้กินข้าวมากี่วันแล้ว?” เขาคิดว่าหมัดจากความโกรธของลั่วไป๋จะทรงพลังกว่านี้แต่กลับต้องผิดหวัง

            อย่างไรเสีย ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ได้รับสิ่งใดเลยหลังจากคว้ากำปั้นของอีกฝ่ายไว้ได้ เขาก็พบกับเรื่องน่าประหลาดใจเส้นลมปราณทั้งเก้าของลั่วไป๋ผอมแห้งราวไส้เดือนดิน ปริมาณพลังวิญญาณที่กักเก็บไว้ก็น้อยจนน่าสงสาร

            ส่วนเส้นลมปราณทั้งเก้าของหนิงเทียนนั้นใหญ่โตราวกับมังกรในแม่น้ำและใหญ่กว่าของลั่วไป๋อย่างน้อยหมื่นเท่า

            ความต่างนี้ช่างน่าพิศวงนัก เขาจึงตระหนักได้ว่าเส้นลมปราณฟ้าประทานทั้งเก้านั้นวิเศษมากเพียงใด

            รากฐานของทั้งสองราวกับคนหนึ่งมาจากดิน ขณะที่อีกคนมาจากฟ้า

            ลั่วไป๋ทั้งตกใจทั้งโกรธ เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนโง่ในสายตาของตนจะทรงพลังถึงเพียงนี้

            หนิงเทียนเหวี่ยงร่างลั่วไป๋ทิ้งแล้ววิ่งไปยังตำแหน่งของรากบ่มเพาะที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่จั้ง

            “เฮ้! รอข้าด้วย” เมื่อหลินเสี่ยวซินได้สติก็รีบไล่ตามเขาไป

            ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามประหลาดสนั่นขึ้นอีกครั้งตามมาด้วยผู้จู่โจมอย่างกะทันหันซึ่งเป็นพรรคพวกของลั่วไป๋

            หนิงเทียนเหลือบมองอย่างเย็นชาประสาทสัมผัสทั้งหกของเขาเฉียบแหลม ภายในระยะร้อยจั้งนี้ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาเขาไปได้

            “ผู้ใดโจมตีข้าล้วนต้องถูกปล้น!”

            ทั้งสองคนอยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายความแข็งแกร่งจึงไม่แตกต่างจากลั่วไป๋มากนัก

            หนิงเทียนใช้กระบวนท่าทะยานหลงเงาตัดผกาอีกครั้งพลังวิญญาณเบ่งบานอย่างช้าๆ บนปลายนิ้วเรียว ดอกไม้ทั้งห้าหมุนวนอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

            เกิดเสียงดังปังสองครั้งตามมาด้วยเสียงคำรามและเสียงกรีดร้อง สหายทั้งสองของลั่วไป๋ถูกปล้นก่อนจะถูกขว้างไปไกลกว่าสิบจั้ง

            “เจ้าเด็กแสบ เจ้า...เฮ้ย!”

            พรรคพวกร่างกำยำอีกร่างหนึ่งพุ่งตรงมาแต่เขาก็ถูกกระแทกล้มก่อนจะเข้าถึงตัวหนิงเทียน และถูกปล้นถุงมิติไปเช่นกัน

            ...

            เมื่อหลินเสี่ยวซินตามหนิงเทียนได้ทันนางก็เห็นเขากับคนชุดขาวผู้หนึ่งกำลังยืนจ้องหน้ากันด้วยความห่างไม่ถึงหนึ่งจั้ง

            คนผู้นี้มีนามว่าลั่วซิง เป็นผู้อยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงสมบูรณ์และกำลังจะเลื่อนขึ้นไปขอบเขตจิตหยั่งลึกเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาห้าคนนั้น และแกร่งกว่าลั่วไป๋อย่างน้อยสองเท่า

            แสงกระบี่เย็นส่องประกายในมือของลั่วซิงช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนักทว่าสิ่งที่สายตาของหนิงเทียนจับจ้องนั้นไม่ใช่กระบี่ แต่เป็นรากบ่มเพาะในมือของอีกฝ่าย

            นั่นคือรากพฤกษาที่แผ่ความผันผวนชวนพิศวงทั้งยังเป็นรากบ่มเพาะระดับสุวรรณขั้นสูงด้วย

            ลั่วซิงสังเกตเห็นการจ้องมองของหนิงเทียนจึงคำรามลั่น“หากไม่อยากตายจงออกไปเสีย!ไม่เช่นนั้นก็อย่าโทษที่กระบี่ของข้าไร้ปรานี!”

            ใบหน้าของหลินเสี่ยวซินซีดเซียวด้วยความกังวลก่อนจะเตือนหนิงเทียนว่า “ระวังทักษะคมกระบี่ใบหญ้าของเขาด้วย เขาแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอก”

            แข็งแกร่ง?

            หนิงเทียนไร้ซึ่งความหวั่นเกรงยามนี้เขาถูกรากบ่มเพาะซึ่งมีมูลค่าเท่ากับหินวิญญาณพันก้อนดึงดูดไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

            “ทิ้งหินวิญญาณและรากบ่มเพาะไว้ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกเปลื้องผ้าแล้วห้อยไว้บนต้นไม้”

            ลั่วซิงยิ้มเยาะ “คนอย่างเจ้าหรือ?”

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน