ผมกับเมษานั่งอยู่บนเตียง มือเรียวเล็กกำลังแกะกล่องไอโฟน ด้วยท่าทางตื่นเต้น เครื่องเก่าของเธอคือไอโฟน 12 พอได้เครื่องใหม่ที่เป็นตัวสเปกสูงสุด ผมก็ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะยิ้มไม่หุบ จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่หรอก เวลาที่ได้ของใหม่ก็อดรู้สึกดีไม่ได้เหมือนกัน
ผมนั่งมองเธอด้วยรอยยิ้ม แค่เห็นเมษาทำหน้าตาเปล่งประกาย ผมก็มีความสุขไปด้วย เธอสวมบทคนที่เพิ่งได้ของขวัญชิ้นใหญ่เต็มตัว “โห้ สีส้มคอสมิก สวยมาก เพิ่งเคยได้เห็นของจริงเลย ขอบคุณพี่มาก ๆ นะคะ” เธอพูดตาเป็นประกาย ก่อนจะขยับตัวไปมาอย่างตื่นเต้น แล้วหันมาถามผมต่อด้วยเสียงใส ๆ “ทำไมพี่เลือกสีน้ำเงินเข้มล่ะ ไม่ชอบสีส้มเหรอคะ?”
ผมหัวเราะแห้ง ๆ พลางเกาหัวเบา ๆ “สีมันแปลก ๆ อะ เหมือนสีอะไรสักอย่าง” ผมพูดพลางหัวเราะไปด้วย แต่ยังไม่ทันไร เมษาก็หันหน้ากลับมามองตาผมทันที แววตาของเธอเหมือนกับจะบอกว่า รู้ทันหมดแล้วว่าพี่คิดอะไรอยู่
ผ่านไปพักใหญ่เมษาก็เริ่มขึ้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลของโทรศัพท์ การถ่ายโอนต้องใช้เวลาพอสมควร ระหว่างนั้นเธอก็บอกกับผมว่า “ซื้อข้าวมาฝากพี่ด้วยนะ ไปกินด้วยกันสิ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นผมลุกขึ้นใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ตอนเที่ยง ผมเดินไปที่โซฟาหน้าทีวี ก่อนจะนั่งลง เมษาที่เดินตามมาติดๆ ก็นั่งข้างๆ ผม แล้วจัดวางข้าวของที่เธอซื้อมา “หนูซื้อข้าวกะเพราหมูกรอบมาให้พี่ แต่ไม่รู้พี่จะชอบไหม” เธอพูดแต่ไม่ได้สนใจผมนัก แล้วเสริมขึ้นอีกว่า “แล้วก็ซูชิ”
ผมมองท่าทางของเธอก่อนจะหันกลับมามองอาหารตรงหน้า เมษาซื้อข้าวของโปรดผมมาราวกับรู้ว่าผมชอบมันมาก ๆ
“นี่ของโปรดพี่เลยล่ะ” ผมตอบขณะเปิดฝาข้าว ควันสีขาวลอยออกมาเล็กน้อยมันยังร้อนๆ อยู่ ผมตักเข้าปากไปหนึ่งคำแล้วเคี้ยวช้า ๆ เพื่อรับรสความอร่อย เสียงหมูกรอบดัง กรุบกรับ
ทันใดผมก็นึกขึ้นได้ว่า ยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกกับเมษา ผมกลืนข้าวลงคอก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “เมษาคือว่า..” ผมหยุดแล้วหันไปมองหน้าของเธอ
เมษาหันมาแล้วยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยว่า “คะ...อะไรคะพี่”
“พี่ว่าจะย้ายออกจากโรงแรมนี้แล้ว”
“ห๊ะ... พี่จะไปแล้วเหรอคะ” เธอตอบกลับ พร้อมสีหน้าเศร้ามือที่หยิบซูซิค้างอยู่ก็ปล่อยลง
ผมยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริม “ที่พี่จะบอกก็คือว่า พี่เช่าคอนโดไว้ อีกอย่างมันก็ไม่ได้ไกลจากมหาลัยของเมษา เมษาอยากย้ายไปอยู่กับพี่ที่นั้นไหม พี่เช่าคอนโดที่มีสองห้องนอนไว้”
เมื่อเสียงพูดของผมหายไปเธอก็กลับมายิ้มอีกครั้งแล้วพูดว่า “ไปสิคะ” เธอเอนตัวมากอดแขนผม “โฮ..นึกว่าพี่จะหนีจากหนูไปแล้วซะอีก ตกใจแทบแย่”
ผมหัวเราะเบา ๆ “กินเสร็จแล้วก็ไปเก็บของเลยนะ ส่วนของพี่เก็บเสร็จหมดแล้ว”
เมษาหันมองรอบห้องก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ก็ว่าอยู่...ทำไมห้องถึงดูโล่ง ๆ”
“ตอนนี้เพิ่งห้าโมงครึ่งเอง เมษาเก็บของวันนี้ พรุ่งนี้ก็ขนของย้ายเลยโอเคไหม”
“โอเคค่ะ” เธอยิ้มแก้มบาน
ขณะนั้นเองผมก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนหกโมงเย็นผมมีนัดไปรับดารินที่สนามบิน
ผมสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนโซฟาสั่น ก่อนจะหันไปบอกเมษาด้วยสีหน้าตื่น ๆ
“แย่แล้ว…พี่ลืมไปว่าต้องไปรับคนที่สนามบิน พี่ต้องรีบไปแล้ว ไม่งั้นไม่ทันแน่”
เมษาที่นั่งอยู่แทบจะสะดุ้ง เธอเงยหน้ามองผมด้วยความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบเอ่ย “ค่ะ งั้นพี่รีบไปเถอะ เดี๋ยวหนูจัดการที่เหลือเอง”
เธอยิ้มบาง ๆ ส่งให้พลางมองตามผมที่กำลังลนลานหยิบเสื้อผ้าแต่งตัวอย่างรวดเร็ว แล้วก้าวออกจากห้องไป
ยี่สิบนาทีต่อมา
ขณะที่รถแล่นไปตามถนนที่เปียกชื้นหลังฝนหยุด สายตาของผมก็เหม่อมองสิ่งรอบข้างไปเรื่อยเปื่อย จนพลันนึกขึ้นมาได้ว่า ตั้งแต่วันแรกที่ทำงานขับรถมา...ผมยังไม่เคยได้หยุดพักเลยสักวันเดียว ถึงแม้บางวันงานจะไม่หนักมาก แต่ผมก็ยังอยากมีวันพักผ่อนอยู่ดี
“ระบบ…ฉันพอจะหยุดงานได้สักวันสองวันไหมเนี่ย” ผมบ่นออกมาเหมือนถามเล่น ๆ
[คุณสามารถหยุดงานได้ 3 วันครับ หลังจากภารกิจเสร็จสิ้น]
เสียงของระบบดังขึ้นอย่างเรียบเฉย
“งั้นก็ดีสิ…เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ฉันขอหยุดงานเลยนะ อย่าเพิ่งส่งงานมาให้ฉันล่ะ” ผมพูดพลางยิ้มออกมาเหมือนได้รางวัลเล็ก ๆ
[รับทราบ] ระบบตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม
ผมเอนตัวพิงเบาะรถ ความรู้สึกโล่งใจแผ่วผ่านเข้ามาในใจ…ในที่สุดก็จะได้พักบ้างเสียที
หลังจากนั้น รถของผมก็แล่นเข้าสู่สนามบิน ก่อนจะชะลอหยุดตรงประตูทางออก ไม่นาน สายตาก็สะดุดเข้ากับร่างคุ้นเคย ดารินยืนรออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาเธอกวาดหาผมอยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่าน
ก่อนหน้านี้ไม่ถึงห้านาที เธอโทรมาบอกว่าออกมารอหน้าทางออกแล้ว
เมื่อถึงผมลงจากรถไปช่วยเธอถือกระเป๋า ก่อนจะเปิดประตูหลังให้เธอขึ้นนั่ง
“ทำงานเหนื่อยไหมครับ” ผมหันไปถามขณะออกรถ
“ก็มีบ้าง แต่พอเห็นน้องมารับก็หายเหนื่อยเลย” เธอตอบพลางยิ้มบาง ๆ
ตลอดเส้นทาง เราคุยกันเรื่องการเดินทางบ้าง เรื่องเล็ก ๆ น้อย
จนที่สุดรถก็แล่นมาจอดที่หน้าบ้านของเธอ ผมหันไปมองตัวบ้าน ก่อนจะหันกลับมามองเธอ “ถึงแล้วครับ”
เธอพยักหน้าช้า ๆ แต่ไม่รีบลงจากรถทันที ดวงตาของเธอทอดมองออกไปนอกกระจก ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่...
“สักสองทุ่มกว่า ๆ น้องว่างไหม” เธอถามเสียงนุ่มขณะมองออกไปนอกกระจก
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ลังเลเล็กน้อยเพราะในหัวมีหลายอย่างที่ต้องจัดการ แต่สุดท้ายก็เลือกตอบกลับไป “ก็...ว่างนะครับ ทำไมเหรอครับ”
ผมเอ่ยถามพลางเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลัง ดวงตาของเราเหมือนเผลอสบกันโดยไม่ตั้งใจ ก่อนที่เธอจะยิ้มให้ ก่อนตอบกลับว่า
“ไปทานข้าวกับพี่หน่อยได้ไหม…เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง” เธอเอ่ยเสียงเบา พร้อมท่าทีประหม่า ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับเล็กน้อย
ผมเห็นดังนั้นก็หัวใจเต้นแผ่ว ก่อนจะตอบกลับอย่างเรียบง่าย “ได้สิครับ”
การปฏิเสธคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น…แม้เพียงวินาทีเดียวหากมีสาวสวยขนาดนี้ชวนไปทานข้าว
ผมลงไปส่งเธอที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก่อนจะแยกกัน เธอหันมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้ม “แต่งตัวหล่อ ๆ นะ” ตามมาด้วยท่าทีสบายอารมณ์ คงจะหมายความว่า จะทำตามก็ได้ ไม่ทำตามก็ได้
ผมได้แต่ยิ้มรับ พลางตอบกลับสั้น ๆ “ครับ”
ผมกลับขึ้นรถแล้วเหลือบมองนาฬิกาทันที ตอนนี้เพียง 18.50 น. ยังมีเวลาเหลือพอที่จะหาเสื้อผ้าดี ๆ มาใส่ก่อนออกไป
ผมถอนหายใจเบา ๆ พลางคิดในใจว่าจะเลือกชุดไหน ให้ดูดีและเหมาะสมกับดาริน
ทันใดนั้น ผมเอ่ยบอกระบบออกไปอย่างครุ่นคิด“ระบบ…แกสามารถซื้อของให้ฉันได้ไหม”
[ผมไม่สามารถซื้อให้ได้ครับ แต่คุณสามารถสั่งซื้อเองได้จากเมนูร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งปลดล็อกเมื่อไม่นานมานี้ หลังเลื่อนระดับ]
เสียงตอบกลับเรียบ ๆ ของระบบทำให้ผมพยักหน้าเบา ๆ