เยี่ยซาง ฉินเจินผู้ไปร่วมคัดเลือกอีกสองคน พร้อมองครักษ์ทั้งสองคนของฉินเจินกับหัวหน้ากลุ่มองครักษ์และองครักษ์อีกสองสามคนก็ขึ้นไปในรถอสูรคันสุดท้ายแทน
หลังจากเยี่ยซางขึ้นรถแล้วเลือกที่นั่งของตนเขาก็มองไปรอบ ๆ ก่อนจะต้องใกับรถอสูรคันนี้ที่สร้างขึ้นจากเหล็กทั้งคันไม่แปลกใจเลยที่ต้องใช้เสือวายุถึงสามตัวในการลาก
ฉินเจินนั่งลงตรงข้ามกับเยี่ยซางขณะที่อีกสองคนที่เหลือเหลือบมองเยี่ยซางก่อนจะเลือกนั่งถัดจากฉินเจิน หลังจากที่เห็นชุดของเยี่ยซางพวกเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนพวกเดียวกับตนเอง
เมื่อปิดประตูลงองครักษ์ก็เปิดหน้าต่างรถซึ่งหุ้มด้วยเหล็กเส้นหนาเท่าแขนของทารกแสดงให้เห็นว่ารถคันนี้ปลอดภัยมากเพียงใด
รถเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าเยี่ยซางวางห่อของเอาไว้ข้างๆ ตนเองจากนั้นเขาก็หลับตาลงและเริ่มฝึกฝน
ขณะที่เยี่ยซางกำลังจะเริ่มฝึกฝนอีกสองคนที่เหลือก็เริ่มพูดคุยกัน
“เงียบซะ ไม่อย่างนั้นก็ลงจากรถไป”หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ตำหนิเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหน้าของทั้งสองคนเปลี่ยนสี แล้วพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก กลุ่มองครักษ์เหล่านี้เป็องครักษ์ของนครชื่อเหยียนแม้แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่อาจทำให้คนกลุ่มนี้ขุ่นเคืองได้
หลังจากนั้นรถทั้งคันก็เงียบลงขณะที่เยี่ยซางก็นั่งฝึกปราณต่อไป
การฝึกฝนคราวนี้ทำให้เยี่ยซางไม่ได้ใส่ใจเวลาแม้แต่น้อยกว่าเขาจะเลิกฝึกก็เป็ตอนที่กลุ่มองครักษ์เรียกอีกคราจึงทำให้เยี่ยซางรู้ว่าได้ล่วงผ่านวันไปแล้วยามนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องตั้งค่ายพักแรมเพื่อหาอะไรกิน
หลังลงจากรถเยี่ยซางก็พบว่าบริเวณนี้เป็พื้นที่ว่างเปล่าในป่ารกร้าง
“ออกไปหาฟืนแล้วรีบกลับมา จำไว้ว่าอย่าไปไหนไกลเกินไป”หัวหน้ากลุ่มองครักษ์กล่าว
ก่อนจะตั้งที่พักแรมหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ได้ส่งคนออกไปตรวจสอบบริเวณโดยรอบแล้วว่าแถวนี้ไม่มีสัตว์อสูรขนาดใหญ่
เยี่ยซางเอายาเม็ดและตั๋วทองเก็บไว้กับตัวส่วนห่อของอย่างอื่นที่ไม่สำคัญเขาก็ทิ้งไว้บนรถจากนั้นจึงถือหอกเหล็กดำออกไปหากิ่งไม้แห้ง
เมื่อเยี่ยซางเดินออกมาจากลานกว้างเขาก็เห็นซากต้นไม้ที่ตายแล้ว โดยทั้งหมดเป็ต้นไม้สูงใหญ่หากคนอื่นเห็นต้นไม้เช่นนี้ พวกเขาคงทำอะไรไม่ได้
เยี่ยซางใช้ทั้งมือทั้งเท้าปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อตัดกิ่งไม้ด้วยหอกเหล็กดำก่อนจะโยนลงไปข้างล่างจากนั้นเขาก็ะโตามลงมา แต่แล้วเยี่ยซางก็เหลือบเห็นละมั่งวิ่งผ่านไปไม่ไกลจากซากต้นไม้นัก
เขาจึงปีนขึ้นไปอีกครั้งแล้วะโไปตามต้นไม้เพื่อไล่ตามละมั่งเมื่อถึงระยะห่างที่เหมาะสม เยี่ยซางก็ตรึงละมั่งลงกับพื้นด้วยหอกเหล็กดำ
หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็เดินไปแบกละมั่งขึ้นบ่าแล้วเดินไปใต้ต้นไม้ต้นเดิมที่ตัดกิ่งไม้ทิ้งไว้ก่อนจะมัดพวกมันด้วยเถาวัลย์และเดินกลับที่พัก
หัวหน้ากลุ่มองครักษ์และองครักษ์คนอื่นๆต่างก็ประหลาดใจเป็อย่างมากเมื่อเห็นเยี่ยซางเขาเป็คนแรกที่กลับมาโดยใช้เวลาเพียงครู่เดียวในการออกไปหาของทั้งหมดมา
“หนุ่มน้อย เ้าเก่งมาก” หัวหน้ากลุ่มองครักษ์พยักหน้าอย่างชื่นชม
เขารู้ว่าละมั่งเคลื่อนไหวค่อนข้างเร็วมากเยี่ยซางมีเวลาไม่นานนักในการออกไปหาของและยังเหลือเวลาไม่มากในการตัดฝืนจึงควรฆ่าละมั่งด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
เยี่ยซางจุดไฟบนฟืนก่อนเขาจะขยับไปด้านข้างเพื่อชำแหละละมั่ง แล้วนำส่วนที่กินไม่ได้ไปทิ้ง จากนั้นจึงใช้ไม้เสียบละมั่งก่อนจะกลับไปนั่งข้างกองไฟ
หลังเยี่ยซางจัดการกับไฟอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เริ่มย่างละมั่ง
“เ้าหนุ่มคนนี้ดูมีประสบการณ์มากนัก”หัวหน้ากลุ่มองครักษ์นั่งลงด้านข้างของเยี่ยซางแล้วกล่าว
“ข้าเคยทำมาก่อน หัวหน้าจะเอาด้วยหรือไม่” เยี่ยซางถามด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็ได้” หัวหน้ากลุ่มองครักษ์พยักหน้าตอบรับ
เมื่อเขาหันไปมองกลุ่มที่เพิ่งกลับมาสีหน้าของหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ก็เปลี่ยนไป บางคนถือใบไม้มีสีเขียวบางคนถือกองหญ้าแห้งที่ไม่อาจใช้ในการจุดไฟได้ด้วยซ้ำ
หัวหน้ากลุ่มองครักษ์สูดลมหายใจเข้าลึกพยายามระงับโทสะก่อนจะโบกมือให้องครักษ์คนอื่นๆ
เขาฝากความหวังไว้กับเด็กพวกนี้ไม่ได้แม้แต่น้อยหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ทำได้เพียงจัดกลุ่มองครักษ์เท่าที่ทำได้ โดยให้บางคนไปหาฟืน และให้อีกส่วนไปเอาแผ่นแป้งและเนื้อแห้งมาให้กับกลุ่มหนุ่มสาว
ฉินเจินก็กลับมาแล้วเช่นกันสิ่งที่เขาได้มาคือฟืนแห้งแต่ขนาดมันค่อนข้างเล็ก อันที่จริงแล้วควรเรียกว่าเป็กิ่งไม้ที่เขาหยิบจากพื้นเสียมากกว่า
ฉินเจินวางกิ่งไม้แห้งไว้ไม่ไกลจากเยี่ยซางซึ่งนั่งอยู่ข้างกองไฟ
“นายน้อย กิ่งไม้ของท่านเล็กเกินไปมันจะไหม้หมดภายในเวลาไม่นาน ท่านไปนั่งกับเขาเถิด ร่างกายจะได้อบอุ่น”หนึ่งในองครักษ์ของฉินเจินชี้ไปที่เยี่ยซางขณะพูด
ฉินเจินมองไปที่เยี่ยซางหลังจากได้ยินคำพูดขององครักษ์เยี่ยซางก็หันไปมองฉินเจินก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
ฉินเจินนำกิ่งไม้แห้งไปวางไว้ข้างเยี่ยซางจากนั้นเขาก็ย่อตัวนั่งลงด้านข้างเพื่อผิงไฟบนูเาที่แห้งแล้งนี้อากาศ่กลางคืนค่อนข้างหนาวเย็น
เสียงย่างละมั่งดังซู่ซ่าจากน้ำมันที่เยิ้มหยดลงสู่กองไฟสีของชิ้นเนื้อกลายเป็สีน้ำตาลทอง พร้อมทั้งยังมีกลุ่มองครักษ์ที่นั่งย่างเหยื่ออื่นๆอยู่ตรงนั้นด้วย
หลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามละมั่งที่ถูกย่างก็สุกพร้อมกินในที่สุดเยี่ยซางผ่าละมั่งออกเป็สองส่วนด้วยหอกเหล็กดำก่อนเขาจะมอบครึ่งหนึ่งให้กับหัวหน้ากลุ่มองครักษ์
หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ไม่ได้ปฏิเสธเด็กหนุ่มและพยักหน้าอย่างเป็มิตรให้เยี่ยซาง
เมื่อกลับมานั่งที่ข้างกองไฟเยี่ยซางก็ตัดเนื้อสองชิ้นส่งให้องครักษ์ของฉินเจินจากนั้นเขาก็ตัดขาหน้าส่งให้ฉินเจิน
ฉินเจินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนรับชิ้นเนื้อที่เยี่ยซางส่งให้จากนั้นเขาก็เริ่มกินมัน ก่อนหน้านี้เขาได้กินอาหารแห้งไปบ้างแล้ว
หลังจากดึงซี่โครงละมั่งออกมาสองซี่เยี่ยซางก็คิดถึงบางอย่างขึ้นได้เขาเดินกลับไปที่รถอสูรและหยิบถุงหนังกับชามสีดำออกมา
เมื่อกลับไปที่ข้างกองไฟเด็กหนุ่มก็เทเหล้าในถุงหนังสัตว์ลงในชามสีดำแล้วส่งให้ฉินเจิน
คราวนี้ฉินเจินไม่ได้ลังเลเขากลับเอื้อมมือไปรับแต่โดยดี
“นายน้อยดื่มไม่ได้!”องครักษ์ของฉินเจินโพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่หลายคนก็ไม่ได้สนใจถึงแม้จะได้ยินเสียงเขาก็ตาม
เยี่ยซางยิ้มแหยอย่างไม่พอใจขณะเอื้อมมือออกไปแล้วดึงชามเหล้าในมือของฉินเจินกลับมาเมื่อผู้คนไม่เชื่อใจเขา ทำไมเขาถึงต้องยอมก้มหัวให้คนเ่าั้ด้วยเล่า?
ฉินเจินไม่ยอมปล่อยชามแม้เยี่ยซางจะดึงออกอย่างแรง อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมปล่อย แล้วยังหันไปมององครักษ์ด้วยแววตาขุ่นเคือง
เมื่อเห็นฉินเจินไม่ยอมปล่อยเยี่ยซางก็ชักมือกลับก่อนเขาจะหยิบถุงหนังสัตว์ขึ้นมากระดกดื่มสองสามอึก
“หลังจากนี้เ้าไม่จำเป็ต้องเข้ามายุ่งวุ่นวายเื่ส่วนตัวของข้า”ฉินเจินกล่าวอย่างเ็าจากนั้นก็ยกชามเหล้าขึ้นดื่ม
“แค่ก!”หลังจากดื่มเหล้าไปหนึ่งชามใบหน้าของฉินเจินก็เปลี่ยนเป็สีแดงพร้อมไอออกมาเล็กน้อย
“นายน้อย!” เมื่อเห็นฉินเจินไอออกมาองครักษ์ทั้งสองของเขาก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย
ฉินเจินเพียงแค่ส่ายหัวแล้วกินขาหน้าของละมั่งต่อไป
ถ่านไฟแดงปะทุเปลวไฟสั่นไหวสะท้อนแสงไฟสีแดงให้บริเวณรอบๆ
เยี่ยซางกินเนื้อสองคำสลับกับดื่มเหล้าหนึ่งอึก
ไม่นานนักฉินเจินก็ยื่นชามเหล้าออกไปตรงหน้าเยี่ยซาง
เยี่ยซางไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเพียงเทเหล้าใส่ชามให้ฉินเจินจากนั้นก็ดื่มจากถุงในมือของตัวเองและกินเนื้อต่อ
เยี่ยซางไม่ได้หั่นเนื้อให้กับองครักษ์ทั้งสองเพิ่มเขาจะไม่เอาอกเอาใจเพื่อทำให้คนอื่นพอใจเด็ดขาด
ตอนนี้จึงเป็สององครักษ์ที่รู้สึกอับอายอยู่ฝ่ายเดียว
หลังจากที่ทุกคนกินอาหารเสร็จกลุ่มองครักษ์ก็ดึงถ่านไม้ออกทำให้ไฟเกือบดับก่อนพวกจะบังคับรถอสูรไปจอดคร่อมกองไฟเพื่อไม่ให้ใต้รถเย็นเกินไป
หลังจากจัดการเสร็จ หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ก็เรียกทุกคนขึ้นรถอสูรเพื่อพักผ่อนโดยไม่ยอมให้ใครอยู่ข้างนอกทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน
หลังจากขึ้นมาบนรถม้าเยี่ยซางก็นั่งลงและเริ่มฝึกฝน
ฉินเจินเห็นเยี่ยซางเริ่มบ่มเพาะเขาจึงหลับตาและตั้งใจจะบ่มเพาะบ้าง แต่ก่อนที่จะเริ่มบ่มเพาะฉินเจินก็หยิบยาขึ้นมากินถ้าเยี่ยซางเห็นเข้า เขาจะรู้ว่ามันเป็ยาแบบเดียวกับที่ฉินเอ้าเซวียนมอบให้เขามันคือยาเผยหยวน
เยี่ยซางลังเลที่จะใช้ยาเผยหยวนเพราะเขามีเพียงขวดเดียวแต่ฉินเจินไม่มีปัญหาในเื่นี้