สองพ่อลูกตระกูลหยางอยู่ใกล้กับครอบครัวของหลินเต๋อมากที่สุดเขาได้ยินสิ่งที่พ่อบ้านหม่าเอ่ยอย่างชัดเจน และได้ยินหลินซือเยว่ตอบโต้คล้ายไม่สนใจไยดีผู้เป็ย่าของตนเอง
“นางทำไม่ถูกจริง ๆนางควรมอบยาให้ท่านย่าของนาง” หยางห่าวอู๋เอ่ยเบา ๆ กับบุตรชาย
หยางห่าวหรานไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเขาเพียงแต่นึกไม่ถึงว่าสตรีอายุสิบห้าสิบหกปีผู้นี้จะหาญกล้าต่อกรกับคนในตระกูลได้ ทำให้เขาต้องหันกลับมามองนางเสียใหม่
“ท่านแม่เป็อย่างไรบ้าง”เขาก้มหน้าลงมองมารดาที่นอนลืมตาอยู่ข้างบิดามองผ้าห่มหนาผืนหนึ่งที่ได้รับมาจากบนรถม้า
จูฮูหยินขยับตัวเล็กน้อย“ข้าดีขึ้นแล้วล่ะยาคุณหนูหลินใช้ได้ดีมาก นางยังมอบให้ข้าติดตัวไว้ด้วยผ้าห่มนี่นางก็ยกให้ข้า” ขวดยาสีขาวถูกหยิบออกมาจากสาบเสื้อ มอบให้สองพ่อลูกดู
หยางห่าวหรานหยิบออกมาเปิดจุกขวดดมกลิ่นยาที่อยู่ด้านใน “เป็ยาลดไข้จริงด้วย”
“เ้านอนพักต่อเถอะพรุ่งนี้จะได้มีแรงเดินทางต่อ” หยางหาวอู๋ลูบเส้นผมของภรรยาอย่างเบามือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ ก่อนเลื่อนตัวลงไปนอนบนพื้นด้านข้างกับภรรยา
เปลวไฟยังสว่างไสวไม่ยอมหยุดสะเก็ดไฟปะทุขึ้นตลอดเวลา มีบ่าวไพร่ของแต่ละจวนคอยผลัดกันดูไฟไม่ให้ดับฝั่งของหลินซือเยว่มีหลินอ้ายคอยดูแลไฟให้ แต่เขากลับเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าพอสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พบว่าคนของตระกูลหยาง มาคอยเฝ้าไฟแทนเขาแล้ว
“คุณชายของข้าให้ข้ามาดูไฟให้พวกเ้าเ้าก็นอนเถอะ ตอบแทนบุญคุณคุณหนูของเ้า ที่ช่วยเหลือฮูหยินของพวกข้าไว้”เขามากับสหายสองคนเพื่อที่จะได้ผลัดการเฝ้าไฟจะได้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปในตอนเดินทาง
“เอ่อ เช่นนั้นต้องขอบคุณพี่ชายมากข้าไม่ไหวแล้วจริง ๆ” หลินอ้ายปิดปากหาวสองสามที จากนั้นเขาก็ส่งเสียงกรนออกมาเบาๆ
หลินซือเยว่ที่ััเสียงไวได้ยินทุกอย่างก่อนออกเดินทางนางให้เผิงฉือนำผ้าห่มมาเย็บเป็ถุงนอนและให้เผิงฉือกับหลินอ้ายคนละถุง พวกเขาจึงมีอุปกรณ์ในการนอนที่แปลกกว่าใครเพื่อนนางไม่ห่วงคนบนรถม้าเพราะว่ายังมีเตาอุ่นอันเล็กซ่อนเอาไว้อยู่นับว่าคนตระกูลหยางรู้จักคุณคนอยู่
หลินซือเยว่ให้จูฮูหยินขึ้นนั่งบนรถม้าอีกหนึ่งวันเพราะอาการของนางยังไม่หายดี มาวันนี้นางจึงสามารถเดินตามสามีและบุตรชายไปได้ทำให้จูฮูหยินได้พูดคุยกับเถียนฮูหยินมากขึ้น
“ตระกูลหยางของเราไม่รู้ไปขัดแข้งขัดขาใครถึงได้มีวันนี้เข้าเหตุใดคนทำดีถึงไม่ได้ดีเล่า” เอ่ยแล้วน้ำตาของจูฮูหยินก็คลอเบ้า
“ฮูหยินข้าเองก็ใช่ต่างจากท่านพี่ชายของสามีข้าก็ถูกคนใส่ร้ายเช่นเดียวกัน พวกเราถึงได้มีชะตากรรมเช่นนี้์ไม่ยุติธรรมจริง ๆ”
“ข้ารู้สึกมีวาสนาต่อเ้ากับครอบครัวของเ้าขอเรียกเ้าว่าจินเยว่ได้หรือไม่”
“ได้แต่แน่นอนเช่นนั้นข้าก็ขอเรียกท่านพี่ฮุ่ยชิวนะเ้าคะ”
“ได้ ๆ”
ทั้งคู่พูดคุยกันถูกคอยิ่งนักแต่คนที่ไม่ใคร่จะสบายใจคือหลินเต๋อ เพราะเขาจำได้ว่าพี่ชายได้กำชับห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับคนตระกูลหยาง เพราะพวกเขาอันตรายเหตุใดฮูหยินของตนถึงได้ลืมเลือนเสียได้
หลินซือเยว่มองบิดาด้วยสายตาเอือมระอา“เดินทางลำบากเช่นนี้ทุกคนต่างก็เครียด ท่านแม่มีสหายคอยพูดคุยด้วยระหว่างทางดูเหมือนท่านพ่อจะไม่พอใจนะเ้าคะ”
“เหตุใดข้าจะไม่พอใจเล่า เพียงแต่ว่า”หลินเต๋อไม่รู้จะเอ่ยคำไหนออกมาอีก
“ข้าได้ยินท่านป้าจูกับท่านแม่นับเป็พี่สาวน้องสาวกันด้วย”หลินซูฮวาบางครั้งก็ปีนขึ้นไปนั่งรถม้า บางครั้งก็ลงมาเดินนางจึงได้ยินเื่ที่ผู้ใหญ่ทั้งสองพูดคุยกัน
“มีมิตรเพิ่มย่อมดีกว่าสร้างศัตรู”
“พี่รองเอ่ยถูกต้องแล้ว”
เ้าสองคนยังเห็นพ่ออย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่!
ในวันที่หกของการเดินทาง
ขบวนเนรเทศถูกทหารต้อนเข้าไปในเส้นทางหุบเขาแห่งหนึ่งรอบข้างมีหิมะหนากองสูงท่วมเข่า พวกทหารจำเป็ต้องเปลี่ยนเส้นทางเพราะสะพานข้ามแม่น้ำหลิวถูกหิมะถล่มจนพังข้ามผ่านไปไม่ได้
รองแม่ทัพซุนต้าหลงได้รับมอบหมายให้คุ้มกันขบวนเนรเทศในครั้งนี้เขาเป็พวกไม้หลักปักเลน เอนเอียงเข้าหาใครก็ได้ ที่มีผลประโยชน์ต่อตัวเองฮ่องเต้ได้มอบหมายให้เขาทำหน้าที่นี้หลายวันที่ผ่านมานี้เขาเฝ้ามองดูคนตระกูลหยางอย่างเงียบ ๆและเห็นคนของตนเองแอบรังแกพวกเขาอยู่ไม่น้อย ในใจชายวัยสี่สิบห้าปีผู้นี้กำลังรอให้พวกเขาหมดความอดทน และลงมือทำร้ายทหารในขบวนคุ้มกันเช่นนั้นเขาจะได้สังหารพวกฏได้โดยชอบธรรม
“ท่านรองแม่ทัพหนทางข้างหน้าอันตรายยิ่งนัก เกรงว่าวันนี้อาจไปไม่ถึงที่หมายก็เป็ได้”นายพันหวงอี้เข้ามาคำนับรายงานหลังจากให้ลูกน้องของตนเองมุ่งหน้าไปสำรวจเส้นทางใหม่ที่เพิ่งเลือกใช้เดินทางแทนเส้นทางเก่า
“อย่างไรก็ต้องไปให้ได้ย้อนกลับไปก็ไม่มีประโยชน์” รองแม่ทัพซุนยกยิ้มคล้ายไม่ใส่ใจหากว่าจะมีใครหนาวตายท่ามกลางหิมะในค่ำคืนนี้
หลินซือเยว่ถอนสายตากลับมาจากทั้งคู่ร่างกายของนางพัฒนาเื่การรับรู้มากขึ้นเรื่อย ๆความสามารถนั้นราวกับจะเพิ่มขึ้น ตามวันเวลาของการมีชีวิตอยู่ของนางจากการมองและได้ยินในเื่เมื่อครู่นี้ นางอดที่จะทอดถอนลมหายใจออกมาไม่ได้ทุกคนในขบวนกำลังจะได้พบกับบททดสอบจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ไม่เพียงเท่านั้นยังจะมีภัยจากผู้ไม่ประสงค์ดีอีกด้วย
เกรงว่าหนทางนี้จะยากลำบากไม่แคล้วได้เืตกยางออก หรือล้มหายตายจากไป ชีวิตก็เป็เช่นนี้แม้ล่วงรู้แต่ไม่อาจระบุแน่ชัด หรือแก้ไขได้ในทันทีหากดวงชะตาไม่ชัดเจนนางก็ทำการใดไม่ได้ มีเพียงภาพรวมของคนทั้งขบวนว่าดีหรือร้ายเท่านั้นเอง
ยามเซิน (15.00-16.59)
พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าทว่าขบวนเดินทางยังคงไปไม่ถึงที่หมาย รองแม่ทัพซุนที่นำขบวนอยู่ด้านหน้าเริ่มหน้าบึ้งตึงขึ้น ลำพังเพียงตะเกียงน้ำมันในมือของทหารก็ส่องแสงสว่างไม่เพียงพออยู่แล้ว ครั้น้าจุดคบไฟลมกลับพัดแรงหิมะดันตกหนักขึ้นกว่าเดิม คนในขบวนเองเริ่มอ่อนแรง ทำให้การเดินเชื่องช้าลง
หลินซือเยว่ให้มารดากับน้องสาวขึ้นไปนั่งบนรถม้านางกับเผิงฉือและหลินอ้ายมีเตาอุ่นมือคนละอัน หลินเต๋อเห็นเช่นนั้นก็ไปแย่งเอามาจากหลินอ้ายหน้าด้าน ๆ หลินซือเยว่หมดคำจะเอ่ยหันไปบอกให้หลินอ้ายไปนำตะเกียงน้ำมัน ที่อยู่ในรถม้าออกมาถือนอกจากจะช่วยส่องทางแล้วยังทำให้เขาอบอุ่นขึ้น สองมารดากับบุตรสาวภายในรถม้าพากันรื้อผ้าห่มออกมาคลุมกายเอาไว้
“ขืนเป็อย่างนี้ต่อไปพวกเราได้หนาวตายกันหมดแน่”หยางห่าวอู๋เอ่ยด้วยหน้าเคร่งเครียด มองบุตรชายที่หนาวสั่นจนปากเขียวไปหมด“ห่าวหรานเ้าเป็อันใดไป”
“ท่านพ่อข้า...”เอ่ยได้เพียงเท่านั้นหยางห่าวหรานก็ล้มลงไปบนหิมะในทันที
“ห่าวหราน !” จูฮูหยินกรีดร้องออกมาอย่างใ รีบเข้าไปพยุงบุตรชายขึ้นมา“ท่านพี่ห่าวหรานเป็ไข้ตัวร้อนสูงมาก” นางเอ่ยออกมาด้วยความสงสารบุตรชาย
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น ตอนแรกก็ดี ๆอยู่ไม่ใช่รึ” หยางห่าวอู๋ไม่เข้าใจ
“พี่ใหญ่ห่าวหรานมีาแที่ร่างกายขอรับถูกคนในคุกทรมานให้รับสารภาพ แต่เขาไม่ยินยอมพวกมันจึงเอาเหล็กร้อน ๆมานาบตรงเหนือหัวใจของห่าวหราน ข้าแอบนำยาสมานแผลมาใส่ให้เขาแล้วแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ห่าวหรานกำชับข้าไม่ให้บอกพวกท่านทั้งสองคน”หยางชุนเป็รองแม่ทัพคนหนึ่ง นับไปแล้วเขามีศักดิ์เป็ท่านน้าของหยางห่าวหรานเขาก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
“ต้องรอให้ห่าวหรานตายก่อนหรืออย่างไรเ้าถึงจะพูดความจริง” จูฮูหยินนึกโกรธน้องชายของสามีผู้นี้ขึ้นมา
“เอะอะอันใด ทำไมไม่เดินทางต่อ”นายทหารที่คุ้มกันท้ายขบวนถือดาบเดินมาทางพวกเขา
“บุตรชายของข้าได้รับาเ็หมดสติไปเช่นนี้คงไม่อาจเดินทางต่อได้”
“ก็ทิ้งไว้ที่นี่เสีย”
ทันใดนั้นบรรยากาศรอบตัวก็เย็นะเืหนักกว่าเดิมเนื่องจากสายตาของคนตระกูลหยาง จดจ้องมาที่เขาเป็จุดเดียวนายทหารถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ไปบอกหัวหน้าของเ้าให้เดินทางต่อได้เลยข้าจะรอจนกว่าลูกชายของข้าฟื้นถึงจะเดินทางตามไป” หยางห่าวอู๋มีรัศมีน่าเกรงขามครั้นเอ่ยออกไปเช่นนี้ นายทหารผู้นั้นก็รีบวิ่งไปหน้าขบวนเพื่อรายงานสถานการณ์ท้ายขบวนในทันที
ซุนต้าหลงยังไม่อยากมีปัญหากับตระกูลหยางยามนี้ยามที่ทุกชีวิตตกอยู่ในอันตราย “อนุญาตให้อยู่ดูแลคนป่วยได้เพียงสองคนนอกนั้นให้ตามขบวนมา ส่วนเ้าต้องเป็คนจับตาอยู่เฝ้าพวกมันและเดินทางตามมาให้ทันขบวนใหญ่”
“ขอรับท่านรองแม่ทัพ”นายทหารผู้นี้คือจี๋ไห่ ที่ท้ายขบวนนอกจากเขาแล้ว ยังมีลูกน้องของเขาอีกสี่คนย่อมหมายความว่าทั้งห้าคน ต้องอยู่กับคนตระกูลหยางที่เจ็บป่วย
ซวยจริง ๆ