[ติ๊ง! โฮสต์สามารถเพิ่มค่าสถานะได้แล้ว]
เสียง์ดังขึ้นในห้วงความคิด เฉินสวินไม่ลังเลที่จะเพิ่มแต้มลงในช่อง [พลกำลัง] อีกครั้ง พร้อมทั้งแบ่งให้ เหล่าหนิว เพิ่มกำลังไปอีกหนึ่งแต้มเช่นกัน
เฉินสวินค้นพบว่าการอัปค่ากำลังมีประโยชน์มหาศาล ทำงานทำการก็คล่องแคล่ว ขาแข้งมีเรี่ยวแรง สายตาฉับไว หนึ่งคนทำงานได้เท่ากับสองคน แข็งแกร่งดั่งโคถึก
กระทั่งแม่นาง 'ชุ่ยฮวา' สาวน้อยวัยขบเผาะสิบสี่กะรัตประจำหมู่บ้าน ยังมักส่งสายตาหวานเชื่อมให้เขาอยู่เนืองๆ
"หรือนี่คือวิถีแห่งลูกผู้ชาย..."
เฉินสวินก้มมองมัดกล้ามของตนพลางทอดถอนใจลึก เสน่ห์อันล้นเหลือที่ไม่อาจปิดบังนี้ ไม่รู้ว่าจะไปหว่านเสน่ห์ใส่สาวน้อยในหมู่บ้านให้หลงใหลได้ปลื้มสักกี่คน
"เฮ้ย! เหล่าหนิว! กินช้าๆ หน่อยสิวะ"
เฉินสวินร้องเสียงหลงด้วยความใ เ้าวัวดำตัวดีฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังดื่มด่ำกับอารมณ์ศิลปิน แย่งมื้อดึกส่วนของเขาไปกินหน้าตาเฉย
มอ!
เหล่าหนิว ไหวพริบเป็เลิศ อ้าปากงับคำเดียวกลืนลงท้องไปจนหมดสิ้น เฉินสวินได้แต่อ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปครู่ใหญ่...
ปีที่สอง เฉินสวินและ เหล่าหนิว ไปฝากตัวเป็ลูกมือช่างตีเหล็ก พละกำลังมหาศาลของเขาทำให้ช่างตีเหล็กถึงกับทึ่ง เอ่ยปากชมไม่ขาดปากว่าเฉินสวินมีพร์แห่งการเป็ยอดช่างศาสตรา
เขาไม่ขอรับค่าแรง ขอเพียงเลี้ยงข้าวเขาและ เหล่าหนิว ให้อิ่มท้องก็พอ ช่างตีเหล็กตอบตกลงทันทีอย่างใจป้ำ
ทว่าเดือนถัดมา เพียงเพราะวันนั้นเฉินสวินดันก้าวเท้าซ้ายเข้าร้านตีเหล็ก ซึ่งถือเป็ลางร้าย ทั้งคนทั้งวัวจึงถูกไล่ตะเพิดออกมาทันที
เฉินสวินได้แต่ทำใจ นี่คงเป็ความเ็ปที่ผู้แข็งแกร่งต้องแบกรับกระมัง
พวกเขากลับมาหาที่นาผืนงาม แล้วเริ่มลงมือปลูกข้าวกันอีกครั้ง เหล่าหนิว รับหน้าที่ไถนา หนึ่งคนหนึ่งวัวประสานงานกันอย่างรู้ใจ มุ่งมั่นสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน
"นี่คืออาณาจักรของพวกเรา"
"มอ!"
เฉินสวินมองดูทุ่งนาสีเขียวขจีเบื้องหน้า ั์ตาเปี่ยมไปด้วยความปีติ ในมือกำขวานเบิกภูผาแน่น ที่เอวยังเหน็บขวานไว้อีกสองเล่ม
เหล่าหนิว เองก็ดีใจจนเนื้อเต้น เพียงแต่ที่ขาทั้งสี่ข้างของมันผูกติดไว้ด้วยใบมีดคมกริบ บนเขาข้างที่เหลือยังมัดขวานไว้อีกหนึ่งเล่ม
"ถ้าพวกคนชั่วหน้าไหนกล้ามาขโมยอีก!"
แววตาของเฉินสวินแปรเปลี่ยนเป็เย็นะเื หันไปมอง เหล่าหนิว ฝ่ายหลังเองก็จ้องมองกลับมา แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
"วิ่งหนีโลด! พวกเราจะไม่ปะทะตรงๆ เด็ดขาด อุปกรณ์ครบมือขนาดนี้ ข้าอยากรู้นักว่าใครจะกล้าไล่ตามทัน!"
"มอ! มอ!"
โชคดีที่ปีนี้เหตุการณ์ราบรื่น ได้ข่าวว่าหมู่บ้านข้างเคียงเกิดเื่ใหญ่ขึ้น ชาวบ้านถูกเกณฑ์ตัวไปรวมกันหมด จึงไม่มีใครว่างมายุ่งกับที่นาของเฉินสวิน
เขาจัดการอัปค่าพลกำลังให้ตัวเองและ เหล่าหนิว อีกคนละแต้ม แล้วเก็บเกี่ยวข้าวในนาอย่างมีความสุข
เหล่าหนิว ขุดหลุมขนาดใหญ่ไว้ในถ้ำ เฉินสวินย่อมรู้ใจ นำข้าวสารขาวจั๊วะนับไม่ถ้วนเทใส่ลงไปเก็บตุนไว้
แต่เขาก็ยังแบ่งส่วนหนึ่งเตรียมไว้คืนให้ผู้ใหญ่บ้าน โดยปริมาณมากกว่าตอนที่ได้รับมาหลายเท่าตัว
เตร่ง! เตร่ง!
เสียงรัวฆ้องดังลั่นมาจากในหมู่บ้าน ก้องกังวานไปทั่วทิศทาง แม้แต่อยู่ในถ้ำยังได้ยินแว่วๆ นี่คือสัญญาณเรียกรวมพลเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ
เฉินสวินหรี่ตาลง รีบวิ่งออกจากถ้ำ อย่าบอกนะว่ามีการยกพวกตีกัน? ด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ ล้มชายฉกรรจ์สักคนสองคนนับว่าสบายมาก
พวกเขาย่องไปหมอบซุ่มดูสถานการณ์อยู่บนเนินเขาอย่างลับๆ ล่อๆ ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม บรรยากาศในหมู่บ้านดูคึกคักรื่นเริง ผู้คนต่างพากันไปมุงอยู่ที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน
"ไป เหล่าหนิว ไปดูกัน"
"มอ!"
กลางหมู่บ้าน ชาวบ้านนับพันคนต่างมีสีหน้าเปี่ยมหวังและตื่นเต้น ในมือถือไก่เป็ดปลาเนื้อ ยืนก้มหน้าประสานมือคารวะบุคคลสองคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง
"สำนักเมฆาเวหาเปิดรับศิษย์ ผู้ใดมีรากิญญา ล้วนมีโอกาสก้าวสู่เส้นทางเซียน"
หนึ่งในสองคนนั้นสวมชุดนักพรต ยืนตระหง่านอยู่บนหลังคาบ้านผู้ใหญ่บ้าน มองลงมาด้วยสายตาดูแคลน ท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง
"ท่านเซียนขอรับ จะรู้ได้อย่างไรว่ามีรากิญญาหรือไม่"
"นั่นสิเ้าคะ เ้าเสี่ยวเฮยจื่อลูกข้าแรงเยอะอย่างกับวัวั้แ่เด็ก หมอดูเคยทักว่าเป็เทวดามาเกิดแน่ะเ้าค่ะ"
...
ชาวบ้านต่างตื่นเต้นดีใจ ยิงคำถามรัวเป็ชุดจนผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสองขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญ
"เงียบ!"
ดูเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรจะหมดความอดทน ยันต์แผ่นหนึ่งในมือถูกกระตุ้น ทันใดนั้นเปลวเพลิงกองมหึมาก็ลุกโชนขึ้นกลางอากาศ น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง อากาศรอบด้านพลันร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น
ชาวบ้านเงียบกริบในบัดดล แม้แต่เข็มตกยังได้ยิน ั์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว คิดในใจว่านี่แหละหนาอิทธิฤทธิ์ท่านเซียน!
"สมกับเป็ 'วัวดำจูงหมา จูงไปจนสุดทาง' จริงๆ"
เฉินสวินพา เหล่าหนิว มายืนอยู่ริมขอบฝูงชน แววตาฉายแววชื่นชม โลกใบนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่จริงๆ
เหล่าหนิว ได้ยินแล้วก็งุนงง มันไปจูงหมาในหมู่บ้านั้แ่เมื่อไหร่กัน?
"รากิญญาแบ่งออกเป็ รากิญญาผสมห้าธาตุ, รากิญญาชั้นต่ำสี่ธาตุ, รากิญญาชั้นกลางสามธาตุ, รากิญญาชั้นสูงสองธาตุ และรากิญญาฟ้าหนึ่งธาตุ"
ผู้บำเพ็ญเพียรไพล่มือข้างหลังอธิบาย พลางกระตุ้นป้ายหยกในมือ "ไม่ต้องตื่นเต้น ผู้ที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี เริ่มทดสอบรากิญญาได้"
ลำแสงหลากสีสันพุ่งขึ้นจากพื้นดิน สว่างเจิดจ้าบาดตา เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง แม้แต่คนแก่คนเฒ่ายังอยากจะลองเข้าไปทดสอบดูบ้าง
เด็กๆ และคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านต่างกระตือรือร้น ทยอยกันเข้าไปยืนในลำแสง ทว่าแสงนั้นกลับนิ่งสนิทไร้ปฏิกิริยา
"เป็ไปไม่ได้! คืนนั้นข้าฝันเห็นตัวเองเป็เซียนเหาะเหินเดินอากาศชัดๆ!"
ชาวบ้านคนหนึ่งพึมพำอย่างคนเสียสติ ไม่ยอมเชื่อความจริง จู่ๆ ก็หันไปคุกเข่าโขกศีรษะร้องะโ "ท่านเซียน! ได้โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วยเถิด!"
"ถอยออกไป ให้เวลาสามลมหายใจ" น้ำเสียงเ็าดังขึ้น
"ท่านเซียน ได้โปรดเถิดขอรับ"
ชาวบ้านผู้นั้นร้องไห้คร่ำครวญ ไม่ยอมลุกออกจากลำแสง "ข้าฝันเห็นจริงๆ นะขอรับ!"
ฉัวะ!
แสงกระบี่วาบผ่าน โลหิตสาดกระเซ็น ชาวบ้านผู้นั้นค่อยๆ ล้มลง ดวงตายังคงเบิกค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
เสียงเข่ากระแทกพื้นดังระงม ชาวบ้านตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
รูม่านตาของเฉินสวินหดเกร็ง เขารีบนั่งยองๆ ลงกับพื้น เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ผู้บำเพ็ญเพียรพวกนี้ช่างป่าเถื่อนไร้กฎหมายสิ้นดี
เหล่าหนิว เองก็รีบหมอบราบไปกับพื้น หนึ่งคนหนึ่งวัวสบตากัน ภาพฝันอันสวยงามในใจค่อยๆ แตกสลายลงอย่างเงียบงัน
"ต่อไป" ผู้บำเพ็ญเพียรเอ่ยเสียงเรียบ สายตามองชาวบ้านราวกับมองฝูงปศุสัตว์
ครานี้ไม่มีใครกล้าก่อความวุ่นวายอีก ชาวบ้านต่างเดินเข้าสู่ลำแสงอย่างเป็ระเบียบ ทว่าในแววตายังคงแฝงไว้ด้วยความหวัง
เฉินสวินเองก็แสร้งทำท่ากล้าๆ กลัวๆ เข้าไปทดสอบ ผลปรากฏว่าเป็รากิญญาผสมห้าธาตุ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย
"ไม่เลว... ยังมีผู้มีรากิญญาสามธาตุอยู่คนหนึ่ง"
มุมปากของผู้บำเพ็ญเพียรยกยิ้มจางๆ มองไปที่เด็กหญิงตัวน้อย "ไปร่ำลาครอบครัวเสีย"
"เ้าค่ะ ท่านเซียน"
เด็กหญิงผู้นั้นทั้งอาลัยอาวรณ์และดีใจระคนกัน หลังจากร่ำลาครอบครัวแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรยังมอบเงินให้ครอบครัวนางอีกหลายสิบตำลึง
"ส่วนพวกรากิญญาผสมห้าธาตุ สามารถเข้าสำนักไปเป็ศิษย์รับใช้ได้ มีโอกาสก้าวสู่เส้นทางเซียนเช่นกัน"
ผู้บำเพ็ญเพียรเปรยขึ้นลอยๆ พลางมองไปที่กลุ่มคนไม่กี่คน
"ท่านเซียน ข้าไปขอรับ!"
พวกที่มีรากิญญาห้าธาตุได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบคุกเข่าลงทันที
ผู้บำเพ็ญเพียรปรายตามองมาที่เฉินสวิน ทว่าอีกฝ่ายกลับนอนน้ำลายฟูมปาก เหงื่อท่วมตัว ส่วน เหล่าหนิว ข้างๆ ก็หายใจรวยรินเหมือนจะขาดใจตาย เห็นได้ชัดว่าถูกฉากนองเืเมื่อครู่ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
"จิตใจไม่มั่นคง เส้นทางเซียนคงไร้วาสนา... ไปกันเถอะ"
ผู้บำเพ็ญเพียรส่ายหน้า เรียกกระบี่บินออกมาจากถุงสมบัติ พาว่าที่ศิษย์ใหม่เหาะเหินเดินอากาศจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
ชาวบ้านต่างมองตามหลังเซียนด้วยความอาลัยระคนอิจฉา
"มารดามันเถอะ... เหล่าหนิว! ข้าบอกให้เ้าเตะเบาๆ แกล้งตายเนียนๆ นี่กะจะเอาให้ตายจริงๆ เลยใช่ไหม!"
เฉินสวินนอนเจ็บหนักอยู่บนพื้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง รสััแห่งกีบเท้าวัวเมื่อครู่ เกือบจะส่งเขาไปพบพ่อแม่ที่ตายจากไปนานแล้วจริงๆ
มอ~
เหล่าหนิว เอาหัวดุนเฉินสวิน มันเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะแรงเยอะขนาดนี้
มันแบกเฉินสวินกลับถ้ำ เขาต้องนอนพักรักษาตัวอยู่หลายวันกว่าสีหน้าจะเริ่มดีขึ้น
"พวกเราห้ามไปเข้าสำนักพวกนั้นเด็ดขาด"
เฉินสวินอธิบายให้ เหล่าหนิว ที่กำลังทำหน้างงฟัง "สำนักพวกนั้นอันตรายเกินไป ฆ่าคนไม่ผิดกฎหมาย แถมยังกินเนื้อวัวแกล้ม 'ตัวเดียวอันเดียว' *"
รูม่านตา เหล่าหนิว สั่นระริก มันส่ายหัวดิก ไอ้เื่ฆ่าคนไม่ผิดกฎหมายน่ะมันไม่ค่อยเข้าใจ แต่ไอ้เื่ 'กินเนื้อวัวแกล้มตัวเดียวอันเดียว' นี่มันเข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋!
เหตุการณ์ผู้บำเพ็ญเพียรในวันนั้น ไม่เพียงไม่ทำให้เฉินสวินรู้สึกหลงใหลได้ปลื้ม แต่กลับมอบความรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรงให้แก่เขา
พวกเขามีเื่กับเหล่าหวังหมู่บ้านข้างๆ อย่างมากก็แค่ชกต่อยกัน แต่ผู้บำเพ็ญเพียรพวกนี้ พูดไม่เข้าหูคำเดียวคือฆ่าทิ้ง...
เฉินสวินจดจำสายตาคู่นั้นได้แม่นยำ มันเหมือนกับสายตาของเขา... ยามที่กำลังจะเชือดไก่อย่างไรอย่างนั้น