บทที่ 30 ตากับยายโกรธเื่อะไรกันนะ?
หนิงชิงเฟิ่งไม่พูดอะไร หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูจ้องมองเธอแต่ก็ไม่พูดเช่นกัน
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย
หนิงหรานกลอกตาไปมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใสๆ ว่า
"หนิงชิงเฟิ่ง เธอก็ยังเป็น้าของฉัน ฉันก็ไม่ได้อยากจะบีบคั้นเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรมา วันนี้ฉันกับตา ยายก็ไม่อยากจะเอาเื่แล้ว"
เมื่อพูดจบ คนที่มามุงดูก็พากันถอนหายใจ
"เฮ้อ หลายปีมานี้ ครอบครัวของสองผู้เฒ่าลำบากมาขนาดไหน ใครจะไม่รู้?"
"ฉันรู้แต่ว่าพวกเขาลำบาก ไม่คิดเลยว่าหนิงชิงเฟิ่งจะมาขโมยของของพวกเขาอีก"
"ทำแบบนี้มันเวรกรรมชัดๆ"
มีคนจ้องมองหนิงชิงเฟิ่งด้วยความไม่พอใจ
หนิงชิงเฟิ่งแทบจะเป็ลมด้วยความโกรธจากคำพูดของพวกเขา
แต่ไม่รู้ทำไม เธอถึงไม่ได้หันไประบายความโกรธใส่หนิงเฉิงฮุย เหมือนกับว่าไม่กล้ามองเขา
เมื่อได้ยินคำพูดของชาวบ้าน หนิงชิงเฟิ่งก็สบถออกมาว่า "เหอะ! พวกแกเป็ใคร? รู้เื่อะไรบ้าง?"
เมื่อเธอพูดแบบนี้ ก็มีคนไม่พอใจ
"ชิงเฟิ่ง พวกเราทุกคนก็เป็เพื่อนบ้านกัน เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง?"
"ใช่ พวกเราพูดอะไรผิดเหรอ?"
"ที่ผ่านมาเธอทำกับสองผู้เฒ่ายังไง ทำกับหนิงหรานที่เป็แค่เด็กตัวเล็กๆ ยังไง เธอเองก็น่าจะรู้แก่ใจดี!"
"ใช่ คนเราทำอะไรไว้ฟ้าดินย่อมรับรู้ เธอไม่รู้สึกละอายใจบ้างเหรอ? ถ้าฉันเป็เธอ ต่อให้ช่วยเหลือทุกเดือนไม่ได้ แต่ฉันก็จะไม่ขโมยของของพวกเขาแน่นอน!"
หลังจากที่หนิงเฉิงฮุยพูดประโยคนั้น ถึงแม้เขาจะไม่ได้ยืนยันอะไรชัดเจน แต่ในใจของชาวบ้าน พวกเขาเชื่อไปแล้วแปดในสิบส่วนว่าเป็หนิงชิงเฟิ่งที่ขโมย!
ไม่งั้นหนิงเฉิงฮุยจะใส่ร้ายลูกสาวคนเดียวของตัวเองทำไม?
ที่ผ่านมาทำกับพ่อแม่ไม่ดีก็มากพอแล้ว ยังแอบขโมยของของพวกเขาอีก แล้วยังรังแกพวกเขาอีก แบบนี้ใครๆ ก็รับไม่ได้
หนิงชิงเฟิ่งหน้าซีดเผือดเมื่อถูกชาวบ้านวิจารณ์ต่อหน้า
เมื่อเห็นพวกเขาพากันชี้หน้าด่าหนิงชิงเฟิ่ง จางหลิงหลานก็รู้สึกกลัวและขยับเข้าไปใกล้หนิงชิงเฟิ่ง
ถึงแม้จางหลิงหลานจะยังเด็ก แต่เธอก็มีไหวพริบดี มักจะมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ทันสังเกต
เช่นเดียวกับเมื่อครู่นี้ จางหลิงหลานรู้สึกได้ว่าหนิงชิงเฟิ่งดูเหมือนจะเกรงใจหนิงเฉิงฮุย
จริงๆ แล้ว จางหลิงหลานไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหนิงชิงเฟิ่งจะกลัวหนิงเฉิงฮุย
ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าหนิงชิงเฟิ่งมีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่อหนิงเฉิงฮุย ส่วนใหญ่จะเป็ความเกรงใจบางอย่าง
เมื่อได้ยินคำพูดของชาวบ้าน จางหลิงหลานก็ดึงชายเสื้อของหนิงชิงเฟิ่งแล้วพูดเบาๆ ว่า
"แม่ ด้วยคำพูดของตา พวกเขาคงไม่เชื่อพวกเราหรอก พวกเราไปกันเถอะ อย่าอยู่ที่นี่เลย"
หนิงชิงเฟิ่งสะบัดมือของจางหลิงหลานออกอย่างหัวเสีย จ้องมองหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูอย่างเคียดแค้น
ความโหดร้ายในสายตาของเธอทำให้สวีอวี้จูหวาดกลัว
เธอพยายามพูดว่า "ชิงเฟิ่ง คือว่า พวกเรา..."
"ยาย!" หนิงหรานขัดจังหวะสวีอวี้จูแล้วจับมือเธอไว้
เธอจ้องมองหนิงชิงเฟิ่งด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ริมฝีปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มประชดประชัน แต่แววตากลับไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ
“ยาย…” เธอเอ่ยเสียงเย็น “หนูเข้าใจความหมายของยายดี ยายกำลังจะบอกว่าพวกเรากับน้าก็ยังเป็ครอบครัวเดียวกันอยู่ใช่ไหมคะ?”
"แน่นอน! แน่นอนสิ!" สวีอวี้จูรีบพยักหน้า
หนิงหรานพูดต่อ "ในเมื่อเป็ครอบครัวเดียวกัน หนูก็เชื่อว่าการที่น้ามาครั้งนี้ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาเอาอะไรจากบ้านพวกเราไปหรอกใช่ไหม?
พวกเราก็ลำบาก ซื้อของพวกนี้มาก็ลำบาก ยังต้องกินต้องใช้ไปอีกนาน น่าเสียดายแย่ถ้ามันเสียหายหรือหายไป"
เธอมองไปที่หนิงชิงเฟิ่งอย่างใสซื่อ ราวกับว่าหนิงชิงเฟิ่งกำลังจะรับปากว่าจะไม่แตะต้องอะไร
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเชื่อใจ
แต่หนิงชิงเฟิ่งกลับรู้สึกคลื่นไส้จนแทบจะอ้วกอาหารเช้าออกมา
เธอโกรธหนิงหรานจนตัวสั่น
ะโว่า "ใครจะอยากได้ของไร้ค่าในบ้านแกกัน!"
ถึงแม้จะพูดแบบนั้น แต่ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็หัวเราะเยาะในใจ มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม
ในตอนนี้ พวกเขาก็รู้แล้วว่าหนิงชิงเฟิ่งตั้งใจมาที่นี่ ก็เพราะของที่ครอบครัวหนิงเฉิงฮุยซื้อมานั่นเอง!
ไม่ต้องพูดถึงหนิงชิงเฟิ่งเลย แม้แต่พวกเขาเอง เมื่อเห็นแป้งสาลีอย่างดีและของอื่นๆ ก็อดตื่นเต้นไม่ได้
แต่พวกเขาก็ไม่เหมือนหนิงชิงเฟิ่ง พวกเขาไม่กล้าทำเื่น่าอายแบบนั้น
เมื่อเห็นเื่ราวบานปลายถึงขั้นนี้ ชาวบ้านก็เชื่อคำพูดของหนิงหราน อย่างสนิทใจ
สายตาที่มองหนิงชิงเฟิ่งก็เปลี่ยนไป
หนิงหรานยกยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เ็าไม่อาจส่งถึงดวงตาที่ว่างเปล่า
“ถ้าอย่างนั้นฉันกับตายายต้องไปเก็บของแล้ว คงไม่ได้ไปส่งน้านะ”
หนิงชิงเฟิ่งโกรธจนแทบจะยืนไม่อยู่ าแที่ถูกหนิงหรานทำร้ายตอนนี้ก็ปวดร้าวขึ้นมาเป็พิเศษ
เธอยกนิ้วที่สั่นเทาขึ้นมาแล้ว ชี้ไปที่หนิงหราน กัดฟันกรอด "แก...แกกล้าดียังไง! อย่าคิดว่าเื่นี้จะจบแค่นี้!"
เื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ถึงแม้เธอจะยังอยากได้ของดีๆ พวกนั้นไป แต่เธอก็ไม่มีหน้าพูดออกมาอีกแล้ว
หนิงชิงเฟิ่งจ้องมองหนิงหรานอย่างเคียดแค้น พูดขู่ว่า "แกคอยดูเถอะ!"
พูดจบ เธอก็ดึงจางหลิงหลานที่ใกับสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธของเธอ แล้วเดินออกไปที่ประตู ชาวบ้านพากันหลีกทางให้เธอด้วยความไม่พอใจ
หนิงชิงเฟิ่งโกรธจนแทบจะเป็ลม
เธอไม่เคยอับอายขนาดนี้มาก่อน!
สวีอวี้จูมองไปที่หนิงชิงเฟิ่งที่เดินจากไปด้วยความกังวลใจ อ้าปากจะพูดว่า "ตาแก่..."
สีหน้าของหนิงเฉิงฮุยก็ดูไม่สู้ดีนัก
เขามองไปที่สวีอวี้จูแล้วพูดว่า "รีบเก็บของเถอะ"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินเข้าไปในบ้าน
สวีอวี้จูกลืนคำพูดลงไป มองไปที่หนิงหรานด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก หญิงชราพยุงหลานสาวไปนั่งที่เดิม แล้วหยิบไม้ค้ำยันมาให้
ก่อนจะถามด้วยความเป็ห่วงว่า "หรานหราน ขาของงหนูเป็ยังไงบ้าง?"
จริงๆ แล้วมันเจ็บมาก
หนิงหรานหน้าซีดเล็กน้อย
แต่เธอก็ยังยิ้มแล้วพูดว่า "ไม่เป็ไรค่ะ"
ดูเหมือนว่าคืนนี้หลังจากที่ตากับยาย หลับแล้ว เธอต้องฝังเข็มให้ตัวเองสักหน่อย
สวีอวี้จูมองหนิงหรานด้วยสีหน้าลังเล ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ถอนหายใจแล้วไปเก็บของกับหนิงเฉิงฮุย
ชาวบ้านที่หน้าประตูเห็นว่าไม่มีเื่สนุกให้ดูแล้วก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไป
หนิงหรานมองหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูที่กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บของ ก็รู้สึกหนักใจเล็กน้อย
หรือว่าตาฏํฐยาย ไม่พอใจที่เธอใส่ร้ายหนิงชิงเฟิ่ง?
หนิงหรานมีความรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก เธอรู้สึกว่าพวกเขาน่าจะไม่ได้โกรธเื่นี้
แต่หนิงหรานคิดเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
ถ้าไม่ใช่เพราะเื่นี้ แล้วหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูจะโกรธเื่อะไรอีก?
หลังจากเก็บของเสร็จก็เป็เวลาเย็นแล้ว
หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แก่คุณลุงหลิวที่ช่วยพวกเขาฬฯซํฯฯ๊็
หลังจากพักผ่อนมาครึ่งวัน หนิงหรานก็แอบดื่มน้ำจากน้ำพุวิเศษจากกำไลเงิน ขาของเธอไม่เจ็บแล้ว แผลยังเริ่มคันยุบยิบ ซึ่งเป็สัญญาณของการฟื้นตัว
จริงๆ แล้ว น้ำพุวิเศษที่หนิงหรานดื่มไม่ได้เจือจางเลย มีสรรพคุณมาก ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่หนิงหรานไม่อยากไปโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะน้ำพุวิเศษนี่แหละ
ดังนั้นหนิงหรานจึงมั่นใจว่าอย่างมากก็ไม่เกินยี่สิบวัน ก่อนไปโรงเรียน เธอจะต้องหายดีเป็ปกติ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
หลังจากเก็บของอยู่นาน ลานบ้านและห้องก็ดูเหมือนใหม่
เครื่องมือทำการเกษตร เฟอร์นิเจอร์ และของใช้เก่าๆ ถูกหนิงหรานบังคับให้ทิ้งไป แล้วเปลี่ยนเป็ของใหม่ที่ซื้อมา
หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูกำลังสร้างเตาขนาดเล็กหน้าบ้าน พวกเขาย้ายตู้ไม้เก่าออกมาตั้งวางหม้อ กะทะ จาน ชาม และเครื่องปรุง เพื่อความสะดวกในการทำอาหาร
และระบายควันออกไปภายนอก ไม่ให้ฟุ้งกระจายในบ้านจนหายใจไม่ออก
เมื่อในบ้านมีข้าวสารและแป้งสาลีอย่างดี หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็รู้สึกกังวล ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ที่ไหนถึงจะปลอดภัย
สุดท้ายหนิงหรานตัดสินใจเก็บไว้ในบ้าน พอดีพวกเขาก็ซื้อโอ่งดินเผาขนาดใหญ่มาด้วย
ถึงอย่างนั้น หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็ยังกังวลอยู่ กลัวว่าจะมีแมลงหรือหนูมาทำลายข้าวของ
หลังจากเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูมองไปรอบๆ ลานบ้านที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดูอบอุ่น มีชีวิตชีวามากขึ้น
สะอาดเป็ระเบียบเรียบร้อย ของเยอะแต่ไม่รก ดูเหมือนบ้านจริงๆ ทั้งสองคนก็รู้สึกเหมือนฝันไป
สวีอวี้จูถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "ตาแก่ พวกเรากำลังฝันอยู่หรือเปล่า?"
หนิงเฉิงฮุยมองไปรอบๆ อย่างเหม่อลอย ไม่พูดอะไร
หนิงหรานหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดอย่างมั่นใจ "ยาย พวกเราไม่ได้ฝันไปหรอกค่ะ"
สวีอวี้จูมองเธออย่างเหม่อลอย
หนิงหรานยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ตา ยาย นี่เป็แค่การเริ่มต้น ต่อไปหนูจะทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นเรื่อยๆ"