วันนี้กวนต้าหยงได้เดินทาง มายังหมู่บ้านเกอจื่อไป๋
เพื่อทำการสืบหาความจริง กรณีเหตุมีบางพวก
ส่งฝูงเหยี่ยวออกมาโฉบจิก ไล่ทำร้ายบรรดานกงาน ขัดขวางภารกิจ
“เชิญทางนี้ ขอรับ”
ห่าวเป่อลัวผู้ใหญ่บ้าน รับผิดชอบพาไปยังจุดปล่อยนกพิราบ
ตรงลานบริเวณหน้าผาช่องลับ ซึ่งรู้กันเพียงสามคนภายในหมู่บ้าน
เมื่อเครื่องมือใช้ทำมาหากิน จนก่อร่างสร้างตัวถูกก่อกวน
ขั้นเ้าสำนักต้องลงมาคลี่คลายเอง กับวิกฤตอันส่งผลกระทบ
วิธีส่งสารเลือกใช้ม้าเป็พาหนะวิ่งทางบก
อีกทั้งฝึกให้นกพิราบบินข้ามทางอากาศ
ส่วนวิถีสัญจรแจวเรือ ยังคงเช่นเดิมทางน้ำ
เครือข่ายเชื่อมโยง ที่สร้างรายได้จุนเจือสนับสนุนสำนักสมิงเหลือง
ให้สามารถเลี้ยงดู ลูกสมุนหลายร้อยชีวิต
ทั้งชื่อเสียงสะสม ด้านแหล่งข่าวข้อมลู ถือว่าเป็หนึ่งในแคว้นฉาง
“แน่ใจนะ ว่าเส้นทางไม่ถูกแพร่งพราย”
กวนต้าหยงถามย้ำกับห่าวเป่อลัว
“ข้ารับรอง ท่านเ้าสำนัก”
ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ล้วนต้องรัดกุมไม่ให้รั่วไหล
ผู้ใหญ่บ้านรวมผู้ช่วยรองอีกสองคน ถูกวางตัวรับผิดชอบ
สำหรับพับแผ่นสาร สอดใส่ปลอกเล็ก ๆ ที่ผูกปลายเท้านก
ขั้นตอนสุดท้าย คือปล่อยขึ้นฟ้าให้บินส่งยังจุดหมาย
หมู่บ้านนกพิราบขาวกับหมู่บ้านม้าดำ และยังมีหมู่บ้านปลาแดง
สามแหล่งอยู่ในอาณัติ สังกัดของสำนักสมิงเหลือง
ทุกภาคส่วนคือฐานแรงงานสำคัญ ต่างมีผู้ใหญ่บ้าน
เปรียบดังตัวแทน ถูกแต่งตั้งโดยตรงจากเ้าสำนักสมิงเหลือง
ประกอบเป็ที่ยอมรับ ของสมาชิกภายในหมู่บ้าน ถึงจะขึ้นตำแหน่งได้
“ต้องมีหนอนบ่อนไส้”
กวนต้าหยงมองปราดเดียวก็ดูออก ผิดปกติเพราะผู้จะเข้าถึงล่วงรู้ได้
ว่านกพิราบขาวตัวใด ที่ขึ้นบินส่งสารในแต่ละวัน คงเป็หนึ่งในสามบุคคล
“สืบให้แน่ชัดก่อน ข้าถึงจะระบุได้”
เ้าสำนักสมิงเหลืองบอกกับผู้ใหญ่บ้านนกพิราบขาว
ด้วยข้อตกลง ที่ยังไม่พร้อมเผยให้สมาชิกอีกสองคนสำคัญได้ทราบ
เนื่องมีแผน หาตัวคนผิดไว้ในใจแล้ว
“อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น จับตาพฤติกรรมระหว่างนี้”กำชับสั่ง
“ขอรับ ท่านเ้าสำนัก”
พื้นเพห่าวเป่อลัว จากเด็กชายขี้โรค อีกทางบ้านลำบาก
แทบจะหาเงินมาจ่ายค่ายา หมอรักษาไม่ไหว
ถึงกับนำตัวมาฝากให้ผู้เฒ่ากวนตู้ วณิพกพเนจร
ช่วยรับ่ดูแลต่อ โดยถือเป็ญาติห่าง ๆ เอามาอุปการะ
ตัวผู้ใหญ่บ้านห่าวเป่อลัวเอง สำนึกบุญคุณของท่านผู้เฒ่าเสมอ
ไม่ได้มีใจคดต่องาน ที่ได้รับมอบหมาย แต่ประการใด
รวมทั้งเชื่อในศักยภาพของกวนต้าหยงเ้าสำนัก
ซึ่งเคยผ่านการฝึกสอน มวลวิชาดำรงชีพหลากหลายรูปแบบ
บนสังเวียนถนนเส้นทางวณิพก จากผู้เฒ่ากวนตู้
อันมีโอกาสผจญโลกกว้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากกว่าตนเสียอีก
ที่เป็เพียงเด็กชาย ร่างกายสุขภาพอ่อนแอ
จำต้องคอยหลบซ่อนกายภายในบ้าน เก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับผู้ใด
เหตุผลเกรงจะเอาโรคภัยไปแพร่ติด สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น
“เฝ้าดู อีกสองวันต้องได้รู้”
เพื่อไม่ให้ผู้ร้ายไหวตัว กวนต้าหยงเน้นกำชับ
ก่อนออกเดินทางกลับ ม้าดำลัดเลาะเส้นทาง
ตัดผ่านใช้เวลาไม่กี่ชั่วยาม เข้าเขตเมืองหลวงฉางฮั่น
ลมเย็นพัดหอบมาปะทะ หยุดแลไปมองสายน้ำธารใส
หากผ่านมาทางนี้ทีไร ให้ได้เผลอยิ้มคนเดียวตลอด
ดวงตะวันตามไล่หลัง รีบควบเร่งตะบึงหนีแสงส้มลูกเพลิง
ขณะใกล้พลบค่ำ จนมาถึงหน้าซุ้มประตู
“เย้ ๆ ท่านพ่อกลับมาแล้ว”
มือน้อยยอมละจากพุ่มไม้ ตรงพยายามหัดตัดแต่ง
เด็ดกิ่งใบขึ้นรูปทรง เป็ลูกเป็ดลอยน้ำ ตามจินตนาการ
แขนงศิลปะเดียงสา ยามเล่นสนุก หลินอี้ชะเง้อยืนคอยดัก
พ่อบ้านหวงเข้ามาจูงม้า ไปเก็บในคอกให้
กวนต้าหยงก้าวเข้าหาลูกสาวบุญธรรม เ้าตัวะโโลดเต้นดีใจ
“ข้างนอกอากาศชื้น เกรงจะไม่สบายเอาได้”
วางเอามือทาบลูบหัว เอ่ยคำห่วงใย
“ท่านแม่คอยยังโต๊ะอาหารแล้ว เ้าค่ะท่านพ่อ”
ตั้งประสงค์อยากพร้อมหน้าพร้อมตา ในวงล้อมมื้อเย็น
เลยได้ออกมามองต้นทาง เป็ระยะ่จวนเวลา
“โอ้! หากหิวให้ลงมือไปก่อน อย่าได้ทำเช่นนี้อีกนะ ลูกข้า”
กวนต้าหยงย่อตัวลงมาอุ้ม พาหลินอี้น้อยเดินถึงห้องอาหาร
มีนางเหมยหยงนั่งบนเก้าอี้ จัดแจงวางตัวลูกสาวพร้อมเชิญชวน
“อย่าชักช้า มาเถิด”
ร่วมรับประทาน หลังจากทำความสะอาดล้างมือ ในอ่างใบเล็กที่ตั้งรอ
“ดูสิ ของอร่อยทั้งนั้น”
ชมรสโอชาของกระเพาะปลาตุ๋นยาจีน ช่วยบำรุง
อีกตบท้ายด้วยของหวาน สาลี่เชื่อมในน้ำเก๊กฮวย
ส่วนสาวใช้ไป๋อัน นางเข้ามาเก็บจาน ชามบนโต๊ะ
จังหวะป้าฟ่านยกป้านชาวางริน ก่อนถอยห่าง
ผ่านไปสักพัก ขณะจิบชาล้างปาก เลยเอ่ยสนทนา
เหมยหยงถามขึ้น“เป็ประการใดบ้าง? ท่านเ้าสำนัก”
ธุระวันนี้เดินทางั้แ่เช้าตรู่ กลับถึงบ้านเกือบเย็นค่ำ
“่นี้ต้องสะสางงานยังหมู่บ้านนกพิราบขาว เพราะมีสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น”
พูดบอกไม่อยากปิดบังแก่นาง แม้เป็เื่งานตามที
“มีอันใด ที่ข้าพอแบ่งเบาภาระได้ ให้ท่านบอกด้วย”
คำเหมยหยง นางเอ่ยกับกวนต้าหยง
“ไม่ต้องลำบากเ้าเลย ขอแค่ได้สุขสบายในสำนักสมิงเหลืองแห่งนี้ ตัวข้าก็พอใจแล้ว”
รู้ในสถานะตนไม่อาจเทียบกับลูกสาวอำมาตย์ใหญ่
คู่ทำเนียบแห่งแคว้นฉาง ั้แ่สมัยหนุ่ม สาว จึงเจียมตัวมาตลอด
เพียงได้แต่ทำหน้าที่ดูแลปกป้อง สำหรับสิ่งนี้พอเกินหวัง
ยิ่งมีสุขขึ้นไปอีก กับการมีหลินอี้น้อยเป็บุตรบุญธรรม
“ถ้าเช่นนั้น โปรดรับไว้เถิด”
นางยื่นส่งให้ เพราะฤดูหนาวใกล้มาเยือน
“ช่างประณีตนัก ขอบใจเ้าจริง ๆ”
กวนต้าหยงรับมาคลี่ ลองคลุมตัว
“ท่านแม่ยังทำให้ข้า อีกด้วยนะท่านพ่อ”
หลินอี้น้อยคุยอวดบ้าง
“ข้าจะใส่ไปท่องยุทธจักร กับท่านพ่อเ้าค่ะ”
ความช่างเจรจาพาที พลอยก่อเกิดเสียงหัวเราะในความคิดล้ำเลิศ
“ยังไม่ได้เสี่ยวหลิน เ้าต้องเรียนหนังสือก่อน”
คำต่อประโยคกับบุตรสาว ที่ตนเห็นแววฉลาดมาแล้ว
ถึงกับเอ่ยปากขอร้องเสินหยาง ให้มาเป็อาจารย์
ช่วยประสิทธิ์วิชาการ จากอดีตบัณฑิตผู้หันเหชีวิตมาได้รู้จักกัน
เหตุไม่ยอมทำตามทางบ้าน ซึ่งบังคับแต่งงาน
เกี่ยวดองสัมพันธ์เข้าตระกูลขุนนางกังฉิน
ขึ้นชื่อในเื่ฉ้อโกงบ้านเมือง ทั้งไม่มีใจรัก ชอบพอฝ่ายหญิง
ข้อประการอุตส่าห์ร่ำเรียน จนสอบเข้าเป็จอหงวนได้
แต่แล้วชายหนุ่มอนาคตไกล ต้องดับสลายตัวเอง
ปลีกเลือกเดินหนี ทิ้งสกุลเสินไว้เื้ั
ออกมาเร่ร่อนดุจไร้หัวนอนปลายเท้า ใช้ชีวิตอิสระนำพาชะตา
“ข้าไม่อยากเรียนเลยเ้าค่ะ แต่ถ้าได้ติดตามท่านพ่อ น่าสนุกมากกว่า”
หลินอี้น้อยเปรย หน่วยประกายตาสดใส
ตอบโต้ไม่ได้หมายถึงขาดสนใจ ที่จะเล่าเรียน อ่านตำรา
เพราะสามารถท่องจำ เต็มล้นสมองนาง ลำพังอยากเล่นตามประสาวัยเท่านั้น
“คงไม่ได้ลูกข้า อนาคตเ้าต้องสืบทอดตำแหน่งเ้าสำนัก หากขาดความรู้ไปไม่ดีแน่”
ยกชี้ถึงความสำคัญของการศึกษา ดั่งที่ตนได้รับจากผู้เฒ่ากวนตู้
“เช่นนั้น ท่านพ่อให้สัญญากับข้าได้ไหม เ้าคะ”
ขอต่อรอง เมื่อนางเรียนในตำรากับอาจารย์แล้ว
ยังอยากให้กวนต้าหยง สอนแนะในเื่ทั่วไปอีกด้วย
“เข้าท่าดีลูกข้า ตกลง ๆ”
เ้าสำนักสมิงเหลืองชอบใจยิ่ง ไม่เสียแรงที่ส่งเสริม จึงรับปาก
...สนทนาพูดคุยกันพอได้เื่แล้ว ต่างแยกเดินไปอีกทาง
ภายห้องหับในอาคารสำนัก เตรียมตัวชำระกาย
พินิจมองไปยังถังไม้ บรรจุน้ำใบใหญ่นั่งรอท่า
เปิดยิ้มกว้างออกมา กับสบู่ก้อนงามที่วางไว้ให้ใช้
ปล่อยมโนล่องลอย ย้อนวัยความทรงจำเก่าก่อน
“อุ๊ย! อ้าว”
เสียงอุทานดังมาจากดรุณีนางหนึ่ง ที่ยืนบนสะพานโค้งข้ามคลอง
พลันลมกรรโชกแรง ผ้าเช็ดหน้าผืนงามปลิวร่วงลงน้ำคล้ำ
ทำให้วณิพกเด็กชาย เนื้อตัวมอมแมม ต้องรีบะโตามคว้าทัน
นำมายื่นส่งให้ สร้างประทับใจจากใบหน้านวล ริ้วแดงแก้มฝาด
“ขอบคุณนะ เ้าขอทาน”
นางได้ผ้าผืนน้อยคืน จึงวิ่งไปยังร้านค้าใกล้ ๆ
ไม่นานกลับมาพร้อมของในมือ มอบแก่ผู้ะโลงไปในคลองเหม็นเน่า
“รับไว้ซะ ข้าให้”
ด้วยเด็กชายวณิพกไม่เคยรู้จักสิ่งนั้น รูปทรงขนาด
และสีสันที่สวยงาม จะคว้าใส่ปากกัด จนต้องอธิบาย
“เอาไว้ใช้สำหรับทำสะอาดร่างกายเวลาอาบน้ำต่างหาก ไม่ใช่ของกิน”
นับั้แ่วันนั้นมา ต้องแอบหลบมุมไปยังลำธารนอกเมือง
พร้อมใช้สบูก้อน ถูขัดกายเนื้อตัวหอมฟุ้ง
แตกต่างกับสภาพความเป็อยู่ แบบยาจกของตนเองยิ่งนัก
จนกระทั่งได้มาพบกับผู้เฒ่ากวนตู้ สอนให้อ่านออกเขียนได้
อีกชี้นำแนวทาง ถึงยกระดับชีวิตดีขึ้นทีละน้อย
คิดจะมีที่อยู่เป็หลักแหล่ง ไม่ต้องนอนข้างถนน
เริ่มต้นเป็กุลีขนของ ยังตลาดกลางเมือง
ทำงานหนักเอาเบาสู้ เพื่อสร้างเขยิบฐานะ
พอรู้ช่องทางทำมาหากิน รับจ้างเขียนจดหมาย
ส่งข่าวคราวกับผู้ไหว้วาน ที่มาเรียกใช้ให้เงิน
ธุรกิจขยับขยาย จนกลายเป็สำนักสมิงเหลือง
ศูนย์รวมครบทุกด้าน ในการสื่อสารหลายประเภท
มาบัดนี้ก้อนสบู่ชนิดเดิม นำวางให้ได้ใช้สอย
กวนต้าหยง ซึ่งแช่น้ำอุ่นในถังไม้ใบใหญ่ ไม่แม้กระทั่งอยากจะลุก
“ขออภัย ท่านเ้าสำนัก”
เสียงดังขึ้นจากชายชุดดำ เข้ามารายงานความเคลื่อนไหว
เมื่อถูกมอบให้ค้นหา ถึงจุดพิกัดถลาลงของฝูงนกเหยี่ยวล่า เลยไม่รอช้า
“เป็ที่ข้าคาดไว้ ไม่มีผิด”
โพล่งคำกับคนของตน ที่ส่งไปสืบถึงซุ้มกระโจมชาวอาหรับ
พวกมีอาชีพเร่แสดงโชว์เรียกเงิน ได้เลี้ยงสัตว์หลายชนิดเพื่องานแสดง
“รุ่งขึ้น ข้าต้องไม่พลาด ให้เตรียมตัวด้วย”
คำของกวนต้าหยง บอกกับคนเงา
“ขอรับ ท่าน”
กล่าวน้อมเอา ก่อนหายไปในมุมมืดลับตา
...ณ กองกลุ่มชนเผ่าอาหรับ แหล่งสถานกระโจมของหัวหน้าชูร์เก้อ
มีเ้าสำนักสมิงเหลือง ขอเข้าพบปะ
“เชิญว่ามาเถิด กับธุระท่าน?”
หัวหน้าชนกลุ่ม ถามไม่อ้อมค้อม
“ตรงไปตรงมาดี ฉะนั้นข้าคงไม่ต้องเสียเวลามากความ”
ชั้นเชิงคงไม่ถามถึง กลุ่มบงการที่ว่าจ้าง
แต่ยกพูดถึงผลประโยชน์ พร้อมมอบส่งทันที
“เ้าได้รับค่าจ้างเท่าไรในงานนี้ ข้ายอมจ่ายคืนให้เป็อีกเท่าตัว”
อ่านขาดมองออก ตัวชูร์เก้อทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง จึงต้องเอาเงินมาล่อ
“คงบอกจำนวนแก่ท่านไม่ได้ นั่นด้วยคือข้อผูกพันบังคับ ทางธุรกิจของเผ่าอาหรับเรา”
ชูร์เก้อวัดประเมิน ผู้มายื่นข้อเสนอตรงหน้า
“ถ้าเป็สิ่งนี้ล่ะ?”
จึงวางเล่มกริชลงบนมือชายลูกครึ่งผสม
หัวหน้าเผ่าอาหรับถึงกับตาโต เมื่อเห็นวัตถุปะาแฝงความงดงาม
อีกทั้งมูลค่ามหาศาล โดยประมาณไม่ได้
“โอ้โห!”
ตะลึงจนอุทานออกมาจากชูร์เก้อ อันอาวุธสะสมของบุรุษชาวอาหรับ
ที่ต้องมีไว้ประดับเกียรติยศข้างกาย ถือเป็สิ่งสำคัญ
ไม่ใช่จำนวนเม็ดอัญมณี ที่ติดเรือนด้ามฝัก
แต่ตรงใบกริชคม ปรากฏอักษรพระนามสลัก ประทับตราขององค์สุลต่าน
บ่งบอกถึงของสูงส่ง มีอิทธิพลทางใจต่อชนอาหรับพลัดถิ่นยิ่งนัก
จำพวกเดินทางรอนแรม แสดงละครสัตว์หยังชีพ
ชรู์เก้อรับมาเชยชม ทั้งยอมบอกเบาะแสต้นตอให้ทราบ
ว่าเป็ฝีมือของพรรคกิเลนไฟ สำนักกลุ่มจัดตั้งขึ้นมาใหม่
สำหรับสกัดคู่แข่ง ถึงกับเล่นสกปรกทุกวิถีทาง
จ้างงานทำลายชื่อเสียงสำนักสมิงเหลือง หวังผลลดความเชื่อถือ
“ขอบใจมาก”
พอสืบสาวราวเื่ถึงข้อมูลจนกระจ่างชัด
กวนต้าหยงเอ่ยกับเ้าของซุ้มกระโจม อย่างเปิดอก
“มิเป็ไร เพราะคนที่ท่านต้องขอบใจแท้จริง คือเ้าของกริชซึ่งมอบมาเพื่อง้างปากข้าต่างหาก”
เสมือนรู้ การได้มาไม่ใช่เื่ง่ายดายเลย
กับเครื่องบรรณาการของขวัญ จากทางเปอร์เซีย กริชทรงคุณค่าเล่มนี้
หากผู้หนุนหลัง ไม่เป็ระดับบุคคลใกล้ชิดเบื้องสูง
คงต้องร่ำรวยล้นฟ้า ถึงจะหาไว้ได้
คราเปิดเผยสู่ฟังแล้ว ถือว่าจบเื่ราว
หัวหน้าชูร์เก้อจึงสั่งกับลูกน้อง ที่พามาเข้าพบ
จัดแจงส่งแขกกลับ ทางใครทางมันไม่ข้องเกี่ยวต่อไป
...วันที่สาม จึงมีการเรียกประชุมกัน ภายในหมู่บ้านเกอจื่อไป๋
มติพ้องพร้อมประกาศปลด ผู้ช่วยรองผู้ใหญ่บ้าน
“บอกเหตุผลมา สุยจง?”
คาดคั้นจากเ้าสำนักสมิงเหลือง อุตส่าห์มาสอบสวนด้วยตัวเอง
กับคนที่ถูกจับได้ ล่วงรู้ถึงพฤติกรรมต่ำช้า
“อภัยให้ข้าน้อย ด้วยเถิดท่านเ้าสำนัก”
สุยจงคุกเข่าลงทุนอ้อนวอน ทั้งหาข้ออ้าง
โดยตนต้องร่วมมือกับฝ่ายตรงข้าม หักหลังพวกพ้องเดียวกัน
“ข้าไม่อยากให้ผู้ใหญ่บ้านห่าวได้หน้า มีผลงานจึงเข้ากับพรรคกิเลนไฟ”
ออกปากถึงสิ่งที่แอบแฝงภายในจิตใจ บ่อเกิดแตกแยกกันขึ้นในสายงาน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะยกตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้กับเ้า”
ห่าวเป่อลัวลั่นวาจา เพราะคิดว่าตนมีส่วน
สาเหตุขับให้สุยจงต้องกระทำการในครั้งนี้ จนเป็เื่ใหญ่
“ไม่เป็เยี่ยงอย่างเลยผู้ใหญ่บ้าน ตัวข้าผิดไปแล้วต้องขอโทษ”
ก่อสำนึกได้ ตนเองช่างเขลานัก ริษยาแม้กระทั่งผู้พร้อมยินดีหยิบยื่นให้ง่าย ๆ
ลำพังหากเอ่ยปากขอกันตามตรง คนอย่างห่าวเป่อลัว ใจคอกว้างขวางยิ่ง
“ต่อไปนี! ถือว่าเ้าไม่ใช่คนของข้า”
ข่มกลั้นอารมณ์ผิดหวัง“ออกไปจากหมู่บ้านนี้เสีย”บทลงทัณฑ์คือขับไล่
“สมควรแล้ว กับสิ่งที่ข้าทำ”
ละอายเกินกว่าจะร้องขออยู่ต่อ ก้มหน้ารับชะตา
แนบหัวโขกพื้น คำนับคารวะเป็ครั้งสุดท้าย
เนื่องไม่รู้อนาคตตนเอง จะไปตกแห่งหนใด
ทำลงได้แม้แต่พี่น้อง หมู่บ้านเดียวกัน สุยจงไม่กล้าแบกหน้าหาใคร
อย่าว่าแต่พรรคกิเลนไฟเลย คงขยาดตัดขาดสันดานคนเยี่ยงนี้
...สรุปปิดคดีจบเื่ราว ก้าวเดินไปยังหยุดยืน
ข้างกรงเลี้ยงนกพิราบ เอ่ยรำพันต่อท้ายอย่างไม่เสียดาย
“เกิดเป็คน หากมีจิตละโมบย่อมอยู่ได้ยาก ไร้สงบ”
พลางตรองมือลูบเครา คิดหาทางเอาคืนพรรครุ่นใหม่
“ท่านเ้าสำนัก ทำถูกต้องขอรับ”
ล้วนเห็นด้วยกับคำตัดสินของผู้นำ แม้อดเห็นใจสุยจงไม่ได้ของห่าวเป่อลัว
“ปราชญ์ว่าไว้ น้ำดีกับน้ำเสียย่อมต่างกัน”
บังเกิดสลดการกระทำ ของอดีตลูกน้องที่สร้างเสียหาย กระจายต่อส่วนรวม
อีกติดข้องตรงที่ห่าวเป่อลัว ผ่อนปรนแก่ผู้ร้าย
“ข้าชักอยากรู้ สิ่งใดดลเ้า ถึงขั้นจะยกตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้สุยจง เ้าคนชั่วนั่น”
เลยเปิดอกระบาย“ไม่แปลกในหมู่มนุษย์ ย่อมมีแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น”
ร่างผอมเชิดหน้าขึ้นฟ้า“เพื่อลดการขัดแย้ง บางทีต้องสละแบ่งปัน”
วลีของชายมองโลกในแง่ดี ไขข้อคาใจ
มุมมองกวนต้าหยง สรุปไม่เห็นเป็สิ่งคู่ควรเสียด้วยซ้ำ
ที่จะส่งเสริมคนเลว จึงออกความคิดเห็นบ้าง
“สำหรับข้า ยากเกินให้โอกาส ขนาดหักหลังทำกับพี่น้องได้ลงคอ”
“ท่านเ้าสำนักคงไม่รู้ ว่าผู้ที่ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บมาั้แ่เด็กอย่างข้า ไม่ยึดติดอันใด
ขอเพียงถือมั่นในความดี ผลกระทำ เมื่อยังพอมีชีวิตอยู่ต่อลมหายใจ”
ผู้ใหญ่บ้านห่าวเป่อลัว บอกปลงในข้อสัจธรรม ซึ่งน้อยคนนักจะทำได้
“โชควาสนาของข้า มีบริวารอย่างเ้า”
ตบบ่าชื่นชมอีกนึกปล่อยวาง มองข้ามเื่แก้แค้นพรรคกิเลนไฟตกไป
...สำนวนปรัชญาเมธีกล่าวไว้ ‘ลาภยศ สรรเสริญล้วนเป็มายา มวลข้าวปลาอาหาร ลูกเมีย สุขภาพ ครอบครัวคือสิ่งแท้จริง’ .