หลังจากที่เห็นห้องนอนของน้องชายทั้งสองคนดับไฟตะเกียงเรียบร้อยไปแล้ว จางเฟยอีจึงเดินไปที่บ่อน้ำหลังบ้าน ดึงสายยางจากสวนที่บ้านในมิติของนางออกมาเปิดเติมน้ำลงในบ่อเพิ่มลงไป
นางใช้่เวลาที่นั่งรอน้ำในบ่อเต็ม ไปกับการคิดถึงเหตุการณ์หลังจากท่านเ้าเมืองถูกจับไปปะาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“หลังจากท่านเ้าเมืองซ่างซุนถูกปะา ราคาข้าวของจะลดลงมาเพียงเล็กน้อย เพราะการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์รุ่นใหม่ยังคงต้องใช้เวลา ส่วนภัยแล้งก็กำลังจะจบสิ้นลงไป ฤดูฝนปีหน้าฝนจะตกลงมาตามปกติแล้ว ่เวลานี้เป็่ที่ในนิยายจะกล่าวถึงความก้าวหน้าของพระเอกที่ค่อยๆ รับตำแหน่งในราชการจากผู้น้อย และใช้ความสามารถของตนค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไป ส่วนนางเอกยังต่อสู้กับแม่เลี้ยงและพี่สาวต่างมารดาอยู่ภายในจวนยังไม่ได้พบกับพระเอก อีกสามปีนู่นถึงจะได้พบกันอีกครั้ง” นางค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ออกมาอย่างใจเย็นอยู่เพียงลำพัง
“อย่างนี้ฉันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะปลูกผักไปไม่รอดอีกแล้วล่ะสิ น้ำในบ่อมีให้คนในบ้านสกุลจางพอใช้อย่างแน่นอน แต่หากจะให้ทำเป็อาชีพคงต้องรอเก็บเกี่ยวข้าวสาลีชุดนี้ออกไปก่อน หลังจากหมดฤดูหนาวแล้วค่อยเริ่มลงมือก็ยังทัน”
ระหว่างที่นางยังคงพร่ำเพ้ออยู่คนเดียว ถึงสิ่งที่ควรคิดควรทำต่อไป นางก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กลอยแว่วมาเบาๆ เป็ระยะ นางพยายามตั้งใจฟังที่มาของเสียงร้องไห้นี้ ก็พบว่ามันมาจากกระท่อมหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากบ้านสามสกุลจางไม่มากนัก
เมื่อตั้งใจมองดูให้ดี นางก็เห็นว่ากระท่อมหลังนั้นยังคงจุดไฟตะเกียงส่องแสงเล็ดลอดออกมาเล็กน้อย นางกะระยะห่างระหว่างบ้านนางและกระท่อมหลังนั้นว่าน่าจะราวๆ เกือบ 1 ลี้ (500 เมตร) เสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้นต้องดังพอสมควรเลยถึงจะส่งเสียงมาไกลจนนางสามารถได้ยินได้
นางพยายามคิดถึงเด็กที่มีอายุน้อยภายในหมู่บ้านที่นางเคยพบเห็น กลับคิดไม่ออกว่าเด็กคนนี้จะเป็ผู้ใด
คนในหมู่บ้านนางล้วนเคยเห็นหน้าจากเวลาที่นางไปเก็บผักป่า หรือยามเดินผ่านผู้คนภายในหมู่บ้าน หลายคนนางก็จำหน้าจำชื่อได้ โดยอาศัยจากการฟังผู้อื่นเรียกชื่อ หรือฟังเื่ซุบซิบนินทาบางเื่มาจากป้าสะใภ้รอง
ไล่เลียงความทรงจำจากเ้าของร่างเดิม นางก็พอจะจำได้ว่า กระท่อมหลังนั้นย่อมเป็ของนายพรานที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านเมื่อสามปีก่อน เื่เล่าของเขาล้วนแต่บอกกล่าวถึงความดุร้าย และน่ากลัวของนายพรานผู้นั้นเพียงเท่านั้น เขาย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านน่าหลางพร้อมชายชราหนึ่งคน กับน้องชายสองคน แต่เพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่นานชายชราผู้นั้นก็เสียชีวิตไป เหลือเพียงพวกเขาสามพี่น้องเท่านั้น
นายพรานผู้นี้ไม่ค่อยสุงสิงกับชาวบ้านมากนัก เขาขึ้นเขาที่อยู่ทางด้านหลังของบ้านนางเพื่อไปล่าสัตว์ และนำไปขายในเมือง เคยมีชาวบ้านเข้าไปขอซื้อสัตว์ที่เขาล่ามาได้ แต่กลับถูกเขาไล่ออกมา ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับน้องทั้งสองคนของเขา
ั้แ่นั้นจึงไม่มีคนในหมู่บ้านให้ความสนใจครอบครัวของนายพรานผู้นี้อีกเลย และเขาก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนอะไรให้กับคนในหมู่บ้าน ต่างคนต่างอยู่กันโดยสิ้นเชิง
จางเฟยอีใจไม่ค่อยดี หากว่าเขามีชื่อเสียงเื่ความดุร้าย แล้วเวลานี้มีเสียงเด็กร้องไห้ดังออกมาจากบ้านของเขา เช่นนี้เด็กสองคนนั้นจะเป็อย่างไรบ้าง นางเองก็มีน้องชายสองคนเช่นกัน จึงนึกเป็ห่วงเด็กสองคนที่อยู่ทางนั้นไม่น้อยเลย
แต่หากจะให้นางเดินดุ่ม ๆ เข้าไปถามความ นางก็คงไม่กล้าเอาตัวไปเสี่ยงตายเช่นกัน มีชีวิตที่สองขึ้นมาได้อย่างนี้แล้ว นางไม่มั่นใจว่านางจะสามารถมีชีวิตที่สามได้อีกครั้งหรือไม่
นางได้แต่นั่งฟังเสียงร้องไห้ที่ดังแว่วมาอย่างต่อเนื่อง เนิ่นนานนับชั่วยาม จนกระทั่งน้ำในบ่อสูงขึ้นมาได้ระดับหนึ่งแล้ว จึงได้ตัดใจเก็บสายยาง และเดินกลับเข้าห้องนอนด้วยความหดหู่
……….
เช้าวันนี้จางเฟยหรงวิ่งไปเอาอาหารที่ป้าสะใภ้ใหญ่สั่งเอาไว้ว่า นางจะเป็คนทำอาหารสองมื้อ เวลาเช้าและเย็นเผื่อบ้านสามด้วยตนเอง ผักและเครื่องปรุงส่วนของบ้านสาม จางเฟยอีนำไปมอบให้ไว้แล้วั้แ่เมื่อวาน ส่วนมื้อกลางวันหากบ้านสามจะกินก็ให้ตักออกไปมากหน่อย แล้วแบ่งเก็บไว้กินกันเอง
ป้าสะใภ้และท่านลุงใหญ่ต้องออกไปที่นา วันนี้บ้านลุงรองจะซ่อมแซมกระท่อมของพวกเขาและย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นเลย กระท่อมทางนั้นไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก เพียงแค่เติมหญ้าเติมฟางบนหลังคาที่ร่อยหรอลงไปเล็กน้อยกับทำความสะอาดก็ใช้ได้แล้ว
เด็กหญิงทั้งสองคน ป้าสะใภ้รองก็ไม่จำเป็ต้องนำมาฝากจางเฟยอีเลี้ยงอีกต่อไปแล้วเช่นกัน เพราะเวลานี้พวกเขาย้ายเข้าบ้านใหม่ที่อยู่ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง เด็กทั้งสองวิ่งเล่นอยู่ในบ้านพวกเขาก็ยังดูแลกันเองไปด้วย ทำงานไปด้วยได้อย่างสบายใจ
เมื่อพวกนางทั้งสามคนกินอาหารเสร็จเรียบร้อย จางเฟยอีก็เดินนำพวกเขาไปที่แปลงผักเป็อันดับแรก
พื้นที่หลังบ้านสามไม่ได้กว้างมากนักแต่ก็ไม่เล็กเลย ท่านปู่ทำแปลงผักทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ ไว้ให้นางได้แปดแปลง แต่ละแปลงจะปลูกผักได้ราว 30-40 ต้น
สำหรับจางเฟยอีผู้ที่กำลังเห่อทำสวนครัวั้แ่ชาติก่อน แต่ยังไม่ทันได้เริ่มทดลองปลูกผักสักต้นก็กลับตายไปเสียก่อนเช่นนั้น แปลงผักแปดแปลงที่มีขนาดเท่ากัน ดินถูกพลิกกลับและสับจนร่วนซุยเป็อย่างดีนี้ นางมองเห็นพื้นที่หลังบ้านทั้งหมดราวกับเป็สวน์ย่อมๆ ของนางเลยทีเดียว
หากนำไปเปรียบเทียบกับแปลงผักที่นางลงมือขุดดินจนได้เืก่อนตายเมื่อชาติก่อนแล้ว แปลงผักของนางราวกับรอยหลุมและกองดินที่สุนัขขุดไว้ซ่อนอาหารก็ไม่ผิดเลยสักนิด
เมื่อคิดได้ว่าตนเองเป็เพียงเสือกระดาษที่อ่านวิธีปลูกผักมามากหน่อยเพียงเท่านั้น แต่ยังไม่เคยลงมือทำจริงเลย ท่าทางมั่นอกมั่นใจที่เดินนำน้องชายทั้งสองมาอย่างยิ่งใหญ่ของนาง ก็พลันแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็วราวกับลูกโป่งถูกปล่อยลม
เด็กชายทั้งสองคนที่เห็นพี่สาวของตนอยู่ดีๆ ก็หน้าซีดเข่าอ่อน ร่างกายสั่นไหวโซเซคล้ายคนจะเป็ลม ต่างก็ใรีบเข้ามาช่วยพยุงร่างของพี่สาวเอาไว้
"พี่ใหญ่ ท่านเป็อะไรไป" จางเฟยหรงร้องเสียงหลง อย่างตื่นตระหนก ส่วนจางเฟยเทียนก็ทำตาแดงม่านน้ำตาคลอเบ้าตาทั้งสองข้างไปแล้ว
"ไม่เป็ไร..ไม่เป็ไร...น้องรองน้องเล็ก....... พี่ใหญ่ไม่เคยปลูกผัก!!"
และแล้วสามพี่น้องก็มานั่งกอดเข่าเหม่อมองแปลงผักกันอย่างเลื่อนลอย จางเฟยอีถอนหายใจอย่างหงุดหงิดออกมาสามครั้ง จางเฟยหรงก็ถอนหายใจอย่างทำอะไรไม่ถูกออกมาอีกสองครั้ง
จางเฟยเทียนผู้ไม่รู้ประสีประสาเห็นว่าตัวเองยังเด็กอยู่ สมควรถอนหายใจครั้งเดียว แต่เขาอยากโตเร็วๆนี่นา เช่นนั้นเขาขอยาวๆ กว่าผู้ใดแล้วกัน
"เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออ"
จางเฟยอีและจางเฟยหรงต่างก็คิ้วกระตุกขึ้นมาพร้อมกัน คนเป็พี่ชายอดไม่ได้จึงกำมือเขกหัวน้องชายจอมซื่อบื้อไปหนึ่งที
"โธ่..พี่รองข้าแค่ล้อเล่นหน่อยเดียวเอง ท่านจะกลัวอะไรเล่า พี่ใหญ่ของเราทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ ขนาดต้มข้าวเปล่า ยังต้มอร่อยกว่าท่านป้าสะใภ้ใหญ่เลย แล้วเหตุใดจะปลูกผักแพ้ผู้อื่นได้เล่า" จางเฟยเทียนตอบกลับอย่างซื่อตรง
จางเฟยอีได้ยินคำพูดของน้องชายคนเล็ก ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที นางทะลุมิติมานะ แล้วนี่ก็คือชีวิตในนิยายนะ เหตุใดนางจึงต้องมานั่งกังวลวุ่นวายอยู่เล่า หากปลูกผักตายไปครึ่งนางก็เอาออกจากมิติมาเติมได้ หากพวกมันรอดก็เป็กำไรของนางแล้วนี่
และเหตุผลที่ต้องปลูกผักก็ยังเป็เพียงแค่เื่บังหน้าของที่มาที่ไปของอาหารและสร้างอาชีพให้บ้านสามเท่านั้น ใครจะมาคอยนั่งนับว่านางปลูกผักได้กี่ต้น ตายไปกี่ต้นกันเล่า