หลี่เจี่ยหลิงเห็นว่าจ้าวห่าวหลินไม่้าพูดเื่นี้นางไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ
คนเราย่อมมีเื่ราวที่ยากลำบากของตัวเอง
หลี่เจี่ยหลิงเช็ดตัวด้วยน้ำร้อยจนสะอาดนำอ่างไม้ออกไปเทด้านนอกลานบ้านคว่ำอ่างตากไม้ก่อนค่อยกลับมาล้มตัวลงนอนข้างจ้าวห่าวหลิน
หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกนอนไม่หลับสุดท้ายก็พลิกตัวหันตะแคงข้างไปทางจ้าวห่าวหลิน
“เ้า...รังเกียจที่ข้าใช้ความตายเ้ามาบีบบังคับให้เ้าเป็สามีบำเรอของข้าหรือไม่?”
พอมาคิดอีกทีนางรู้สึกว่าตอนนั้นนางทำไม่ถูกตอนนั้นเป็่ความเป็ความตายของเขาแต่นางเลือกที่จะบังคับให้เขาต้องเลือกยอมรับข้อตกลงเพื่อเอาชีวิตรอด
หากเขาจะเกลียดนางนางก็ไม่แปลกใจ ...แต่เขาก็ยังอยู่
บางทีอาจจะมีอะไรมามากกว่าที่นางรู้ก็เป็ได้
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจความจริงแล้วมันก็เป็เช่นนั้น แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจนางแม้ว่าค่ำคืนนั้นนางจะทำเพื่อรักษาเขาแต่เขาก็ทำให้นางเสียความบริสุทธิ์แล้วสำหรับหญิงสาวในยุคนี้การที่ตัวเองแปดเปื้อนแล้วย่อมไม่สามารถแต่งงานได้
เพราะเขาเข้าใจเื่นี้เขาจึงตอบรับข้อตกลงและยินยอมที่จะมอบทุกอย่างตามที่นางเรียกร้องไม่ใช่เพียงแค่ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตและไม่ใช่เพราะนางเป็คนมีความสามารถที่เขาอยากรั้งไว้ข้างกาย
แต่เพราะนางเป็ของเขา
เพียงแค่คิดว่าหากวันนั้นเกิดเื่ขึ้นแล้วยามเช้านางไล่เขาออกไปอย่างไม่ไยดีนั่นต่างหากที่จะทำให้เขาปวดใจ
แต่ที่เขายังไม่ยอมบอกเื่ราวของตัวเองเพราะว่าเขาไม่แน่ใจในตัวนางไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อแต่เพราะเขาต่างหากที่กลัวว่านางจะทิ้งไปหลังจากรู้ตัวตนของเขา
เขาอยากรอให้อี้โยวมาถึงรอจนกว่าจะรู้ว่านางเป็ใครและนางอยู่ในกำมือเขาแล้วเขาจึงค่อยบอกนางทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเอง ถึงตอนนั้นต่อให้นางมีปีกหนีเขาก็ไม่คิดจะให้นางหลุดรอดออกไปจากกำมือของเขาได้
หลี่เจี่ยหลิงเห็นว่าจ้าวห่าวหลินยังคงเงียบนางเข้าใจว่าความเงียบคือคำตอบ นางพลิกตัวหันหลัง
“ข้าเข้าใจแล้ว...หากเ้าจะไปก็แค่บอก ข้าจะไม่รั้งเ้าไว้”
ไม่รู้ทำไมคำพูดของนางทำให้เขาปวดใจจนแทบอยากจะพลิกตัวนางกลับมาบีบคอถามว่านางพูดเช่นนั้นได้อย่างไร
“เ้าเป็ของข้าแล้ว”
“ข้าไม่ถือสา...มันก็แค่การรักษา”
“เ้าคิดเช่นนั้นหรือ?”น้ำเสียงทุ้มมีความเศร้าเจืออยู่ทำให้หลี่เจี่ยหลิงหวั่นไหวอยากจะหันกลับไปหาเขาเพื่อให้แน่ใจว่านางคิดไม่ผิด
“หรือว่าไม่ใช่?”ไม่เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงไม่เชื่อใจนาง ไม่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเขาให้นางรู้กัน
“เจี่ยหลิง...เ้าคิดว่าข้าเป็คนไร้เหตุผลขนาดนั้นเชียวหรือ” นางไม่ตอบ จ้าวห่าวหลินก็พูดต่อ“เพราะข้าเข้าใจเ้าข้าจึงยอมรับและยิ่งไม่เคยนึกรังเกียจเ้า บอกข้าสิข้าจะรังเกียจเมียตัวเองได้อย่างไร? จำไว้หากข้าอยู่เ้าอยู่หากข้าไปเ้าจะต้องไปกับข้า”
“เ้าช่างพูดจาไหลลื่นนักคงใช้วาจาเช่นนี้หลอกล่อหญิงงามมากมายแล้วสิท่า”แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ใบหน้าของนางเปื้อนยิ้มอย่างสบายใจ
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรคนเดียวที่ข้าพูดเช่นนี้มีเพียงเ้า”
คำพูดของเขาช่างรู้จักปลอบประโลมจิตใจของนางนักนางยิ้มกอดผ้านวมในอ้อมแขนแน่น ไม่รู้ว่าควรจะตอบโต้อย่างไรดีชั่วขณะ
“เอาเถอะเลิกโกรธข้าเสียที ...สักวันข้าจะบอกเ้า”
เพียงเท่านี้นางก็พอใจแล้วนางยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะเอ่ยเสียงแ่ “นอนเถอะ”
จ้าวห่าวหลินพ่นลมหายใจมองเพดานดินเหนือหัวหากพูดกันตามความจริง แม้ว่าจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งนี้เกิดจากการรักษาเพื่อรักษาชีวิตข้อตกลงเพื่อผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรืออะไรก็ตามก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงได้ว่า
....หญิงสาวที่นอนเคียงข้างเขาตอนนี้คือเมียของเขาแล้วจะให้ข้าทิ้งเมียตัวเองได้อย่างไรกัน?
จ้าวห่าวหลินมองแผ่นหลังของหลี่เจี่ยหลิงลมหายใจสม่ำเสมอทำให้รู้ว่าหญิงสาวหลับสนิทแล้วบางทีการมีคนอยู่เคียงข้างแบบนี้...ก็ไม่ได้แย่
จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มนึกภาพตอนที่นางมักชอบหยอกล้อเขาท่าทางก๋ากั๋นของนาง ท่าทางตอนที่นางเกี้ยวเขาแม้ว่ามันจะน่าอายไปหน่อยที่ถูกผู้หญิงเกี้ยวแต่สำหรับเขาที่เคยท่องโลกอนาคตมาก่อนย่อมไม่ได้ถือสาหลี่เจี่ยหลิง
หลี่เจี่ยหลิงราวกับหญิงสาวที่ทะลุมิติมาจากโลกอนาคตเหมือนกันกับเขานางเป็หญิงสาวที่ไม่อาจจำกัดด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีได้ ไม่อาจครอบกฎเกณฑ์ดูเป็อิสระ มั่นใจในตัวเอง
ภายใต้ความไร้กฎเกณฑ์ของหญิงสาวกลับให้ความรู้สึกถึงเสน่ห์ที่เป็ตัวนางเวลาอยู่ด้วยไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนที่เขารู้สึกกับหญิงสาวคนอื่นในโลกใบนี้ราวกับนางเป็คนจากโลกเดียวกัน
อาจบอกได้ว่าหลี่เจี่ยหลิงเป็คนละแบบกับเขาทำให้ทุกอย่างของหญิงสาวทำให้เขารู้สึกสนใจและน่าค้นหา
หลี่เจี่ยหลิง้าทายาทรุ่นที่สามเด็กคนนั้นจะเหมือนนางหรือไม่ หรือเหมือนเขากันนะภาพเด็กสาวตัวน้อยเรียกเขาว่าพ่อปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด
จ้าวห่าวหลินหัวเราะตัวเองก่อนที่จะผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข
ยามเช้ามาเยือนอีกครั้งหลี่เจี่ยหลิงขยับตัวลุกขึ้นจากที่นอนจ้าวห่าวหลินก็เริ่มรู้สึกตัวลุกขึ้นตื่นเช่นเดียวกัน
หลี่เจี่ยหลิงมองจ้าวห่าวหลินงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความสงสัยปกติแล้วชายหนุ่มจะตื่นหลังจากนี้ประมาณครึ่งชั่วยาม
“ข้าทำให้เ้าตื่น?”หลี่เจี่ยหลิงยื่นมือออกไปคว้าแขนชายหนุ่มมาจับชีพจรเพื่อตรวจสอบร่างกายของชายหนุ่มพอไม่พบความผิดปกติก็ถอนหายใจอย่างโล่งใจ
ท่าทางของหญิงสาวทำให้จ้าวห่าวหลินเผลอขยับยิ้มเล็กน้อยก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว
หลี่เจี่ยหลิงคว้าชุดขึ้นมาสวม“วันนี้เ้าอย่าได้ทำงานหักโหมเหมือนเมื่อวานอีก”พิษปริศนาภายในร่างของจ้าวห่าวหลินนั้นแปลกประหลาดนางไม่รู้ว่าเมื่อไรพิษชนิดนี้จะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง และหากกำเริบขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจแค่ทำงานบ้านเล็กน้อยร่างกายก็แย่แล้วหรือนี่
“วันนี้เ้าจะเข้าเมืองฉางหรือไม่?”จ้าวห่าวหลินเปลี่ยนเื่การที่ต้องกลับมาร่างกายอ่อนแออีกครั้งมันทำให้เขารู้สึกะเืใจไม่น้อย
หลี่เจี่ยหลิงมองสีหน้าของจ้าวห่าวหลินก็เข้าใจได้ปล่อยเรือไหลตามน้ำ “เ้า้าอะไรหรือ?”
จ้าวห่าวหลินลุกขึ้นมานั่งริมเตียงเตา“ข้าวขาว แป้งขาว เครื่องปรุงหลายอย่างเองก็ใกล้หมดแล้วข้าอยากให้เ้าซื้อกลับมาหน่อย” จ้าวห่าวหลินนับนิ้วนึกถึงเสบียงอาหารที่เหลือในห้องครัวก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวทั้งสองขี่ม้าไปกลับ
แบบนี้คงไม่สะดวกเท่าไรที่จะให้พวกนางสองคนขนของมากมายกับมาเลยเอ่ยต่อ “เ้าฝากเฉิน.... เอ่อ เกวียนวัวกลับมาก็ได้ข้าจะไปรับที่หน้าหมู่บ้านเอง”
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะ“เ้าคิดว่าข้าจะขนกลับมาเองไม่ได้?”
จ้าวห่าวหลินเงยหน้ามองหญิงสาวอย่างสงสัย“เ้าจะผูกของทั้งหมดท้ายหลังม้าหรืออย่างไร?” หากเป็เช่นนั้นเครื่องปรุงข้าไม่แตกหมดก่อนหรอกหรือ
หลี่เจี่ยหลิงชูแหวนบนนิ้วโป้งของนางขึ้นมาให้ชายหนุ่มดูพริบตาหัวแหวนกระพริบสว่างขึ้นมาแวบหนึ่งห่อของขนาดใหญ่ก็ปรากฏออกมาบนมือของหญิงสาว
“เมื่อวานข้าบอกว่าจะซื้อสี่สมบัติของห้องหนังสือมาให้รับไปสิ”
จ้าวห่าวหลินไม่ได้สนใจห่อของที่หญิงสาวมอบให้แต่สนใจ‘แหวน’ บนนิ้วของหลี่เจี่ยหลิงมากกว่า
‘แหวนมิติ’ เป็ของวิเศษระดับผืนดินที่หายากมาก แม้แต่ในแคว้นต้าโจวกว้างไกลเองก็มีเพียงแค่วงเดียวอีกทั้งยังเป็แหวนระดับที่มีขนาดความจุไม่กว้างมากนักเป็แหวนที่ส่งต่อแก่ฮ่องเต้ทุกพระองค์หลังขึ้นครองราชย์ภายในแหวนเก็บตราราชลัญจรกับตราประทับแทนตัวเท่านั้น
หากเขาจำไม่ผิดแหวนวงนั้นเป็แหวนที่ปฐมฮ่องเต้ใช้เงินไปหลายแสนตำลึงทองเพื่อซื้อมาจากจอมยุทธท่านหนึ่ง
แหวนมิติเป็ของวิเศษที่หายากและผูกติดกับิญญาเ้าของจนกระทั่งเ้าของตายมันก็จะแตกสลายผู้ที่สามารถใช้งานแหวนมิติได้มีเพียงแค่เ้าของที่มันตอบรับเท่านั้นหากเ้าของเดิม้าส่งมอบต่อจะต้องทำพิธีส่งมอบให้แหวนรับรู้ถึงเ้าของใหม่ก่อนเ้าของใหม่ถึงจะสามารถใช้งานแหวนมิติต่อได้
เพราะความหายากทำให้แหวนมิติเป็ของวิเศษที่ล้ำค่าอย่างมากส่วนใหญ่จะถูกส่งต่อกันภายในสำนักหรือตระกูลเท่านั้น
ถึงว่าทำไมข้าวของของสองสาวถึงได้มีเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่ไหนได้พวกนางก็เก็บของทั้งหมดไว้ในแหวนมิติตลอดนี่เอง...แสดงว่าแหวนมิติในมือของหลี่เจี่ยหลิงจะต้องมีความจุกว้างมากอย่างแน่นอน
ส่วนข้าวของที่อยู่ในบ้านหลังนี้ก็แค่เพื่อให้สามารถหยิบจับใช้งานได้สะดวกเท่านั้น
ส่วนสมุนไพรในห้องเก็บสมุนไพรเขาก็เชื่อว่าเป็เพียงส่วนหนึ่งของสมุนไพรที่หลี่เจี่ยหลิงมีอย่างแน่นอน
จ้าวห่าวหลินวางห่อของไว้ด้านข้างหลี่เจี่ยหลิงเห็นสายตาของจ้าวห่าวหลินที่มองแหวนมิติของนางก็ขยับยิ้ม“เ้า้าให้ข้าซื้อสิ่งใดบ้าง?”
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจยิ่งได้รู้จักหลี่เจี่ยหลิงเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนต่อโลกมากขึ้นเรื่อย ๆเป็ไปไม่ได้ที่หมอหญิงชาวบ้านในป่าเขาเช่นนี้จะมีแหวนมิติเช่นนี้อยู่ในดูเหมือนว่าจะไม่ใช่มีเพียงแค่เขาที่มีความลับเสียแล้วสิ
“เข้าใจแล้วเ้าช่วยซื้อแป้งขาว ข้าวขาว ซี้อิ๊ว น้ำตาล น้ำส้มสายชู เหล้าเหลือง ขิง ฮวาเจียวพริก ข้าวเหนียว เต้าหู เนื้อหมูสามชั้น และผักในตลาดกลับมาให้ข้าหน่อย”
“เหตุใดมากมายเพียงนี้”
“หม้อไฟรสเผ็ดร้อน”ตอนนี้อากาศตอนเย็นเริ่มลดอุณหภูมิลงเรื่อย ๆเขารู้สึกอยากกินหม้อไฟเผ็ดร้อนช่วยให้ความอบอุ่นยามเย็นสักมื้อ
เขาเคยเป็ลูกครึ่งไทยจีนหากให้เลือกระหว่างหม้อไฟกับหมูกระทะ เขาชอบทานหมูกระทะมากกว่า
ในโลกนี้มีหม้อไฟแต่ไม่มีเตาหมูกระทะนอกเสียจากจะต้องสั่งตีเหล็กขึ้นโครงใหม่ขึ้นมาเองดังนั้นตอนนี้จึงทำได้แค่หม้อไฟเท่านั้น
หม้อไฟรสเผ็ดร้อนเป็อาหารขึ้นชื่อของแดนเหนือเริ่มจากแคว้นอี้เป็คนคิดค้นขึ้นมาโดยบังเอิญตอนนั้นทหารแคว้นอี้ได้เดินทางไกลท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ พวกเขาร่วมตัวกันรอบกองไฟใช้หม้อแขวนใส่ของเผ็ดร้อนหลายอย่างลงไปในหม้อเพราะคิดว่าหากกินของเผ็ดร้อนจะทำให้ร่างกายของพวกเขาอบอุ่น
ตอนที่พวกเขากำลังคิดว่าจะใส่เนื้อสัตว์อะไรลงไปพวกเขาก็ตัดสินใจกันไม่ได้ว่าจะใส่สิ่งใดลงไปดี ทหารนายหนึ่งจึงตัดสินใจว่าเช่นนั้นก็ต่างคนต่างใส่ ต่างคนต่างคีบของตัวเองขึ้นมากิน
พวกเขาล้วนได้กินเนื้อที่ชอบล้อมวงกันรอบกองไฟคีบเนื้อลงไปจุ่มในหม้อ หม้อรสเผ็ดร้อนและไฟข้างใต้หม้อทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บจึงเรียกมันว่า‘หม้อไฟ’ และต่อมาก็กลายเป็อาหารขึ้นชื่อแค้วนอี้ต่อจากนั้นไม่นาน
หลี่เจี่ยหลิงกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่นางชอบกินอาหารรสชาติเผ็ดร้อนโดยเฉพาะหม้อไฟ เป็สิ่งที่นางโปรดปรานอย่างมาก
“ข้าจะซื้อของกลับมาให้เ้า”หลี่เจี่ยหลิงเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดีวันนี้มีหม้อไฟนางต้องรีบกลับเรือนเร็วเสียหน่อยแล้ว
จ้าวห่าวหลินมองหลี่เจี่ยหลิงเดินตัวลอยออกจากห้องอดส่ายหัวไม่ได้ นี่นางคงไม่ได้ลืมของอย่างอื่นที่เขา้านอกจากหม้อไฟใช่หรือไม่?
แต่พอเห็นท่าทางร่าเริงเหมือนเด็กน้อยแตกต่างจากทุกทีของหลี่เจี่ยหลิงมุมปากของจ้าวห่าวหลินอดแย้มยิ้มเอ็นดูไม่ได้
จ้าวห่าวหลินลุกขึ้นเก็บที่นอนคว้าชุดขึ้นมาสวม เป็ตัวสุดท้ายของเขาแล้วดูเหมือนวันนี้คงต้องไปซักผ้าที่แม่น้ำหน่อยแล้ว
มื้อเช้าวันนี้ยังคงเป็โจ๊กข้าวข้นไข่ต้มคนละฟองและผัดผักเช่นเดิม หลังจากกินมื้อเช้าจนอิ่มสองสาวก็พากันออกจากเรือนไปเหมือนเช่นทุกวัน
วันนี้ทั้งสองคนออกจากบ้านเร็วกว่าเวลาปกติเนื่องจากเมื่อวานตอนที่เข้าเมืองพวกนางได้เบาะแสบางอย่างวันนี้เลยเดินทางเข้าเมืองฉางเร็วขึ้นเพื่อไปตรวจสอบเบาะแสที่ได้รับ
ชุนเชียงหัวเราะคิกคักอารมณ์ดีมองหลี่เจี่ยหลิงขี่ม้าอย่างเหม่อลอย “ห่างกับท่านเขยไม่นานเ้าก็เหม่อลอยคิดถึงสามีเสียแล้ว รู้หรือไม่ว่าอาการเช่นนี้เรียกว่าอะไร?”
หลี่เจี่ยหลิงหลุดจากภวังค์หันไปหาชุนเชียง“เรียกว่าอะไร?”
“อาการติดสามี”หลี่เจี่ยหลิงมองชุนเชียงอย่างเบื่อหน่าย ชุนเชียงกล่าวเสริม“เ้าอย่าคิดว่าข้าพูดเล่นเชียว ข้าเคยได้ยินชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า นางเอ่อ...ข้าจำชื่อไม่ได้แล้ว”
หลี่เจี่ยหลิง“...” เ้าแน่ใจนะว่าเ้าไม่ได้คิดขึ้นมาเอง
“เอาเป็ว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งสามีของนางถูกเกณฑ์ไปเป็ทหาร ไม่ได้กลับบ้านมานานหลายปีสุดท้ายหญิงสาวนางนั้นก็ทนความคิดถึงที่มีต่อสามีนางไม่ได้ สุดท้ายนางก็ตาย"
“เพราะคิดถึงสามี?”
“เพราะเดินตกแม่น้ำ”
หลี่เจี่ยหลิง“....”
“เ้าอย่าได้คิดเช่นนั้นที่นางตกแม่น้ำเป็เพราะว่านางคิดถึงสามีจนเหม่อลอยพลัดตกแม่น้ำตายอย่างไงเล่า”
หลี่เจี่ยหลิง“....” ข้าเติบโตมากับเ้าเหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่าเ้าไปเอาความคิดงี่เง่าพวกนี้มาจากที่ไหนกัน
หลี่เจี่ยหลิงควบม้าขึ้นหน้ารู้สึกว่าการพูดกับชุนเชียงช่างเสียเวลายิ่งนัก“รีบไปกันเถอะ”
ชุนเชียงร้อนใจ“นี่เ้าไม่เชื่อข้าอย่างนั้นหรือ เ้ากำลังป่วยรู้หรือไม่”น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความจริงใจราวกับ้าให้หลี่เจี่ยหลิงเชื่อว่าตัวเองกำลังป่วยอยู่จริง ๆ
หลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจหนัก“ข้าเป็หมอ เหตุใดข้าไม่เคยรู้เลยว่ามีโรคเช่นนี้ด้วย”
ชุนเชียงมองหน้าหลี่เจี่ยหลิงด้วยสีหน้าใสซื่อแววตาบ่งบอกว่าหลี่เจี่ยหลิงช่างโง่นัก “หมอไม่สามารถรักษาตัวเองได้ เจ้าเป็นหมอย่อมรักษาตัวเองไม่ได้”“แม้ว่าข้าจะรักษาตัวเองไม่ได้แต่ไม่ใช่ว่าข้าควรจะไปตรวจกับหมอท่านอื่นหรอกหรือ”
ชุนเชียงย่นหว่างคิ้วนางเชื่อในความคิดตัวเองเอ่ยเถียงทันที “เช่นนั้นเ้าก็บอกมาสิว่าเ้าไม่ได้กำลังคิดถึงท่านเขย”
ถ้าไม่ตอบก็คงไม่จบใช่ไหม?
หลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจ“ใช่ข้าคิดถึงห่าวหลิน” ชุนเชียงทำหน้าข้ารู้ นางรีบเอ่ยต่อทันที“ข้ากำลังสงสัยเื่พิษปริศนาที่อยู่ในร่างของห่าวหลิน”
“พิษนั่นที่เ้าเคยพูดถึงอย่างนั้นหรือที่เ้าบอกว่าคุ้นเคยนะหรือ?”
หลี่เจี่ยหลิงพยักหน้า“ข้ารู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับลักษณะของพิษ แต่อายุของพิษผ่านมานานสิบกว่าปีหากนับอายุของข้า....ข้าก็ไม่ควรที่จะรู้เกี่ยวกับพิษชนิดนี้เป็แน่พิษนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะดูเหมือนปรุงขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ และต้องเป็ระดับเดียวกับท่านอาจารย์เฮ้อ... หากท่านอาจารย์ยังอยู่ ข้าก็คงเอาเื่นี้ไปถามท่านได้แล้วเชียว”
ชุนเชียงตีม้าขึ้นคู่หลี่เจี่ยหลิง“เหตุใดเ้าไม่เอาไปถามท่านปู่หวังชุนเค่อเล่า”
ผู้าุโหวังชุนเค่อเ้าสำนักหุบเขาสมุนไพร
สำนักหุบเขาสมุนไพรไปเป็สำนักที่เชี่ยวชาญด้านการปรุงยาและสมุนไพรน่าเสียดายที่ยุทธภพให้ความสำคัญที่ความแข็งแกร่งด้านพลังยุทธทำให้สำนักหุบเขาสมุนไพรไม่ได้รับความสำคัญนัก
เพราะว่าสำนักหุบเขาสมุนไพรชำนาญด้านสมุนไพรภายในหุบเขาสมุนไพรมีสมุนไพรหายากหลายอย่างที่ผู้าุโหวังชุนเค่อดูแลด้วยตัวเองท่านอาจารย์ของนางหมอปีศาจเฒ่าในตอนนั้น้าสมุนไพรที่ผู้าุโเพาะปลูกจึงบุกหุบเขาสมุนไพรเข้าไปเอาออกมา
ไปไปมามาหลายปีสุดท้ายก็กลายเป็สหายที่ดีต่อกันอย่างมึนงง
หลี่เจี่ยหลิงแววตาสดใสขึ้นมาทันทีเหตุใดตอนนั้นนางจึงคิดเื่นี้ไม่ได้กัน “เช่นนั้นเ้าก็ส่งข่าวไปบอกหุบเขาสมุนไพรหน่อยอีกไม่กี่วันข้าคงต้องไปเยี่ยมเยือนท่านปู่หวังเสียหน่อย”
ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของพวกนางจะเป็อย่างไรตอนนี้ห่าวหลินก็เป็สามีของนาง นางไม่มีทางปล่อยให้เขาต้องตายอย่างแน่นอน
หากว่าท่านปู่หวังรู้วิธีถอนพิษนี้ได้ก็นับว่าโชคดีของห่าวหลินแต่หากไม่รู้ก็ยังสามารถช่วยกันวิเคราะห์ส่วนผสมพิษกับท่านปู่หวังได้
ชื่อเสียงหมอปีศาจของท่านอาจารย์มาจากความชำนาญด้านพิษระดับสูงของท่านอาจารย์ที่แม้แต่พ่อมดอสรพิษดำแคว้นหลางยังไม่อาจเทียบเคียงได้แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าผู้าุโหวังชุนเค่อเองก็ชำนาญด้านพิษไม่แพ้กันจนบางครั้งเคยศึกษาการปรุงพิษและยาถอนพิษด้วยกัน
หลี่เจี่ยหลิงชำนาญด้านการรักษามากกว่าวิชาพิษแต่ถึงอย่างไรความรู้ของนางก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านอาจารย์ความสามารถด้านพิษย่อมไม่ได้ต่ำต้อยเช่นกัน
หวังว่าข้าจะถอนพิษให้เ้าทัน...