บทที่ 14 คุณหมอฟาง
ฟางหานอธิบายแนวทางการรักษาอย่างรวบรัดแต่ชัดเจน ทันทีที่ฟางเฮ่าหยางได้รับฟัง แววตาของเขาก็พลันสว่างวาบด้วยความประหลาดใจ
แม้ว่าใน่เช้าจะยังไม่มีผู้ป่วยเข้ามารับบริการมากนัก แต่ชื่อเสียงของฟางหานก็เข้าสู่โสตประสาทของฟางเฮ่าหยางมาบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้เริ่นไห่เฉียงยังได้กำชับกับเขาเป็การส่วนตัวว่า ฟางหานคือนักศึกษาแพทย์รุ่นเยาว์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพอันล้ำค่า และขอให้เขาช่วยดูแลเพื่อไม่ให้พร์นี้ต้องสูญเปล่าในแผนกฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกฟางเฮ่าหยางไม่ได้เห็นพ้องกับคำกล่าวอ้างของเริ่นไห่เฉียงเสียทีเดียว ในยุคสมัยนี้ผู้ที่มีพร์นั้นหาได้ไม่ยาก ทว่า ผู้ที่เปี่ยมด้วยความลำพองตนกลับมีอยู่ดาษดื่น แล้วจะมีสักกี่คนกันที่เก่งกาจสมคำร่ำลืออย่างแท้จริง?
เขาประเมินว่าฟางหานอาจจะเพียงแค่มีความเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง และเคยได้คลุกคลีกับศาสตร์แพทย์แผนจีนมาแต่เดิมจึงเริ่มต้นได้รวดเร็วกว่าคนอื่น แต่เมื่อก้าวเข้าสู่แผนกฉุกเฉินแล้ว ทุกคนล้วนต้องเริ่มต้นเรียนรู้ตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัด
สิ่งที่ทำให้วิชาชีพแพทย์แตกต่างจากอาชีพอื่นคือ ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีหรือความประมาทเพียงนิดอาจหมายถึงชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในสมรภูมิอย่างแผนกฉุกเฉินที่อาการของผู้ป่วยมักอยู่ในภาวะวิกฤต การทะนงตนว่าฉลาดหลักแหลมจนละเลยความระมัดระวังจึงเป็สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด
เมื่อครู่นี้ตอนที่ฟางหานเสนอว่าเขามีวิธีรักษา ฟางเฮ่าหยางแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เนื่องจากกรณีเบ็ดตกปลาติดคอเช่นนี้มีความซับซ้อนสูงมาก ตามหลักการทั่วไป วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดคือการส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อทำการผ่าตัดเปิดช่องคอแล้วจึงค่อยนำสิ่งแปลกปลอมออกมา...
นั่นไม่เพียงแต่เป็วิธีที่มาตรฐานที่สุด แต่ในมุมมองของฟางเฮ่าหยาง มันคือหนทางเดียวที่เป็ไปได้ เพราะเบ็ดตกปลานั้นมีหนามแหลมคมย้อนศร จะดึงออกหรือผลักลงย่อมสร้างความเสียหายสาหัส หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวอาจทำให้เกิดการตกเือย่างรุนแรงในช่องคอ ซึ่งเืจะไหลเข้าสู่หลอดลมจนเกิดการอุดตันและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้ในทันที
เหตุผลที่เขายอมปลีกตัวมาฟังแนวทางของฟางหานในตอนแรก ก็เพียงเพื่อ้าหาโอกาสสั่งสอนให้นักศึกษาหนุ่มรู้จักความถ่อมตน เมื่อฟางหานเสนอวิธีออกมา เขาตั้งใจจะอธิบายถึงความเสี่ยงอันมหาศาลเพื่อให้เด็กหนุ่มตระหนักว่าชีวิตคนนั้นสำคัญเพียงใด และห้ามนำมาล้อเล่นกับความมั่นใจส่วนตัวเด็ดขาด...
ทว่า คำพูดที่เตรียมจะสั่งสอนกลับต้องถูกเก็บงำไว้ เพราะเหตุการณ์กลับไม่เป็ไปตามที่เขาคาดการณ์
วิธีการรักษาที่ฟางหานเสนอนั้น... ช่างล้ำลึกและยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เป็วิธีการที่ชาญฉลาด แต่ยังเรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ
เมื่อเห็นฟางเฮ่าหยางนิ่งเงียบไปนาน ฟางหานจึงเอ่ยถามด้วยท่าทีสำรวมว่า “อาจารย์ฟางครับ วิธีการนี้พอจะมีความเป็ไปได้ไหมครับ?”
ในขณะที่รอคำตอบ ฟางหานก็ลอบวิตกอยู่ในใจว่า อาจารย์ฟางคงไม่ใช่คนที่มีทัศนคติคับแคบหรอกนะ เพราะการที่ผู้าุโยังคิดหาวิธีไม่ได้ แต่เขากลับเสนอทางออกที่ยอดเยี่ยมออกมาเช่นนี้ อาจจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกเสียหน้าหรือไม่?
“ใช้ได้สิ แผนการรักษาของนายยอดเยี่ยมมากจริง ๆ”
ฟางเฮ่าหยางคลี่ยิ้มกว้างพลางตบไหล่ฟางหานด้วยความชื่นชม ตอนนี้เขาเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าเหตุใดผู้คนมากมายถึงต่างพากันยกย่องเด็กหนุ่มคนนี้ ทั้งกระบวนการคิดที่ว่องไวและการวิเคราะห์ปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่ตัวเขาเองเมื่อสักครู่กลับมืดแปดด้านและคิดออกเพียงแค่วิธีการส่งตัวผู้ป่วยไปผ่าตัดเท่านั้น
เมื่อััได้ว่าฟางเฮ่าหยางไม่มีท่าทีขุ่นเคือง ฟางหานจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ผมให้อู๋เหล่ยไปหาซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็แล้ว มีบางสิ่งที่โรงพยาบาลของเราไม่มี แต่ใกล้ ๆ นี้มีตลาดงานฝีมืออยู่ คาดว่าอีกไม่นานเขาน่าจะกลับมาครับ”
“ดีมาก เตรียมการได้รอบคอบจริง ๆ หัวใจสำคัญของการเป็หมอคือการชิงลงมือก่อนที่วิกฤตจะมาถึง”
ฟางเฮ่าหยางทวีความพึงพอใจในตัวลูกศิษย์รุ่นหลังคนนี้มากขึ้นไปอีก นอกจากจะมีความคิดที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีความเป็มืออาชีพที่รู้จักเตรียมพร้อมล่วงหน้า ช่วยประหยัดเวลาที่มีค่าไปได้มหาศาล
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ครอบครัวของผู้ป่วยกลับเตรียมตัวจะพาลูกชายกลับเสียแล้ว ในตอนแรกพวกเขาเพียงแค่ตื่นตระหนกจึงรีบพามายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่เมื่อเริ่มตั้งสติได้ ก็เริ่มเกิดความไม่มั่นใจว่าโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจะจัดการกับเบ็ดตกปลาในลำคอได้อย่างไร สุดท้ายคงหนีไม่พ้นการผ่าตัดใหญ่ในโรงพยาบาลทั่วไปอยู่ดี
พ่อของเด็กเริ่มแสดงสีหน้ากังวล เพราะการผ่าตัดย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว และยังไม่รวมถึงความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงที่อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของลูกชายในระยะยาว
ทางด้านแพทย์เ้าของไข้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้านการจากไปของผู้ป่วย เพราะในมุมมองของเขา อาการนี้วินิจฉัยได้ชัดเจนและมีทางแก้เดียวคือการศัลยกรรม ซึ่งโรงพยาบาลเจียงจงไม่มีขีดความสามารถในจุดนี้
ส่วนเื่ที่รองหัวหน้าแผนกยืนสนทนากับนักศึกษาฝึกงาน แพทย์เ้าของไข้ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก เพราะเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีวิธีใดที่เหนือชั้นไปกว่าการผ่าตัดในห้องศัลยกรรมได้
ทันใดนั้น ฟางหานหันไปเห็นเหตุการณ์จึงรีบกล่าวแจ้งว่า “อาจารย์ฟาง ผู้ป่วยกำลังจะกลับแล้วครับ”
เขาอุตส่าห์ตกตะกอนวิธีการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งทั้งปลอดภัยและรวดเร็วสำหรับตัวผู้ป่วยออกมาได้แล้ว ย่อมไม่อาจปล่อยให้โอกาสในการเยียวยาครั้งนี้หลุดลอยไป
ที่สำคัญคือฟางหานรู้สึกขัดเคืองใจเล็กน้อยกับคำสบประมาทที่ว่า ‘แพทย์แผนจีนช่วยอะไรไม่ได้’ เนื่องจากเขาเติบโตและซึมซับจิติญญาแห่งการรักษาแบบตะวันออกมายาวนาน ความผูกพันนั้นทำให้เขาไม่อาจทนเห็นใครมาดูแคลนศาสตร์ที่เขารักได้
เมื่อฟางเฮ่าหยางเห็นเช่นนั้นก็รีบก้าวตามไปทันที เขาเองก็ไม่อยากปล่อยให้เคสนี้หลุดมือไป เพราะการรักษาที่สมบูรณ์แบบนี้สามารถกลายเป็ต้นแบบและกู้ศักดิ์ศรีให้กับแผนกฉุกเฉินได้
บุคลากรในโรงพยาบาลเจียงจงส่วนใหญ่ล้วนมีความภาคภูมิใจในวิชาชีพ แม้จะไม่สนับสนุนการแบ่งแยกฝั่งระหว่างแพทย์แผนจีนและตะวันตก แต่ลึก ๆ แล้วย่อมไม่มีใครยอมรับว่าศาสตร์ของตนด้อยกว่าผู้อื่น
โรงพยาบาลเจียงจงเป็ที่พึ่งพาของคนในห้าภูมิภาคมานานกว่าสามทศวรรษ ทว่า ในด้านการกู้ชีพฉุกเฉินนั้นยังคงเป็จุดอ่อนที่ต้องพัฒนา
แม้อาจารย์กัวเหวินยวนจะเคยพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า แพทย์แผนจีนสามารถรักษาโรคร้ายแรงได้ แต่ในทางปฏิบัติ แผนกฉุกเฉินยังขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการรับมือกับอุบัติเหตุวิกฤต ทำให้ผู้ป่วยหลายรายต้องถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลอื่นอย่างน่าเสียดาย
หากวันนี้สามารถรักษาเด็กหนุ่มรายนี้ให้หายขาดได้ด้วยวิธีของฟางหาน ชื่อเสียงของแผนกฉุกเฉินและโรงพยาบาลย่อมจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างแน่นอน
“เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมถึงจะพากันกลับเสียแล้วล่ะ?” ฟางเฮ่าหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานพลางชำเลืองมองแพทย์เ้าของไข้ด้วยสายตาตำหนิ ที่ปล่อยให้ผู้ป่วยเดินออกไปโดยไม่พยายามเจรจา
แม้โรงพยาบาลจะเป็สถานพยาบาลของรัฐ แต่ในยุคปัจจุบันการรักษามาตรฐานการบริการและจำนวนผู้ป่วยก็เป็สิ่งสำคัญ เมื่อผู้ป่วยก้าวเข้ามาถึงที่แล้ว จะปล่อยให้จากไปโดยไม่ยับยั้งได้อย่างไร?
“คืออาจารย์ฟางครับ...”
แพทย์เ้าของไข้ถึงกับอึกอัก เขาคิดในใจว่าผู้ป่วยอาการวิกฤตเช่นนี้ใครจะกล้ารั้งไว้? หากเกิดการตกเืจนอุดหลอดลมในระหว่างการรักษาที่นี่ ใครจะเป็ผู้แบกรับความรับผิดชอบ?
ฟางเฮ่าหยางไม่สนใจแพทย์เ้าของไข้อีกต่อไป เขาเดินไปขวางหน้าครอบครัวของผู้ป่วยด้วยท่าทางสง่างาม “ทางเราได้สรุปแผนการรักษาเรียบร้อยแล้ว รบกวนพาผู้ป่วยไปยังห้องหัตถการหมายเลข 5 โดยเร็วที่สุด และขอให้ญาติไปดำเนินการชำระค่ารักษาเบื้องต้นด้วยครับ”
แพทย์เ้าของไข้เห็นเหตุการณ์แล้วแทบอยากจะปรบมือชื่นชมในความกล้าตัดสินใจของฟางเฮ่าหยาง ที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่น่าอึดอัดให้กลายเป็ความเชื่อมั่นได้เพียงไม่กี่ประโยค ทว่า ที่น่าใที่สุดคือ... พวกเขามีแผนการรักษาจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?
เขาหันไปมองฟางหานพลางคาดเดาว่า นักศึกษาฝึกงานคนนี้ต้องเป็คนเสนอแผนการรักษาแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นอาจารย์ฟางคงไม่เปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันเช่นนี้
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากระดับรองหัวหน้าแผนก ครอบครัวของผู้ป่วยก็เริ่มลังเลใจ ในเมื่อหมอบอกว่ามีวิธีรักษาโดยไม่ต้องย้ายไปที่อื่นให้ลำบาก ความหวังย่อมเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของผู้ป่วยและญาติ
โดยปกติแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ญาติผู้ป่วยมักจะไม่กล้าขัดแย้งและยินดีทำตามคำแนะนำ ยกเว้นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นส่วนตัวสูงเกินไปเท่านั้น
ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานยังคงมีท่าทีดื้อรั้น เขาเอ่ยสวนขึ้นว่า “เราไม่รักษาที่นี่แล้วครับ ผมได้นัดหมายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลประจำมณฑลไว้เรียบร้อยแล้ว”
สีหน้าของฟางเฮ่าหยางขรึมลงในทันที “คุณเป็หมอเหรอครับ? ผมคือหมอ และผมกำลังจะบอกคุณว่าสถานการณ์ตอนนี้วิกฤตเพียงใด เบ็ดตกปลาติดแน่นอยู่ในเนื้อเยื่อส่วนลึก ปากแผลมีเืซึมอยู่ตลอดเวลา หากคุณเคลื่อนย้ายเขาโดยไม่ระมัดระวังเพียงนิดเดียว เืจะไหลไปอุดกั้นทางเดินหายใจ และเขาอาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจก่อนจะถึงโรงพยาบาลประจำมณฑลด้วยซ้ำ”
คำอธิบายนั้นทำให้พ่อแม่ของเด็กหนุ่มถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก เพราะแม้จะรู้ว่าอาการน่ากลัว แต่พวกเขาไม่เคยคิดว่ามันจะรุนแรงถึงขั้นเป็อันตรายต่อชีวิตในเวลาอันสั้นเช่นนี้
ชายหนุ่มผู้นั้นเองก็หน้าถอดสี เขาไม่คิดว่าเื่ราวมันจะบานปลายขนาดนี้
“การจะย้ายโรงพยาบาลเป็สิทธิ์ของคุณครับ เราไม่มีสิทธิ์ห้าม แต่ในฐานะแพทย์ที่รับเคสนี้เป็ที่แรก เรามีความจำเป็ต้องแจ้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ทราบอย่างชัดเจน หากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดในระหว่างการเดินทาง พวกคุณจะมากล่าวโทษว่าเราเพิกเฉยต่อการรักษาไม่ได้”
สิ่งที่ฟางเฮ่าหยางกล่าวไม่ใช่เพียงการข่มขู่เพื่อเอาชนะ
ตามระเบียบปฏิบัติทางการแพทย์มีหลักการ ‘การรักษา ณ สถานพยาบาลแรกที่พบผู้ป่วย’ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมาถึงที่นี่ โรงพยาบาลเจียงจงต้องรับผิดชอบแจ้งความเสี่ยงทุกประการ หากรักษาไม่ได้ก็ต้องประคับประคองผู้ป่วยให้เคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัยที่สุด การปล่อยให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจากไปโดยไม่ชี้แจง ถือเป็ความบกพร่องในหน้าที่และต้องร่วมรับผิดชอบหากเกิดเหตุร้าย
“เคสนี้รักษาที่นี่ได้จริง ๆ เหรอครับ?” ชายคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เขาพอจะมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง และทราบดีว่าชื่อเสียงของเจียงจงนั้นไม่ธรรมดา ทว่า เขาก็ยังกังขาในเื่งานฉุกเฉิน
“ในฐานะแพทย์ เราไม่มีวันนำชีวิตคนมาเป็เครื่องมือเดิมพันเด็ดขาด”
ฟางเฮ่าหยางเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง “พาผู้ป่วยไปที่ห้องหัตถการหมายเลข 5 เดี๋ยวนี้ และดำเนินการจ่ายค่ารักษาเบื้องต้นให้เรียบร้อย”
พ่อของเด็กลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามถึงสิ่งที่กังวลที่สุด “เอ่อ... ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ครับ?”
ฟางเฮ่าหยางนิ่งคิดเพียงครู่ “สำรองจ่ายไว้เพียง 300 หยวนก็พอครับ คาดว่าค่าอุปกรณ์และค่ายาคงไม่เกินจากนี้ หากมีส่วนต่างเราจะคืนให้ตามจริง”
“อะไรนะ?” ทั้งครอบครัวและชายหนุ่มคนนั้นต่างอุทานด้วยความตกตะลึง เงินเพียง 300 หยวนอย่างนั้นเหรอ?
ในความคิดของพวกเขา หากไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำมณฑลและต้องผ่าตัด ค่าใช้จ่ายย่อมไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นหยวนแน่นอน
เมื่อเห็นสถานการณ์คลี่คลาย แพทย์เ้าของไข้จึงรีบสั่งการให้พยาบาลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังห้องหัตถการ ก่อนจะเดินเข้ามาถามฟางเฮ่าหยางเสียงเบา “อาจารย์ฟางครับ เราต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรเป็พิเศษไหมครับ?”
“ไปสอบถามฟางหานดูว่าเขา้าอะไรเพิ่มอีก เคสนี้ให้ฟางหานเป็คนควบคุมการรักษา ส่วนคุณทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยพร้อมกับบันทึกชื่อรับผิดชอบในนามของคุณไป” เนื่องจากฟางหานยังเป็นักศึกษาฝึกงาน จึงไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการรักษารวมถึงการสั่งยาด้วยตนเอง
“ให้ผม... ถามฟางหานเหรอครับ?”
แพทย์เ้าของไข้ถึงกับยืนอึ้ง ในฐานะแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เขาต้องไปขอคำแนะนำจากนักศึกษาฝึกงานอย่างนั้นเหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้น ตามคำสั่งของรองหัวหน้าแผนก เขาต้องลดตัวไปเป็ผู้ช่วยให้กับเด็กฝึกงานคนนี้ แม้ชื่อในทะเบียนจะเป็ของเขา แต่ในทางปฏิบัติ ฟางหานคือคนกุมบังเหียนทั้งหมด นี่มันเื่ประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลยทีเดียว
“คงเป็ครั้งแรกในวงการแพทย์แล้วมั้ง ที่แพทย์เ้าของไข้ต้องมาเป็ลูกมือให้นักศึกษาฝึกงาน” เขาบ่นพึมพำพลางส่ายหน้า แต่ก็ยอมเดินเข้าไปหาฟางหานตามคำสั่ง
“เอ่อ... คุณหมอฟาง... เสี่ยวฟาง ทางนี้ต้องเตรียมเครื่องมืออะไรเพิ่มเติมอีกไหม?”
เขาเกือบจะหลุดเรียก ‘คุณหมอฟาง’ ตามความรู้สึกที่เห็นฟางเฮ่าหยางให้เกียรติเด็กคนนี้ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเรียกเสี่ยวฟางเพื่อรักษามาดของตัวเองไว้เล็กน้อย แม้ในใจจะรู้สึกกระดากอายเพียงใดก็ตาม
หลินกวางเลี่ยงและเพื่อนนักศึกษาอีกสองคนจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ ฟางหานเพิ่งจะย้ายมาแผนกฉุกเฉินไม่ถึงวัน แต่กลับสามารถครองพื้นที่และแย่งชิงความไว้วางใจมาจากแพทย์เ้าของไข้ได้ถึงเพียงนี้เชียวเหรอ?
พวกเขารู้ดีว่าฟางหานเก่งกาจ แต่ไม่คิดว่าช่องว่างความสามารถจะทิ้งห่างพวกเขาไปไกลจนกู่ไม่กลับขนาดนี้
นักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ กลับสั่งการให้แพทย์รุ่นพี่กลายเป็ผู้ช่วย... หากเื่นี้หลุดไปถึงหูคนข้างนอก คงไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอน
ทว่า ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏตรงหน้านั้นชัดเจนเสียจนไม่อาจปฏิเสธได้
“เตรียมเพียงสำลีชุบแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อกับสารหล่อลื่นก็พอครับ อย่างอื่นไม่จำเป็” ฟางหานตอบพลางชะเง้อมองไปที่ประตูด้วยความกังวลว่าเหตุใดอู๋เหล่ยถึงยังไม่กลับมาเสียที
...
อู๋เหล่ยวิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามาในแผนกฉุกเฉินด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว ทันทีที่เขามาถึง พยาบาลสาวหน้าตาดีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทายทันที “คุณอู๋เหล่ยใช่ไหมคะ ซื้อของที่้ามาครบหรือยัง?”
“อ้อ... ซื้อมาครบแล้วครับ” อู๋เหล่ยตอบพลางหอบหายใจ เขาพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้ลึก ๆ จะยังไม่เข้าใจว่าฟางหานสั่งให้เขาไปซื้ออุปกรณ์งานฝีมือเหล่านี้มาทำอะไรกันแน่
“คุณหมอฟางฝากมาบอกว่า ถ้ากลับมาแล้วให้รีบไปที่ห้องหัตถการหมายเลข 5 ทันทีเลยค่ะ” พยาบาลสาวแจ้งข่าวต่อ
“คุณหมอฟาง?” อู๋เหล่ยชะงักด้วยความสงสัย ปกติพยาบาลที่นี่จะเรียก ‘อาจารย์ฟาง’ ซึ่งหมายถึงฟางเฮ่าหยางไม่ใช่เหรอ?
“ก็คุณหมอฟางหานไงคะ รีบไปเถอะค่ะ” พยาบาลสาวตอบพลางมองอู๋เหล่ยด้วยสายตาแปลก ๆ ราวกับสงสัยว่าเขาไม่รู้หรือว่าพยาบาลในแผนกเริ่มเรียกนักศึกษาฝึกงานคนนั้นว่าหมอกันแล้ว
“คุณ...หมอฟาง!” อู๋เหล่ยอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง นักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งมาถึงไม่กี่ชั่วโมง กลับได้รับการยกย่องจากเหล่าพยาบาลให้เป็หมอแล้วอย่างนั้นเหรอ? นี่มันสุดยอดเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้จริง ๆ!