จ้าวเซิงเตรียมพร้อมรับมือกับโทสะของแม่ทัพใหญ่แล้วแต่เมื่อฟู่ถิงเย่มาถึง กลับดูอารมณ์ดีอย่างน่าประหลาด
จ้าวเซิงมองฟู่ถิงเย่ขึ้นๆลงๆ ด้วยความเคลือบแคลงสงสัย...
“สั่งการไป หากแม่นางหวามาจวนแม่ทัพแล้วมีผู้ใดปิดทางเข้าอีก ลงโทษโบยห้าสิบไม้” ฟู่ถิงเย่สั่งการตามใจนึก จากนั้นนั่งลงจิบชาอย่างสบายอารมณ์
จ้าวเซิงแอบมองกาน้ำชาคิดในใจ ‘ชาในนี้...ดูเหมือนจะเย็นแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นชาร้อน ท่านแม่ทัพดื่มเข้าไปแล้วไม่รู้สึกเลยหรือ?’
“ชาวันนี้ไม่เลว” ฟู่ถิงเย่มีอารมณ์ดีแม้แต่น้ำเย็นชืดก็ยังรู้สึกว่าเป็นน้ำทิพย์จากสวรรค์
“...” จ้าวเซิงพูดไม่ออกถามอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ทัพไปหาแม่นางหวา ได้รับคำตอบแล้วหรือขอรับ?”
“อืม” ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเล็กน้อยกล่าวว่า “ข้าให้กริชที่ใช้สังหารเหออวี๋เฟิงกับนาง ถือเป็นของแทนใจ”
จ้าวเซิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!
ฟู่ถิงเย่มองเหลือบมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ“เจ้ามองแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?”
“ปะ เปล่าขอรับ...”จ้าวเซิงคิ้วกระตุก ยิ้มแห้งๆ แล้วตอบว่า “ข้าน้อยเพียงแค่ตกใจเกินไป...ขอแสดงความยินดีที่ท่านแม่ทัพได้สมหวังตามความต้องการ!”
สวรรค์! ผู้ใดเขาให้ของแทนใจเป็นวัตถุเปื้อนเลือดกัน?มันจะไม่เป็นมงคลนะขอรับ?!
ท่านแม่ทัพ ของที่ท่านให้...ไม่ใช่แค่เปื้อนเลือดท่านให้มีดที่ใช้ตัดหัวคนไปเลยนะ! ท่านไม่กลัวว่าแม่นางหวาจะฝันร้ายหรือขอรับ?!
จ้าวเซิงในขณะนี้ รู้สึกเห็นใจหวาชิงเสวี่ยอย่างสุดซึ้ง...
“ของพวกนี้คืออะไร?”ฟู่ถิงเย่เห็นว่ามีห่อผ้าเพิ่มขึ้นมาบนโต๊ะ จึงเอ่ยถาม
จ้าวเซิงก้มหน้าตอบอย่างนอบน้อม“แม่นางหวาได้ยินว่าท่านแม่ทัพจะกลับค่ายในวันพรุ่งนี้ จึงตั้งใจเตรียมขนมสำหรับฉลองปีใหม่มาให้บอกว่าเป็นขนมแป้งกรอบม้วนที่นางทำเองกับมือ...”
เมื่อฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่แววตากลับส่องประกายเพราะความยินดีอย่างชัดเจน!
ในความยินดี...ยังมีความภาคภูมิใจแฝงอยู่...
คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพกำลังคิดอะไรอยู่แต่จ้าวเซิงเป็นผู้ใดกัน?
เขารับใช้ท่านแม่ทัพมานานกว่าสิบปีเรียกได้ว่าเป็นพยาธิไส้เดือนในท้องของฟู่ถิงเย่ไปแล้วครึ่งตัวก็ไม่ผิด สำหรับสีหน้าของฟู่ถิงเย่ในตอนนี้จ้าวเซิงสามารถตีความได้ทันที แปลได้ดังนี้
สตรีนางนี้สนใจข้าจริงด้วย!นางเพียงแค่เหนียมอายเกินไป ไม่กล้าแสดงออกเท่านั้นเอง!
จ้าวเซิง: “...”
...
หวาชิงเสวี่ยถูกสารภาพรักโดยไม่ทันตั้งตัวคืนนี้จึงรู้สึกว่านอนไม่ค่อยหลับ
ความคิดของนางตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
ตั้งแต่นางรู้ตัวว่าตนเองแตกต่างจากคนในโลกใบนี้นางก็ไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานอีกเลย
นางแค่อยากหาทางตั้งหลักปักฐานใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จากนั้นก็แก่เฒ่า และตายไป...
การแต่งงานมักจะมีปัญหาตามมามากมายความรู้สึกของคนสองคนเป็นเพียงแค่ด้านหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีครอบครัวของอีกฝ่าย ไหนจะลูกๆในอนาคตอีก...
หากนางแค่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากต้องแต่งงานมีลูกในยุคโบราณ นั่นหมายความว่านางจะต้องเสียสละมากขึ้นมีความเป็นไปได้สูงว่านางจะต้องละทิ้งหลักการและจุดยืนของตัวเอง ยอมอ่อนข้อให้กับข้อเรียกร้องมากมายที่ยุคนี้มีต่อสตรี...
หากคิดโดยมองเหตุผลโอกาสที่นางจะมีความสุขในสถานที่แห่งนี้ช่างน้อยนิด
แต่ถ้าหากคิดแบบใช้อารมณ์
จริงๆ แล้ว...
นางรู้สึกว่าฟู่ถิงเย่ก็ไม่เลว...
ดังนั้นจึงรู้สึกสับสน
หากเป็นคนที่ไม่ชอบเลยนางไม่จำเป็นต้องคิดมาก ปฏิเสธไปตรงๆ ก็สิ้นเรื่อง
หวาชิงเสวี่ยพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงสุดท้ายก็นั่งตัวตรง หายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมา
ดูเหมือนว่า นางเองก็หวั่นไหวกับเจ้าเคราเฟิ้มผู้นี้อยู่บ้าง...
ไม่เช่นนั้น จะมามัวคิดมากกับเรื่องนี้ตอนดึกๆเพราะเหตุใด?
เฮ้อ!
น่าเสียดาย แค่หวั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น...
ถ้ารักจนหัวปักหัวปำคงไม่ต้องคิดมาก แล้วแต่งงานกับคนผู้นี้ไปเลย!
เพราะหัวใจหวั่นไหวแต่กลับไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น จึงกังวลเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตของตน นางถึงได้ยังลังเลไม่แน่ใจ...
แน่นอน ยังมีอีกเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ‘ฟู่ถิงเย่มีอำนาจมากเกินไป ส่วนนางขี้ขลาด ไม่กล้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด...’
ขอร้องล่ะ เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่เชียวนะ!
อย่าว่าแต่เมืองผานสุ่ยเลยแม้แต่ทั่วทั้งมณฑลชิงโจว หากไม่มีฮ่องเต้ เขาก็ถือว่าเป็นใหญ่ที่สุดแล้ว!
น่าปวดหัวเหลือเกิน!
หวาชิงเสวี่ยเครียดจนนอนไม่หลับเห็นกริชที่ฟู่ถิงเย่ให้วางอยู่บนโต๊ะ จึงหยิบขึ้นมาดู
ใบมีดคมกริบ ด้ามมีด...พันด้วยเชือกหนังหลายชั้นคงเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานกระมัง?
หนังที่ถูกจับบ่อยๆเป็นประจำ บางจุดก็มีรอยแตกจากการเสียดสี แล้วก็ไม่ค่อยสะอาด...
มีรอยเปื้อนเป็นดวงๆไม่รู้ว่าเป็นคราบเหงื่อหรือคราบเลือด
หวาชิงเสวี่ยยกขึ้นมาที่จมูกแล้วสูดดม
กลิ่นแปลกๆ
นางเห็นว่าที่ปลายด้ามมีดมีปมผูกอยู่คิดว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว แกะออกแล้วแช่น้ำไว้ พรุ่งนี้ค่อยซักก็แล้วกัน จะได้ลองฤทธิ์ของสบู่ด้วยพอดี
หวาชิงเสวี่ยค่อยๆ แกะเชือกหนังที่พันอยู่บนด้ามมีดออกทีละชั้นตอนแรกก็สงสัย แต่ยิ่งแกะก็ยิ่งตกใจ
ด้ามมีดนี้ฝังอัญมณีไว้เต็มไปหมด!ไข่มุก หินโมรา ปะการัง หยก...ประดับอยู่บนด้ามมีดทองคำชมพูนุท ส่องประกายระยิบระยับสวยงามดึงดูดสายตาเป็นที่สุด!
ในที่สุดก็ค่อยดูเหมือนของแทนใจขึ้นมาหน่อย...
นึกไม่ถึงว่า เจ้าเคราเฟิ้มผู้นี้จะรู้จักซ่อนความร่ำรวยเอาไว้ด้วย
หวาชิงเสวี่ยนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาจึงอดหัวเราะไม่ได้
นางคิดว่าเจ้าเคราเฟิ้มคงไม่ได้คิดอะไรมากแค่รู้สึกว่าอัญมณีมันทิ่มมือ จับไม่ถนัดกระมัง? ฮ่าฮ่า...
แต่มือของเขาเหมือนเหล็กหล่อก็ไม่ปานถ้าจับกริชแบบนี้โดยตรง นางคงต้องเป็นห่วงว่าอัญมณีบนกริชจะแตกหรือไม่เสียมากกว่า
ภาพฟู่ถิงเย่ยื่นมือมาโอบกอดนางลอยเข้ามาในหัวโดยไม่รู้สาเหตุ...
เขามองนางอย่างตั้งใจถามว่า ‘ข้าสู่ขอเจ้ามาเป็นภรรยา ดีหรือไม่?’
หวาชิงเสวี่ยใบหน้าเห่อร้อนนางซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม หัวใจเต้นแรง
คำสารภาพรักเช่นนี้แม้จะทำให้ลำบากใจ...ทว่า ภายในใจยังมีความรู้สึกสุขใจอยู่บ้าง...
...
วันรุ่งขึ้นเป็นวันส่งท้ายปีเก่าเหออู่ต้องออกเดินทางกลับค่ายตั้งแต่เช้า
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อคืนได้เจอท่านแม่ทัพแล้วตกใจหรือไม่เหออู่จึงทำตัวแปลกๆ ไป
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าเหออู่เหมือนไม่กล้ามองนางตอนที่เดินผ่านนางก็รีบพูดว่า “แม่นางหวา” แล้วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
แปลกจริงๆ
นางไม่ได้คิดอะไรมากไปเรียนขั้นตอนการห่อเกี๊ยวกับท่านป้าเหออย่างไม่เกียจคร้าน เตรียมอาหารสำหรับวันส่งท้ายปีเก่า
เสียงประทัดดังขึ้นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานในตรอกซอกซอย ทุกบ้านต่างก็มีบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองวันปีใหม่
เมื่อเข้าสู่เวลาพลบค่ำด้านนอกก็มีหิมะเริ่มโปรยปรายลงมา
หวาชิงเสวี่ยกับป้าเหอนั่งล้อมวงกินเกี๊ยวด้วยกัน
นางได้ยินเสียง ‘กึก’ตอนที่กัดไปโดนเหรียญทองแดงที่ซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ ป้าเหอหัวเราะเสียงดัง บอกว่าปีหน้านางจะโชคดีแน่นอน
หวาชิงเสวี่ยคายเหรียญออกมามองหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง เป็นครั้งแรกที่นางนึกถึงบุรุษผู้นั้น...
ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่เช่นนี้ในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ ตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ในค่ายทหารกันนะ...
...
ช่วงเทศกาลปีใหม่ไม่ต้องออกไปขายของหวาชิงเสวี่ยจึงได้พักผ่อนคลายไปหลายวัน ตะวันโด่งเสียก่อนถึงจะตื่น ไม่ต้องชงชา ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำขนมแป้งทอดสอดไส้และขนมแป้งกรอบม้วน
พอพ้นช่วงเทศกาล ตามท้องถนนก็มีข่าวแพร่สะพัดว่าฮ่องเต้สวรรคตฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พิธีแต่งงานทั้งหมดจะเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี
หวาชิงเสวี่ยนึกถึงคำพูดของฟู่ถิงเย่ทันที‘ผ่านวันนี้ไปแล้ว การสู่ขอเจ้าหลังจากนี้คงไม่เหมาะสม ขอให้เจ้าลำบากรอข้าอีกหนึ่งปี...’
ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้ถึงต้องรออีกหนึ่งปี...
แต่การติดต่อสื่อสารในยุคโบราณไม่ได้รวดเร็วเมืองผานสุ่ยอยู่ทางชายแดนภาคเหนือ ข่าวแพร่มาถึงที่นี่ แสดงว่าเรื่องฮ่องเต้สวรรคตน่าจะผ่านมาได้อย่างน้อยหนึ่งเดือนแล้ว
หนึ่งเดือนก่อน...
ไม่รู้ว่าหลี่จิ่งหนานเป็นอย่างไรบ้าง...
เมื่อนึกถึงใบหน้ากลมๆของหลี่จิ่งหนาน หวาชิงเสวี่ยก็เกิดความรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
ต่อไปนี้ คงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วสินะ?
เพราะถึงอย่างไร เขาก็ได้กลายเป็นฮ่องเต้แล้วไม่ใช่เด็กน้อยอวดดีที่เคยเล่นสนุกและหัวเราะไปกับนาง
...
เนื่องจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์บรรยากาศบนท้องถนนจึงคึกคักอยู่พักหนึ่ง ร้านน้ำชา ร้านอาหาร ทุกหัวมุมถนนตรอกซอกซอยต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้
เป็นไปตามที่หวาชิงเสวี่ยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดพอรู้ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่มีพระชนมายุเพียงแปดเก้าพรรษา ทุกคนก็พากันทำหน้าเหมือนกับจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นราวกับแคว้นต้าฉีจะล่มสลายในวันพรุ่งนี้แน่แล้ว แต่พอได้ยินว่ามีอัครมหาเสนาบดีจั่วและหนิงอ๋องช่วยว่าราชการสีหน้าก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่า...แคว้นต้าฉีในวันพรุ่งนี้จะยังไม่เป็นอะไร คงจะล่มสลายในวันมะรืนแทนกระมัง...
อีกไม่กี่วันต่อมา ก็มีข่าวว่าฟู่ถิงเย่ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องเจิ้นเป่ย![1]
คราวนี้เรื่องใหญ่แล้ว!ทั่วทั้งเมืองผานสุ่ยเต็มไปด้วยความคึกคัก! ทุกคนต่างก็บอกต่อๆ กันว่า ท่านแม่ทัพฟู่ของเราได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้ว!ได้ตำแหน่งอ๋องแล้ว!
ยังมีคนที่พูดจาโผงผางออกมาว่าท่านแม่ทัพฟู่จะเป็นกษัตริย์แล้ว!!!
ขอร้องล่ะ...อย่าพูดเหมือนกับว่าจะก่อกบฏได้หรือไม่?แบบนี้มันเป็นความผิดมหันต์เลยนะ...
ทุกครั้งพอได้เห็นชาวบ้านที่ตื่นเต้นเหล่านี้หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกกระวนกระวายจนเหงื่อตก
แต่นางก็อดคิดไม่ได้ว่าฟู่ถิงเย่เป็นถึงท่านอ๋องแล้ว ต่อไปสตรีที่จะแต่งงานกับเขาก็จะต้องเป็นชายาอ๋อง ดังนั้น...นางกำลังจะได้เป็นชายาอ๋องอย่างนั้นหรือ?
เหตุใดถึงรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อกันนะ?
ดูสิ...นางยังคิดมากกับเรื่องนี้อยู่เลย
“แม่นาง ขนมแป้งทอดสอดไส้ยังมีเหลืออีกหรือไม่?”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดมีพ่อค้าเร่คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าแผงร้านน้ำชา ตัวไม่ได้สูงนัก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดูใจดี
หวาชิงเสวี่ยเปิดผ้าคลุมออกนับจำนวนแล้วถามว่า “ท่านต้องการเท่าใดหรือเจ้าคะ?”
“แม่นาง ช่วงสองสามวันนี้ข้าจะไปเดินขายของตามหมู่บ้านใกล้เคียงอยากจะรับขนมของแม่นางไปขายด้วย” พ่อค้าเร่วางสัมภาระที่หาบไว้ลง กล่าวว่า “ช่วงปีใหม่มีคนไปมาหาสู่กันเยอะขนมแบบนี้มักจะขายดี แม่นางลดราคาให้ข้าหน่อยเถอะ มีเท่าไรข้าเอาหมด”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจเรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน ร้านอาหารใกล้ๆ นี้ก็เคยมาหานาง ถ้าจำนวนน้อยนางทำให้ได้แต่ถ้าจำนวนมากนางก็อาจจะต้องปฏิเสธ
“ท่านซื้อไปน้อยหน่อยคงจะดีกว่าช่วงนี้อากาศหนาว ขนมแป้งทอดสอดไส้นี้เก็บได้สองสามวัน ถ้าเกินกว่านั้นก็กินไม่ได้แล้ว”หวาชิงเสวี่ยเตือนเขาด้วยความหวังดี
พ่อค้าเร่กล่าวขอบคุณบอกว่า “แม่นางไม่ต้องห่วง เจ้าสิ่งนี้ขายดีมาก ไม่เกินสองวันต้องขายหมดแน่นอน”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม นางไม่รู้ว่าขนมที่นางทำขายดีขนาดนี้เชียว?
นางเปิดผ้าคลุมออก เตรียมจะนับจำนวนให้พ่อค้าเร่พลันเหลือบไปเห็นสบู่หลายก้อนวางอยู่บนไม้หาบของเขา
แคว้นต้าฉีแห่งนี้ กรรมวิธีการถลุงโลหะยังล้าหลังแต่บางอย่างกลับก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างเช่น ข้าวโพดที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้หรือสบู่ที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้
แต่สบู่ที่นี่ค่อนข้างหยาบทำมาจากขี้เถ้าไม้ผสมกับไขมันสัตว์ ได้เป็นสบู่แบบหยาบๆ
หวาชิงเสวี่ยถามเขา“สบู่พวกนี้ ขายอย่างไรเจ้าคะ?”
—————————————————————————
[1]อ๋องเจิ้นเป่ย(镇北王)อ๋องพิทักษ์แดนเหนือ