ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 นางเพียงแค่เหนียมอายเกินไป

            จ้าวเซิงเตรียมพร้อมรับมือกับโทสะของแม่ทัพใหญ่แล้วแต่เมื่อฟู่ถิงเย่มาถึง กลับดูอารมณ์ดีอย่างน่าประหลาด

            จ้าวเซิงมองฟู่ถิงเย่ขึ้นๆลงๆ ด้วยความเคลือบแคลงสงสัย...

            “สั่งการไป หากแม่นางหวามาจวนแม่ทัพแล้วมีผู้ใดปิดทางเข้าอีก ลงโทษโบยห้าสิบไม้” ฟู่ถิงเย่สั่งการตามใจนึก จากนั้นนั่งลงจิบชาอย่างสบายอารมณ์

            จ้าวเซิงแอบมองกาน้ำชาคิดในใจ ‘ชาในนี้...ดูเหมือนจะเย็นแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นชาร้อน ท่านแม่ทัพดื่มเข้าไปแล้วไม่รู้สึกเลยหรือ?’

            “ชาวันนี้ไม่เลว” ฟู่ถิงเย่มีอารมณ์ดีแม้แต่น้ำเย็นชืดก็ยังรู้สึกว่าเป็นน้ำทิพย์จากสวรรค์

            “...” จ้าวเซิงพูดไม่ออกถามอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ทัพไปหาแม่นางหวา ได้รับคำตอบแล้วหรือขอรับ?”

            “อืม” ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเล็กน้อยกล่าวว่า “ข้าให้กริชที่ใช้สังหารเหออวี๋เฟิงกับนาง ถือเป็นของแทนใจ”

            จ้าวเซิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!

            ฟู่ถิงเย่มองเหลือบมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ“เจ้ามองแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?”

            “ปะ เปล่าขอรับ...”จ้าวเซิงคิ้วกระตุก ยิ้มแห้งๆ แล้วตอบว่า “ข้าน้อยเพียงแค่ตกใจเกินไป...ขอแสดงความยินดีที่ท่านแม่ทัพได้สมหวังตามความต้องการ!”

            สวรรค์! ผู้ใดเขาให้ของแทนใจเป็นวัตถุเปื้อนเลือดกัน?มันจะไม่เป็นมงคลนะขอรับ?!

            ท่านแม่ทัพ ของที่ท่านให้...ไม่ใช่แค่เปื้อนเลือดท่านให้มีดที่ใช้ตัดหัวคนไปเลยนะ! ท่านไม่กลัวว่าแม่นางหวาจะฝันร้ายหรือขอรับ?!

            จ้าวเซิงในขณะนี้ รู้สึกเห็นใจหวาชิงเสวี่ยอย่างสุดซึ้ง...

            “ของพวกนี้คืออะไร?”ฟู่ถิงเย่เห็นว่ามีห่อผ้าเพิ่มขึ้นมาบนโต๊ะ จึงเอ่ยถาม

            จ้าวเซิงก้มหน้าตอบอย่างนอบน้อม“แม่นางหวาได้ยินว่าท่านแม่ทัพจะกลับค่ายในวันพรุ่งนี้ จึงตั้งใจเตรียมขนมสำหรับฉลองปีใหม่มาให้บอกว่าเป็นขนมแป้งกรอบม้วนที่นางทำเองกับมือ...”

            เมื่อฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่แววตากลับส่องประกายเพราะความยินดีอย่างชัดเจน!

            ในความยินดี...ยังมีความภาคภูมิใจแฝงอยู่...

            คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพกำลังคิดอะไรอยู่แต่จ้าวเซิงเป็นผู้ใดกัน?

            เขารับใช้ท่านแม่ทัพมานานกว่าสิบปีเรียกได้ว่าเป็นพยาธิไส้เดือนในท้องของฟู่ถิงเย่ไปแล้วครึ่งตัวก็ไม่ผิด สำหรับสีหน้าของฟู่ถิงเย่ในตอนนี้จ้าวเซิงสามารถตีความได้ทันที แปลได้ดังนี้

            สตรีนางนี้สนใจข้าจริงด้วย!นางเพียงแค่เหนียมอายเกินไป ไม่กล้าแสดงออกเท่านั้นเอง!

            จ้าวเซิง: “...”

            ...

            หวาชิงเสวี่ยถูกสารภาพรักโดยไม่ทันตั้งตัวคืนนี้จึงรู้สึกว่านอนไม่ค่อยหลับ

            ความคิดของนางตีกันยุ่งเหยิงไปหมด

            ตั้งแต่นางรู้ตัวว่าตนเองแตกต่างจากคนในโลกใบนี้นางก็ไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานอีกเลย

            นางแค่อยากหาทางตั้งหลักปักฐานใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จากนั้นก็แก่เฒ่า และตายไป...

            การแต่งงานมักจะมีปัญหาตามมามากมายความรู้สึกของคนสองคนเป็นเพียงแค่ด้านหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีครอบครัวของอีกฝ่าย ไหนจะลูกๆในอนาคตอีก...

            หากนางแค่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากต้องแต่งงานมีลูกในยุคโบราณ นั่นหมายความว่านางจะต้องเสียสละมากขึ้นมีความเป็นไปได้สูงว่านางจะต้องละทิ้งหลักการและจุดยืนของตัวเอง ยอมอ่อนข้อให้กับข้อเรียกร้องมากมายที่ยุคนี้มีต่อสตรี...

            หากคิดโดยมองเหตุผลโอกาสที่นางจะมีความสุขในสถานที่แห่งนี้ช่างน้อยนิด

            แต่ถ้าหากคิดแบบใช้อารมณ์

            จริงๆ แล้ว...

            นางรู้สึกว่าฟู่ถิงเย่ก็ไม่เลว...

            ดังนั้นจึงรู้สึกสับสน

            หากเป็นคนที่ไม่ชอบเลยนางไม่จำเป็นต้องคิดมาก ปฏิเสธไปตรงๆ ก็สิ้นเรื่อง

            หวาชิงเสวี่ยพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงสุดท้ายก็นั่งตัวตรง หายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมา

            ดูเหมือนว่า นางเองก็หวั่นไหวกับเจ้าเคราเฟิ้มผู้นี้อยู่บ้าง...

            ไม่เช่นนั้น จะมามัวคิดมากกับเรื่องนี้ตอนดึกๆเพราะเหตุใด?

            เฮ้อ!

            น่าเสียดาย แค่หวั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น...

            ถ้ารักจนหัวปักหัวปำคงไม่ต้องคิดมาก แล้วแต่งงานกับคนผู้นี้ไปเลย!

            เพราะหัวใจหวั่นไหวแต่กลับไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น จึงกังวลเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตของตน นางถึงได้ยังลังเลไม่แน่ใจ...

            แน่นอน ยังมีอีกเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ‘ฟู่ถิงเย่มีอำนาจมากเกินไป ส่วนนางขี้ขลาด ไม่กล้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด...’

            ขอร้องล่ะ เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่เชียวนะ!

            อย่าว่าแต่เมืองผานสุ่ยเลยแม้แต่ทั่วทั้งมณฑลชิงโจว หากไม่มีฮ่องเต้ เขาก็ถือว่าเป็นใหญ่ที่สุดแล้ว!

            น่าปวดหัวเหลือเกิน!

            หวาชิงเสวี่ยเครียดจนนอนไม่หลับเห็นกริชที่ฟู่ถิงเย่ให้วางอยู่บนโต๊ะ จึงหยิบขึ้นมาดู

            ใบมีดคมกริบ ด้ามมีด...พันด้วยเชือกหนังหลายชั้นคงเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานกระมัง?

            หนังที่ถูกจับบ่อยๆเป็นประจำ บางจุดก็มีรอยแตกจากการเสียดสี แล้วก็ไม่ค่อยสะอาด...

            มีรอยเปื้อนเป็นดวงๆไม่รู้ว่าเป็นคราบเหงื่อหรือคราบเลือด

            หวาชิงเสวี่ยยกขึ้นมาที่จมูกแล้วสูดดม

            กลิ่นแปลกๆ

            นางเห็นว่าที่ปลายด้ามมีดมีปมผูกอยู่คิดว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว แกะออกแล้วแช่น้ำไว้ พรุ่งนี้ค่อยซักก็แล้วกัน จะได้ลองฤทธิ์ของสบู่ด้วยพอดี

            หวาชิงเสวี่ยค่อยๆ แกะเชือกหนังที่พันอยู่บนด้ามมีดออกทีละชั้นตอนแรกก็สงสัย แต่ยิ่งแกะก็ยิ่งตกใจ

            ด้ามมีดนี้ฝังอัญมณีไว้เต็มไปหมด!ไข่มุก หินโมรา ปะการัง หยก...ประดับอยู่บนด้ามมีดทองคำชมพูนุท ส่องประกายระยิบระยับสวยงามดึงดูดสายตาเป็นที่สุด!

            ในที่สุดก็ค่อยดูเหมือนของแทนใจขึ้นมาหน่อย...

            นึกไม่ถึงว่า เจ้าเคราเฟิ้มผู้นี้จะรู้จักซ่อนความร่ำรวยเอาไว้ด้วย

            หวาชิงเสวี่ยนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาจึงอดหัวเราะไม่ได้

            นางคิดว่าเจ้าเคราเฟิ้มคงไม่ได้คิดอะไรมากแค่รู้สึกว่าอัญมณีมันทิ่มมือ จับไม่ถนัดกระมัง? ฮ่าฮ่า...

            แต่มือของเขาเหมือนเหล็กหล่อก็ไม่ปานถ้าจับกริชแบบนี้โดยตรง นางคงต้องเป็นห่วงว่าอัญมณีบนกริชจะแตกหรือไม่เสียมากกว่า

            ภาพฟู่ถิงเย่ยื่นมือมาโอบกอดนางลอยเข้ามาในหัวโดยไม่รู้สาเหตุ...

            เขามองนางอย่างตั้งใจถามว่า ‘ข้าสู่ขอเจ้ามาเป็นภรรยา ดีหรือไม่?’

            หวาชิงเสวี่ยใบหน้าเห่อร้อนนางซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม หัวใจเต้นแรง

            คำสารภาพรักเช่นนี้แม้จะทำให้ลำบากใจ...ทว่า ภายในใจยังมีความรู้สึกสุขใจอยู่บ้าง...

            ...

            วันรุ่งขึ้นเป็นวันส่งท้ายปีเก่าเหออู่ต้องออกเดินทางกลับค่ายตั้งแต่เช้า

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อคืนได้เจอท่านแม่ทัพแล้วตกใจหรือไม่เหออู่จึงทำตัวแปลกๆ ไป

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าเหออู่เหมือนไม่กล้ามองนางตอนที่เดินผ่านนางก็รีบพูดว่า “แม่นางหวา” แล้วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

            แปลกจริงๆ

            นางไม่ได้คิดอะไรมากไปเรียนขั้นตอนการห่อเกี๊ยวกับท่านป้าเหออย่างไม่เกียจคร้าน เตรียมอาหารสำหรับวันส่งท้ายปีเก่า

            เสียงประทัดดังขึ้นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานในตรอกซอกซอย ทุกบ้านต่างก็มีบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองวันปีใหม่

            เมื่อเข้าสู่เวลาพลบค่ำด้านนอกก็มีหิมะเริ่มโปรยปรายลงมา

            หวาชิงเสวี่ยกับป้าเหอนั่งล้อมวงกินเกี๊ยวด้วยกัน

            นางได้ยินเสียง ‘กึก’ตอนที่กัดไปโดนเหรียญทองแดงที่ซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ ป้าเหอหัวเราะเสียงดัง บอกว่าปีหน้านางจะโชคดีแน่นอน

            หวาชิงเสวี่ยคายเหรียญออกมามองหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง เป็นครั้งแรกที่นางนึกถึงบุรุษผู้นั้น...

            ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่เช่นนี้ในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ ตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ในค่ายทหารกันนะ...

            ...

            ช่วงเทศกาลปีใหม่ไม่ต้องออกไปขายของหวาชิงเสวี่ยจึงได้พักผ่อนคลายไปหลายวัน ตะวันโด่งเสียก่อนถึงจะตื่น ไม่ต้องชงชา ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำขนมแป้งทอดสอดไส้และขนมแป้งกรอบม้วน

            พอพ้นช่วงเทศกาล ตามท้องถนนก็มีข่าวแพร่สะพัดว่าฮ่องเต้สวรรคตฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พิธีแต่งงานทั้งหมดจะเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี

            หวาชิงเสวี่ยนึกถึงคำพูดของฟู่ถิงเย่ทันที‘ผ่านวันนี้ไปแล้ว การสู่ขอเจ้าหลังจากนี้คงไม่เหมาะสม ขอให้เจ้าลำบากรอข้าอีกหนึ่งปี...’

            ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้ถึงต้องรออีกหนึ่งปี...

            แต่การติดต่อสื่อสารในยุคโบราณไม่ได้รวดเร็วเมืองผานสุ่ยอยู่ทางชายแดนภาคเหนือ ข่าวแพร่มาถึงที่นี่ แสดงว่าเรื่องฮ่องเต้สวรรคตน่าจะผ่านมาได้อย่างน้อยหนึ่งเดือนแล้ว

            หนึ่งเดือนก่อน...

            ไม่รู้ว่าหลี่จิ่งหนานเป็นอย่างไรบ้าง...

            เมื่อนึกถึงใบหน้ากลมๆของหลี่จิ่งหนาน หวาชิงเสวี่ยก็เกิดความรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

            ต่อไปนี้ คงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วสินะ?

            เพราะถึงอย่างไร เขาก็ได้กลายเป็นฮ่องเต้แล้วไม่ใช่เด็กน้อยอวดดีที่เคยเล่นสนุกและหัวเราะไปกับนาง

            ...

            เนื่องจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์บรรยากาศบนท้องถนนจึงคึกคักอยู่พักหนึ่ง ร้านน้ำชา ร้านอาหาร ทุกหัวมุมถนนตรอกซอกซอยต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้

            เป็นไปตามที่หวาชิงเสวี่ยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดพอรู้ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่มีพระชนมายุเพียงแปดเก้าพรรษา ทุกคนก็พากันทำหน้าเหมือนกับจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นราวกับแคว้นต้าฉีจะล่มสลายในวันพรุ่งนี้แน่แล้ว แต่พอได้ยินว่ามีอัครมหาเสนาบดีจั่วและหนิงอ๋องช่วยว่าราชการสีหน้าก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่า...แคว้นต้าฉีในวันพรุ่งนี้จะยังไม่เป็นอะไร คงจะล่มสลายในวันมะรืนแทนกระมัง...

            อีกไม่กี่วันต่อมา ก็มีข่าวว่าฟู่ถิงเย่ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องเจิ้นเป่ย![1]

            คราวนี้เรื่องใหญ่แล้ว!ทั่วทั้งเมืองผานสุ่ยเต็มไปด้วยความคึกคัก! ทุกคนต่างก็บอกต่อๆ กันว่า ท่านแม่ทัพฟู่ของเราได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้ว!ได้ตำแหน่งอ๋องแล้ว!

            ยังมีคนที่พูดจาโผงผางออกมาว่าท่านแม่ทัพฟู่จะเป็นกษัตริย์แล้ว!!!

            ขอร้องล่ะ...อย่าพูดเหมือนกับว่าจะก่อกบฏได้หรือไม่?แบบนี้มันเป็นความผิดมหันต์เลยนะ...

            ทุกครั้งพอได้เห็นชาวบ้านที่ตื่นเต้นเหล่านี้หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกกระวนกระวายจนเหงื่อตก

            แต่นางก็อดคิดไม่ได้ว่าฟู่ถิงเย่เป็นถึงท่านอ๋องแล้ว ต่อไปสตรีที่จะแต่งงานกับเขาก็จะต้องเป็นชายาอ๋อง ดังนั้น...นางกำลังจะได้เป็นชายาอ๋องอย่างนั้นหรือ?

            เหตุใดถึงรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อกันนะ?

            ดูสิ...นางยังคิดมากกับเรื่องนี้อยู่เลย

            “แม่นาง ขนมแป้งทอดสอดไส้ยังมีเหลืออีกหรือไม่?”

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดมีพ่อค้าเร่คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าแผงร้านน้ำชา ตัวไม่ได้สูงนัก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดูใจดี

            หวาชิงเสวี่ยเปิดผ้าคลุมออกนับจำนวนแล้วถามว่า “ท่านต้องการเท่าใดหรือเจ้าคะ?”

            “แม่นาง ช่วงสองสามวันนี้ข้าจะไปเดินขายของตามหมู่บ้านใกล้เคียงอยากจะรับขนมของแม่นางไปขายด้วย” พ่อค้าเร่วางสัมภาระที่หาบไว้ลง กล่าวว่า “ช่วงปีใหม่มีคนไปมาหาสู่กันเยอะขนมแบบนี้มักจะขายดี แม่นางลดราคาให้ข้าหน่อยเถอะ มีเท่าไรข้าเอาหมด”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจเรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน ร้านอาหารใกล้ๆ นี้ก็เคยมาหานาง ถ้าจำนวนน้อยนางทำให้ได้แต่ถ้าจำนวนมากนางก็อาจจะต้องปฏิเสธ

            “ท่านซื้อไปน้อยหน่อยคงจะดีกว่าช่วงนี้อากาศหนาว ขนมแป้งทอดสอดไส้นี้เก็บได้สองสามวัน ถ้าเกินกว่านั้นก็กินไม่ได้แล้ว”หวาชิงเสวี่ยเตือนเขาด้วยความหวังดี

            พ่อค้าเร่กล่าวขอบคุณบอกว่า “แม่นางไม่ต้องห่วง เจ้าสิ่งนี้ขายดีมาก ไม่เกินสองวันต้องขายหมดแน่นอน”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้ม นางไม่รู้ว่าขนมที่นางทำขายดีขนาดนี้เชียว?

            นางเปิดผ้าคลุมออก เตรียมจะนับจำนวนให้พ่อค้าเร่พลันเหลือบไปเห็นสบู่หลายก้อนวางอยู่บนไม้หาบของเขา

            แคว้นต้าฉีแห่งนี้ กรรมวิธีการถลุงโลหะยังล้าหลังแต่บางอย่างกลับก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ

            อย่างเช่น ข้าวโพดที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้หรือสบู่ที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้

            แต่สบู่ที่นี่ค่อนข้างหยาบทำมาจากขี้เถ้าไม้ผสมกับไขมันสัตว์ ได้เป็นสบู่แบบหยาบๆ

            หวาชิงเสวี่ยถามเขา“สบู่พวกนี้ ขายอย่างไรเจ้าคะ?”

            —————————————————————————

            [1]อ๋องเจิ้นเป่ย(镇北王)อ๋องพิทักษ์แดนเหนือ

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663