ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 46 หลิวจื้อ
"พวกเจ้า ไปจัดการพวกมันให้ข้าเดี๋ยวนี้"
"หยุดนะ!!"
น้ำเสียงทรงพลังของผู้อาวุโสหลิวดังขึ้น เด็กชายที่เห็นบุคคลมาใหม่ก็กระเด้งตัวไปหลบด้านหลังบ่าวรับใช้คนหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านลุง ข้าไม่ผิดนะ เจ้าพวกนี้ต่างหากที่รังแกข้า"
"เฮอะ ใครรังแกใครคิดว่าข้าไม่รู้งั้นหรือ!!"
น้ำเสียงที่ยังไม่ลดความดุดันลงส่งผลให้เด็กชายทำตัวลีบแบนลงกว่าเดิม ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก เด็กชายผู้นี้มีนามว่าหลิวจื้อ หลานชายเพียงคนเดียวของผู้อาวุโสหลิว หลิวจื้อเป็นลูกชายของน้องสาวเขา ไม่กี่ปีก่อนบิดามารดาของเด็กคนนี้เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้ผู้อาวุโสหลิวตัดสินใจรับเด็กคนนี้มาอยู่ในการดูแลของตน ปกติเด็กน้อยมักจะทำตัวเกเรจนทำให้เขาปวดหัวอยู่เป็นประจำ แต่เพราะความสงสารที่เด็กน้อยไม่มีบิดามารดา อีกทั้งตัวเขาเองไม่ได้มีเวลามากมายมาคอยดูแล ทำให้เขาหลับตาบ้างลืมตาบ้างในการกระทำของหลานคนนี้ และตามใจเขาเท่าที่ตัวเองจะทำได้ แม้จะมีเสียงบ่นถึงวีรกรรมของหลิวจื้อผ่านเข้าหูผู้อาวุโสหลิวอยู่บ่อยๆ แต่เขาไม่เคยพบเห็นตรงๆ อย่างเช่นวันนี้
จางหย่งที่ได้ยินคำเรียกขานของเด็กน้อยก็พอเข้าใจแล้วว่า ก่อนหน้านี้หลิวจื้อต้องการจะอวดอ้างว่าตนเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหลิวนั่นเอง ผู้อาวุโสหลิว เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่อย่างสำนักอัคคีมีผู้นับหน้าถือตาเขาเป็นอย่างมาก ผู้คนจึงไม่กล้าลงมือกับหลิวจื้อ แต่ไม่ใช่กับจางหย่ง ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะรังแกเด็กคนนี้ เขาแค่ต้องการจะสั่งสอนเท่านั้น
"ท่านลุง เจ้านั่นมันรังแกข้าจริงๆ นะขอรับ ดูสิ ขาของข้าถลอกหมดเลย"
หลิวจื้อที่รู้ว่าผู้อาวุโสหลิวรักและตามใจเขามากก็รีบฟ้องขึ้นทันที หวังจะให้จางหย่งถูกสั่งสอน แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อผู้อาวุโสหลิวพูดขึ้นว่า
"พ่อหนุ่ม ขออภัยจริงๆ ที่หลานข้ามารบกวนเจ้า"
หลิวจื้อถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำพูดของท่านลุงของเขา เขารีบร้องโวยวายขึ้นว่า
"ข้าต่างหากที่ถูกรบกวน สั่งสอนสัตว์เลี้ยงอยู่ดีๆ คนผู้นี้ก็เข้ามาขวาง!!"
"อาจารย์ แบบนั้นไม่เรียกว่าการสั่งสอนแล้ว ท่านลองดูสิขอรับ"
กล่าวจบจางหย่งก็ชี้ไปทางสุนัขที่อยู่ด้านหลังของเสี่ยวเหมา ผู้อาวุโสหลิวที่เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าสุนัขตัวนี้น้องสาวของเขาเคยเลี้ยงเอาไว้ก่อนจะเสียชีวิต เหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้ได้เล่า เขาจึงหันมองไปทางหลานชายด้วยความสงสัย
หลิวจื้อที่ถูกมองมาก็หลุบตาลงไม่กล้าเผชิญหน้ากับท่านลุงของเขา
"ก็เจ้าสุนัขหน้าโง่นั่นไม่ยอมทำตามคำสั่ง ข้าก็เลยต้องสั่งสอนให้มันฉลาดขึ้นบ้างเท่านั้น"
"ด้วยการหวดแส้ใส่เนี่ยนะ"
"ก็มันเป็นวิธีสอนของข้า ไม่สอนแบบนี้แล้วจะสอนแบบไหนกัน"
"เสี่ยวเหมาของข้าไม่เห็นต้องใช้ความรุนแรง ก็ทำตามคำสั่งได้"
"เฮอะ เจ้าสุนัขหน้าเหม็นแบบนั้นน่ะหรือ ข้าไม่เชื่อหรอก"
หลิวจื้อกับอาฟู่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด ต่างคนต่างไม่มีใครยอมใคร ดูเหมือนทั้งสองจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้อาวุโสหลิวได้แต่ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด เมื่อมองไปทางจางหย่งเขาก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา จึงเอ่ยขึ้นว่า
"พ่อหนุ่ม ข้ามีเรื่องอยากรบกวนเจ้าเสียหน่อย"
จางหย่งรู้สึกหนังตากระตุกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ คงไม่ใช่แบบที่เขากำลังคิดอยู่หรอกนะ แล้วก็ไม่ผิดจากที่คาดเดา เมื่อผู้อาวุโสหลิวเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าเป็นบุรุษตัวคนเดียวคงดูแลหลานชายได้ไม่ดีนัก ข้าอยากให้เจ้าช่วยดูแลหลานชายข้าชั่วคราวให้หน่อยได้หรือไม่"
ท่านเป็นบุรุษตัวคนเดียว แต่ข้าเป็นบุรุษที่ต้องเลี้ยงดูเหล่าบุรุษตัวน้อยอีกตั้งสามคนนะ จางหย่งไม่ได้ตอบรับแต่ยังไม่กล้าปฏิเสธ ผู้อาวุโสหลิวที่เห็นสีหน้าของจางหย่งก็เอ่ยขึ้นว่า
"เจ้าและลูกชายคนโตพลังวิญญาณฟื้นมาแล้ว เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน หลังจากนี้ข้าจะมาสอนพวกเจ้าเรื่องการใช้พลังทุกวันวันละหนึ่งชั่วยาม แลกกับการที่เจ้าช่วยดูแลเจ้าหลานตัวดีของข้าเป็นการชั่วคราว ดีหรือไม่"
"ไม่ดี!! ท่านลุงท่าน..."
หลิวจื้อที่ได้ยินเช่นนั้นก็โวยวายขึ้นมา แต่ผู้อาวุโสหลิวไม่ได้สนใจแถมยังเอื้อมมือไปปิดปากหลิวจื้อเอาไว้ก่อนจะมองไปทางจางหย่งด้วยสายตาคาดหวัง
เสี่ยวเหมาที่ได้ยินข้อเสนอนี้ก็หางกระดิกอย่างร่าเริงขึ้นมาทันทีก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นว่า
'แล้วสาวสวยจะได้อยู่กับเราด้วยไหม'
จางหย่งมองไปทางสุนัขมิติของเขาอย่างหมั่นไส้ในท่าทางของมัน เสี่ยวเหมาไม่ยอมแพ้ยังเอ่ยต่อขึ้นว่า
'หากท่านทำให้สาวสวยอยู่กับเราได้ ข้าจะขยันพาท่านออกไปหาคะแนนเพิ่มทุกวันเลย'
จางหย่งได้แต่ส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำต่อรองของเสี่ยวเหมา เมื่อหยุดคิดนิดหนึ่งเขาก็ตอบตกลง ผู้อาวุโสหลิวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขก่อนจะลากตัวหลานชายตัวเองตามจางหย่งกลับบ้านไปทันที หวังว่าหลิวจื้อจะเรียบร้อยน่ารักได้ครึ่งหนึ่งของลูกๆจางหย่งนะ ผู้อาวุโสหลิวได้แต่คิดในใจ
--------------------
ณ ร้านขายผ้าตระกูลหลัว
หลังเลิกงานเสี่ยวเฟินซื่อก็เก็บของตัวเองกลับบ้าน สิ่งที่ไม่มีทางลืมเด็ดขาดเลยคือชุดชั้นในสุดเย้ายวนที่ได้มาจากหลัวเลี่ยงหรูเมื่อกลางวันที่ผ่านมา นางเดินกอดห่อผ้าอย่างมีความสุข ระหว่างทาง เสี่ยวเฟินซื่อที่กำลังมีความสุขเหลือบสายตาไปเห็นสามีของตัวเองเข้ากำลังเดินเข้าไปในหอโคมเขียว นางถึงกับกระทืบเท้า คิดจะเดินจะเข้าไปดึงตัวสามีออกมา แต่นางก็เปลี่ยนใจเดินเข้าไปหน้าหอโคมเขียวและเอ่ยกับสตรีที่ต้อนรับอยู่ด้านหน้าว่า
"แม่นาง รบกวนช่วยบอกสามีข้าด้วยว่า วันนี้ข้าจะรอกินข้าวเย็นที่บ้านนะ"
กล่าวจบนางก็เดินหันหลังจากไปทันที สร้างความงุนงงให้กับผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ปกติสะใภ้ตระกูลเฟินมักจะมาอาละวาดที่หอนางโลมอยู่เป็นประจำ เมื่อเห็นสามีอยู่ที่นั่น แต่วันนี้กลับจากไปโดยไม่อาละวาด นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะนี่
อย่าว่าแต่ผู้คนที่พบเห็นเลย แม้แต่สามีของนางเองก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ดังนั้นเขาจึงอยู่ที่หอโคมเขียวไม่นานเหมือนอย่างเคย ก่อนจะกลับบ้านไปหาภรรยา เพื่อดูว่านางไม่สบายหรือไม่
อันที่จริงเสี่ยวเฟินซื่อไม่ได้มีความสุขมากขนาดถึงขั้นยอมมองสามีตัวเองเข้าหอโคมเขียวได้หน้าตาเฉยหรอกนะ แต่เพราะก่อนจางหย่งจะกลับได้บอกวิธีมัดใจสามีกับนางเอาไว้ เขาบอกว่าหากนางจะโมโหหรืออาละวาดสามีที่เที่ยวหอนางโลมระหว่างทางกลับบ้าน ให้นางท่องซ้ำๆ เอาไว้ว่า นางต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปใส่เจ้าสิ่งนี้ จะไม่เสียงดังโวยวายระหว่างทางให้เสียเวลา ดังนั้นนางจึงไม่ได้อาละวาดเหมือนอย่างเคยแล้วรีบมุ่งหน้ากลับบ้านโดยเร็วที่สุด นางได้แต่หวังว่าวิธีนี้จะได้ผล
เมื่อกลับถึงบ้านนางก็รีบทำหน้าที่ลูกสะใภ้จนเสร็จ จากนั้นก็รีบไปอาบน้ำล้างตัวให้สะอาด หยิบชุดชั้นในที่ได้มาจากหลัวเลี่ยงหรูใส่ลงไป เสี่ยวเฟินซื่อเป็นสตรีอายุสามสิบกลางๆ มีลูกแล้วทั้งหมดสามคน ทำให้รูปร่างนางอวบอิ่มอยู่บ้าง ชุดชั้นในที่ได้มาจึงค่อนข้างที่บีบรัดเนื้อหนังของนาง แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเสี่ยวเฟินซื่อ นางตั้งใจแล้วว่าจะต้องใส่รอจนกว่าสามีจะกลับมาให้ได้
หลังสวมชุดชั้นในที่ชวนอึดอัดเข้าไปแล้ว นางก็สวมเสื้อผ้าทับลงไปอีกทีหนึ่ง เมื่อออกมาจากห้องนอนนางก็ต้องตกใจที่เห็นสามีกำลังเดินเข้าบ้าน ปกติแล้วหากไม่ถึงยามซวี ไม่มีทางได้เห็นหน้าสามีของนางแน่ แต่นี่เพิ่งต้นยามโหย่วเท่านั้น หรือวิธีของคุณชายจางหย่งจะได้ผลกันนะ เมื่อความมั่นใจเริ่มมา ท่าทางเชิญชวนก็เริ่มบังเกิด
"ท่านพี่ ข้ามีอะไรจะให้ท่านดู เข้ามาในห้องกับข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ"