ณ พระราชวังแห่งเมืองเอเลน หมายเลข 181 ในเขตเมืองัชั้นนอก ค่ำคืนนี้ดูจะยาวนานกว่าปกติ สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดกว้างในห้องบรรทมส่วนพระองค์ของาาคิมสัน แสงเทียนบนเชิงเทียนทองเหลืองสั่นไหว เผยให้เห็นเงาของบุรุษผู้ประทับยืนนิ่งริมหน้าต่าง แผ่นหลังกว้างแต่ดูเหนื่อยล้า ทอดพระเนตรออกไปยังความมืดมิดของเมืองเบื้องล่างที่หลับใหล แผนที่การรบและม้วนสาส์นวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะทรงงาน สะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งของผู้เป็ราชันย์
"ฝ่าา... ทรงมีเื่กังวลใจหรือเพคะ เหตุใดยังไม่บรรทมอีก" เสียงนุ่มนวลแต่แฝงความห่วงใยดังขึ้นจากเงามืดข้างประตู อิลิยา พระสนมเอก ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบในชุดนอนผ้าไหมปักลายดอกไม้ละเอียดอ่อน ใบหน้างดงามของนางแม้จะมีริ้วรอยตามวัย แต่ก็ยังคงความสง่าและความเศร้าสร้อยบางอย่างเอาไว้
าาคิมสันหันกลับมา สบตากับสตรีที่อยู่เคียงข้างเขามานานหลายปี ก่อนจะถอนพระปัสสาสะยาว
"ข้าหลับไม่ลง... อิลิยา" เขากล่าวเสียงเรียบ
"เื่ของไทนอส... วนเวียนอยู่ในหัวข้าไม่หยุด"
อิลิยาเดินมายืนข้างพระองค์ วางมือเรียวบางบนท่อนแขนแกร่งของาาอย่างปลอบประโลม
"องค์ชายเพิ่งกลับจากหอคณิกาเมื่อหัวค่ำ คงจะดื่มหนักไปอีกแล้วกระมังเพคะ" นางกล่าวถึงเื่ที่รู้กันทั่ววัง
"หม่อมฉันก็เป็ห่วงเขาเหลือเกิน แต่การที่ฝ่าาทรงผ่อนปรนให้เขาเช่นนี้เสมอมา..." นางเว้นคำพูดไว้ แต่ความหมายนั้นชัดเจน
"ข้ารู้! ข้ารู้ดี!" คิมสันตอบเสียงเครียดขึ้นเล็กน้อย
"ข้ารู้ว่าข้าตามใจเขามากเกินไป แต่เ้าก็รู้... ทุกครั้งที่ข้ามองหน้าเขา ข้าเห็นแต่เงาของเจี้ยนซินซ้อนทับอยู่ ข้าอดที่จะ...รู้สึกผิดไม่ได้"
เจี้ยนซิน... ชื่อของสหายรักผู้เป็ดั่งแขนขวาและพี่น้องร่วมสาบาน ชื่อของขุนพลคู่บัลลังก์อัจฉริยะ และชื่อของ...บิดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายไทนอส ชายผู้สละชีวิตเพื่อเขา...
เื่ราวย้อนกลับไปหลายปีก่อน... ครั้งนั้น เมืองเอเลนยังไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้ คิมสันในวัยหนุ่มจับมือกับ เจี้ยนซิน สองสหายร่วมสาบาน พวกเขาทั้งสองคือพายุแห่งสมรภูมิ คือดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในบรรดาเมืองัชั้นนอก ด้วยความกล้าหาญทะลุทะลวงของคิมสัน และอัจฉริยภาพทางการทหารอันไร้เทียมทานของเจี้ยนซิน พวกเขาร่วมกันกรำศึกนับครั้งไม่ถ้วน ฟันฝ่าอุปสรรค ขยายอำนาจ จนสามารถผลักดันเมืองเอเลนที่เคยอ่อนแอ ให้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ณ อันดับที่ 132 ในแถบเมืองัชั้นนอกได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันคือยุคทอง คือ่เวลาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและเกียรติยศ ชื่อเสียงของ "ราชันย์และขุนพลั" แห่งเอเลนดังกระฉ่อนไปทั่ว...
แต่แล้ว โชคชะตาก็เล่นตลกในวันที่พวกเขาควรจะภาคภูมิใจที่สุด หลังจากพากันบุกเบิกจนเมืองเอเลนขึ้นสู่จุดสูงสุดที่อันดับ 132 ได้ไม่นาน ในระหว่างการเดินทางครั้งสำคัญเพื่อเจรจาพันธมิตรกับเมืองข้างเคียง ขบวนเดินทางของคิมสันและเจี้ยนซินก็ถูก กองกำลังไม่ทราบฝ่ายซุ่มโจมตี อย่างหนักหน่วงกลางหุบเขาที่ทุรกันดาร ศัตรูมีจำนวนมากกว่าและเตรียมการมาอย่างดี วงล้อมบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ คมธนูอาบยาพิษพุ่งเข้าใส่คิมสันจากจุดอับสายตาหมายจะปลิดชีพราชันย์แห่งเอเลน แต่เจี้ยนซินผู้มีปฏิกิริยาไวดุจเทพา ก็พุ่งเข้าปัดป้องและผลักคิมสันให้พ้นจากวิถีธนูได้ทันท่วงที แต่ตัวเขาเองกลับเสียหลักจากการโจมตีระลอกสอง ถูกยิงเข้าที่จุดสำคัญและพลัดตกลงจากหน้าผาสูงชัน ร่างของยอดขุนพลหายลับไปในหุบเหวลึกเบื้องล่าง ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องะโเรียกชื่อของคิมสันที่ดังก้องไปทั่วหุบเขา...
การสูญเสียเจี้ยนซินในครั้งนั้น ไม่ใช่แค่การเสียสหายรัก... แต่คือการเสียเสาหลักที่ค้ำจุนความรุ่งเรืองของเอเลนโดยแท้จริง หลังจากนั้นเป็ต้นมา แม้คิมสันจะพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจเพียงใด แต่เมื่อขาดเจี้ยนซิน ขุนพลคู่ใจผู้เป็ทั้งมันสมองและกำลังสำคัญ เมืองเอเลนก็ไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากเมืองคู่แข่งและภัยารอบด้านได้อีกต่อไป การศึกเริ่มพ่ายแพ้ ดินแดนเริ่มหดหาย อันดับของเมืองค่อยๆ ตกต่ำลง... จาก 132 ร่วงหล่นมาอยู่ที่ 181 ในปัจจุบัน และในวันที่เจี้ยนซินจากไปนั้นเอง... อิลิยา ภรรยาของเขาก็กำลังตั้งครรภ์ไทนอสอยู่พอดี...
"ข้าเป็ต้นเหตุ..." คิมสันพึมพำเสียงแ่
"ถ้าข้ามีพลังป้องกันตัวได้ดีกว่านี้... เจี้ยนซินก็คงไม่ต้องมาตายเพราะปกป้องข้า... และเอเลนก็คงไม่ตกต่ำลงเช่นนี้" ความรู้สึกผิดกัดกินใจาามาตลอดหลายปี เขาไม่เพียงแต่ทำให้สหายต้องตาย แต่ยังทำให้ความรุ่งเรืองที่พวกเขาสร้างมาร่วมกันต้องมลายไปด้วย
"นั่นไม่ใช่ความผิดของฝ่าาเลยเพคะ" อิลิยาปลอบโยน แม้ในใจนางเองก็ยังเ็ป
"ท่านพี่เจี้ยนซินเลือกที่จะปกป้องฝ่าา นั่นคือวิถีของเขา คือเกียรติของเขาเพคะ"
แต่คิมสันก็ยังคงรู้สึกผิด เขาจึงรับอิลิยาเข้ามาในฐานะพระสนมเอก ดูแลนางและทารกในครรภ์อย่างดีที่สุด แม้ว่าใน่แรก อิลิยาผู้หัวใจสลาย จะเคยพยายามหนีออกจากวังเพราะไม่ยอมรับความจริงเื่การตายของสามี และยังถูกกลุ่มอำนาจมืด (อาจจะเป็กลุ่มเดียวกับที่ลอบสังหาร) ตามล่าจนแทบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายคิมสันก็ต้องใช้พระราชอำนาจสั่งห้ามนางอย่างเด็ดขาด และให้คำมั่นว่าจะดูแลนางกับบุตรชายให้ดีที่สุด
เขาให้คำสัตย์ว่าจะเลี้ยงดูไทนอสให้เติบใหญ่ เป็นักรบผู้กล้าหาญเหมือนพ่อ แต่ด้วยาที่ไม่เคยจบสิ้น และความรู้สึกผิดที่กัดกินใจ เมื่อมองดูไทนอส เด็กน้อยที่ต้องกำพร้าพ่อเพราะตน เขาก็อดที่จะสงสารและตามใจไม่ได้...
ไทนอสเติบโตมาเป็องค์ชายที่เสเพล รักความสนุกสบาย ไม่เคยเห็นคุณค่าของการฝึกฝนหรือหน้าที่ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้คิมสันและข้าราชบริพารอย่างยิ่ง
"ข้าพยายามแล้ว อิลิยา... แต่ข้าทำไม่ได้" คิมสันทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง
"ข้ามองหน้าเขาแล้วลงโทษเขาไม่ลงจริงๆ ข้าสงสารชะตาของเขา..."
"การปกป้องเขาด้วยความสงสารเช่นนี้ กำลังฆ่าเขาทางอ้อมนะเพคะฝ่าา" อิลิยากล่าวเสียงเครือ
"โลกภายนอกมันโหดร้าย หากวันใดที่ไม่มีฝ่าา เขาจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?"คำพูดของอิลิยาแทงใจดำ
คิมสันนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ทบทวนถึงความล้มเหลวในการเลี้ยงดูไทนอส และอันตรายที่รออยู่หากเขายังคงเป็เช่นนี้ ในที่สุด... าาคิมสันหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง..เพื่อไทนอส เพื่อเอเลน และเพื่อดวงิญญาของสหายรักที่รออยู่บน์ แววตาของคิมสันลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น เขาหันไปสบตาอิลิยา
"ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะฝนทั่งให้เป็เข็ม "เขากล่าวออกมาด้วยปณิธาน
"พรุ่งนี้ ข้าจะส่งไทนอสเข้าสู่สนามรบ! ..ให้สนามรบจริงขัดเกลาเขา"
"ฝ่าา!" อิลิยาอุทานอย่างใ แต่เมื่อเห็นแววตาอันแน่วแน่ของาา นางก็ได้แต่พยักหน้ารับช้าๆ แม้จะเต็มไปด้วยความห่วงใยบุตรชายก็ตาม
"เขาจะออกรบเคียงข้างพี่ชายทั้งสองและพี่สาวของเขา (บุตรและธิดาที่เกิดจากมเหสีเอก) ให้พวกเขาดูแลและสอนสั่งเขาในสนามรบจริง บางที...นั่นอาจจะเป็วิธีเดียวที่จะขัดเกลาเขาได้" าาคิมสันกล่าว ปิดฉากการสนทนาด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาดที่จะผลักดัน 'บุตรชาย' เพียงคนเดียวของสหายรักเข้าสู่สมรภูมิที่แท้จริง
ณ ตำหนักมเหสีฮวา
แตกต่างจากห้องบรรทมส่วนพระองค์ของาาที่อบอวลไปด้วยความกังวลและอดีต ตำหนักของพระมเหสีฮวากลับให้ความรู้สึกโอ่อ่าแต่เ็า เครื่องเรือนทุกชิ้นจัดวางอย่างเป็ระเบียบไร้ที่ติ แต่กลับขาดความรู้สึกอบอุ่นมีชีวิตชีวา
พระมเหสีฮวาประทับนั่งนิ่งบนพระเก้าอี้บุแพรอย่างดี แม้จะยังคงความสง่างามสมตำแหน่ง แต่ดวงตาคู่สวยกลับฉายแววเศร้าสร้อยจางๆ เบื้องหน้าพระนางคือพระโอรสและพระธิดาทั้งสาม ผู้เป็สายเืที่แท้จริงของาาคิมสัน
องค์ชายใหญ่คิมทัน ผู้มีบุคลิกสุขุมถอดแบบพระบิดา, องค์ชายรองคิมบอล ผู้มีแววตาฉายความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน และองค์หญิงคิมรยา ผู้มีใบหน้างดงามแต่แฝงความหยิ่งทะนง ทั้งสามกำลังมองพระมารดาด้วยความเป็ห่วง
"เสด็จแม่... ทรงมีเื่ไม่สบายพระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะ?" องค์ชายใหญ่คิมทันเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
พระมเหสีฮวาถอนหายใจแ่เบา ยกปลายนิ้วขึ้นััขมับ
"ไม่มีอะไรมากหรอกลูก... ก็แค่เื่เดิมๆ" น้ำเสียงของพระนางเรียบเรื่อย แต่แฝงไว้ด้วยความน้อยใจ
"ฝ่าา...คงจะทรงวุ่นวายกับเื่บ้านเมือง และเื่ของ...ทางตำหนักพระสนมอิลิยา จนไม่มีเวลามาสนทนากับแม่กระมัง"องค์ชายรองคิมบอลกำหมัดแน่น
"เสด็จพ่อทรงลำเอียงเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ทรงให้ท้ายองค์ชายไทนอสผู้นั้นมาตลอด จนไม่เห็นพวกเรากับเสด็จแม่อยู่ในสายพระเนตร!"
"คิมบอล! อย่ากล่าวว่าร้ายฝ่าาเช่นนั้น" คิมทันปรามผู้น้อง แต่ในใจเขาก็เห็นด้วยไม่น้อย
"แต่ท่านพี่ใหญ่ มันก็จริงนี่เพคะ" องค์หญิงคิมรยากล่าวเสริม ดวงตาฉายแววไม่พอใจ
"เสด็จแม่เป็ถึงพระมเหสี แต่เสด็จพ่อกลับ..."
"พอเถอะลูกๆ" พระมเหสีฮวาตัดบท แม้จะรู้สึกดีที่ลูกๆ เข้าข้าง แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหา
"เื่ของผู้ใหญ่ พวกเ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย"
"แต่พวกเราใส่ใจเสด็จแม่นะพ่ะย่ะค่ะ!" คิมทันกล่าวเสียงหนักแน่น เขายื่นมือไปกุมมือพระมารดา
"พวกเราเห็นว่าเสด็จแม่ทรงโทมนัส พวกเราก็เ็ปใจไปด้วย" คิมบอลและองค์หญิงคิมรยาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน
"ไม่ต้องห่วงนะพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ เสด็จแม่" ทั้งสามกล่าวขึ้นเกือบจะพร้อมกัน
องค์ชายใหญ่คิมทันเป็ตัวแทนกล่าวต่อ
"ในการศึกที่กำลังจะมาถึงนี้ ที่ฝ่าาทรงตัดสินพระทัยส่งไทนอสไปด้วย พวกเราทั้งสามจะสร้างผลงานให้ดีที่สุด จะนำชัยชนะและความรุ่งเรืองกลับมาสู่เมืองเอเลนให้จงได้ เพื่อให้เสด็จพ่อได้ทอดพระเนตรเห็น... เพื่อให้ทรงหันกลับมามองเสด็จแม่ ให้สมกับที่ทรงเป็มเหสีเคียงข้างฝ่าามาตลอดพ่ะย่ะค่ะ!"
แววตาของทั้งสามฉายประกายมุ่งมั่นและความรักที่มีต่อพระมารดา พระมเหสีฮวามองบุตรธิดาด้วยแววตาซาบซึ้ง แม้จะมีรอยยิ้มบางๆ เต็มไปด้วยความหวังอย่างลึกๆ