“เ้ามาถามถูกคนแล้วหละ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เมื่อได้ยินคำถามเขาคิดไว้อยู่แล้วว่าหลานของตน้าทักษะการต่อสู้ เพราะรุ่นเยาว์ที่พึ่งบ่มเพาะจะต้องหาทักษะการตู่สู้หรือทักษะฝึกฝนอื่นๆเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตน ปกติรุ่นเยาว์ที่พึ่งเริ่มบ่มเพาะจะได้รับทักษะการต่อสู้คนละสองทักษะ รุ่นเยาว์ทุกคนสามารถไปเลือกวิชาได้ที่หอทักษะประจำตระกูล ที่นั้นมีทักษะให้เลือกมากมายั้แ่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับบนภา ทักษะระดับนภานั้นมีแต่บุคคลระดับสูงของตระกูลเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ ส่วนทักษะระดับปฐีลงไปนั้นบุคคลธรรมสามารถเข้าถึงได้แต่ขึ้นกับระดับการบ่มเพาะด้วย
“เ้าลองบอกปู่คนนี้ของเ้าดูสิว่า้าทักษะแบบไหน”
"ข้าขอคิดก่อนนะขอรับ"
เหยียนจื่อคิดว่าตนเอง้าฝึกทักษะแบบไหน เขาต้องเลือกทักษะที่เหมาะกับเขามากที่สุด เขากอดอกนั่งเงียบใบหน้าครุ่นคิด เมื่อปู่ของเขาเห็นอย่างนั้นจึงไม่ได้ว่าอะไร คิ้วของเขาขมวดเข้าด้วยกันปราณของเขาพิเศษกว่าคนอื่นมากและร่างกายก็เช่นกัน ถึงแม้ความพิเศษของพลังปราณและกายาตอนนี้จะยังไม่แน่ชัดว่ามีคุณสมบัติอะไรแต่เมื่อการบ่มเพาะของเขาสูงขึ้นคุณสมบัติก็จะเด่นขึ้นมา ไม่นานคิ้วของเขาก็คลายออกและเงยหน้าอันไร้เดียงสาของเด็กวัยห้าขวบมองไปยังปู่ของตน
“ข้าตัดสินใจได้แล้ว”
“ไหนลองบอกมาให้ข้าพิจารณาในการตัดสินในของเ้าดู”
“ข้า้าทักษะกระบี่กับทักษะการเคลื่อนที่”
เขาคาดไว้แล้วว่าหลานตนเองจะขอแบบนี้ รุ่นเยาว์ส่วนมากของตระกูล้าความแข็งแกร่งจึงขอทักษะเคลื่อนที่กับทักษะการใช้อาวุธเป็หลัก อาวุธของเเต่ละคนจะเลือกตามความอยากใช้และความถนัดของตนเองเป็หลัก เขายิ้มออกมาด้วยความพอใจอย่างมากที่หลานของตนเลือกแบบนี้ เพราะเขาก็เป็ผู้ใช้กระบี่เหมือนกันมันจะทำให้เขาสามารถชี้เเนะหลานตนเองได้
“ข้าจะเขียนตำราให้เ้า มันเป็ประสบการณ์ของการฝึกกระบี่ตลอดชีวิตของข้า”
เหยียนจื่อพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ตำราที่ปู่ของตนจะมอบให้นั้นแน่นอนว่าต้องพิเศษกว่าทักษะที่อยู่ในหอตำรา เพราะมันเป็ประสบการณ์ตลอดชีวิตของชายชรา การที่เขาจะเขียนทักษะขึ้นมาแล้วมอบให้เหยียนจื่อนั้นมันแสดงให้เห็นถึงความรักที่ชายชรามีให้เขาแม้จะไม่ใช่สายเืเดียวกันก็ตาม
"พรุ่งนี้ใน่บ่ายเ้ามาหาข้าที่ห้องโถง ข้าจะมอบทักษะให้แก่เ้า"
“ขอรับ”
เวลานี้ใกล้มืดแล้วสองคนปู่หลานจึงเริ่มกินอาหารด้วยกัน เมื่อกินอิ่มเหยียนจื่อกลับไปท่ี่ห้องของตนเองทันที ภายในห้องที่ดูเรียบง่ายไม่ได้หรูหราอะไรมากเหยียนจื่อนั้งเข้าฌานอยู่บนเตียงของเขา เขาดูดซับพลังปราณรอบๆตัวการดูดซับพลังปราณนี้ราวกับหลุมดำไร้ที่สิ้นสุดเวลานี้เขาอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสร้างรากฐานระดับต้นแล้วอีกนิดเดียวเข้าจะเข้าสู่ระดับกลางเขานั่งเข้าฌานอยู่แบบนั้น ครึ่งชั่วโมงผ่านไปมีเสียงดัง ปังออกมาจากตันเถียนของเขา
“ในที่สุดก็ทะลวงเข้าสู่ระดับกลางสักที”
เขาพึมพำกับตัวเอง การที่เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางโดยใช้เพียงหนึ่งวันกว่าๆได้นั้นเป็เพราะกายาพิเศษของเขานั้นดูดซับลมปราณโดยรอบอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแม้เวลานอนนี่คือส่วนหนึ่งของคุณสมบัติพิเศษของกายาาศักดิ์สิทธิ์ แม้จะทะลวงขั้นอย่างรวดเร็วรากฐานการบ่มเพาะก็ยังแข็งแกร่งเพราะมีลมปราณภายนอกมาหนุนเสริมรากฐานการบ่มเพาะให้แข็งแกร่งตลอดเวลา เมื่อทะลวงระดับเสร็จเขาปล่อยตัวเองลงไห้นอนราบบนเตียงทันทีแล้วจึงหลับได้ไป เวลาผ่านไปใน่เช้าของวันใหม่ เขาตื่นั้แ่เช้าทำธุระส่วนตัวเสร็จ
“เอาหละไปหอตำรากัน”
เขาเดินไปหอตำราของตระกูลทันที สีหน้าของเขาตอนนี้ดูตื่นเต้นมาก เมื่อเดินมาถึงเขาก็เห็นหอคอยหนาดใหญ่ตั้งสูงตระหง่านมันมีสี่ชั้น เมื่อเดินเข้าไปเขารู้สึกว่าข้างในมันใหญ่กว่าที่เห็นจากภายนอก มีชั้นตำรามากมายในชั้นแรก ตำราที่เขาเห็นมีราวๆหนึ่งแสนเล่มได้ ตรงกลางหอตำรามีชรายชราผมขาวยาวใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นถ้าไม่สังเกตุก็จะไม่เห็นร่องรอยที่อยู่บนใบหน้า คิ้วสีขาว เขามีนามว่าเทียนฉินเขาเป็ผู้าุโคุมหอทักษะ เขานั้งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างหน้ามีโต๊ะไม้ขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่มันมีเอกกสารจำนวนมากอยู่บนโต๊ะเอกสารพวกนี้คือบัททึกการยืมทักษะของรุ่นเยาว์ในตระกูล เขาก้มหน้าอ่านบันทึกอยู่ เมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาเขาจึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำของเขาจ้องไปยังเด็กชายผมสีเงิน คิ้วสีเงินดุจกระบี่ ดวงตาสีดำเป็ประกายเขาสวมอาภรณ์สีขาว เหยียนจื่อเดินตรงเข้าไปหาชายชรา
“ผู้เยาว์เหยียนจื่อมาเลือกทักษะ”
ก่อนหน้านี้เมื่อมองดูเด็กชายตรงหน้าครั้งแรกเขาก็รู้ตัวตนของเด็กหนุ่มผู้นี้แล้วเพราะในตระกูลมีเด็กที่มีผมสีเงินคนเดียวนั้นผู้หลานของผู้าุโสูงสุดนั้นเอง เมื่อดูพิจรณาอย่างถี่ถ้วนเเล้วเขาถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อเขาเห็นการบ่มเพาะของเหยียนจื่อ
“เ้าบ่มเพาะได้แล้วงั้นรึ”
“ข้าพึ่งบ่มเพาะได้เมื่อวานก่อน”
“สองวันอยุู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางงั้นรึ ไม่น่าเขื่อ”
“ที่ข้าสามารถเข้าสู่ระดับกลางได้นั้นเป็เพราะเม็ดยารวมปราณที่ท่านปูให้มาขอรับ”
เหยียนจื่อยิ้มตอบ ชายชราที่ได้ยินอย่างนั้นจึงเข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงได้เข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางได้รวดเร็วเพียงนี้ ชายชราพยักหน้าจากนั้นจึงบอกกฏในการยืมทักษะให้เหยียนจื่อฟัง เขาสามารถยืมทักษะได้สองเล่มเท่านั้นและไม่สามารถขึ้นไปยังชั้นที่สองได้ เมื่อเข้าใจที่ผู้าุโบอกแล้วเขาเดินตามหาทักษะเคลื่อนที่เป็อับดับแรก เขาเดินไปยังหมวดหมู่ของทักษะการเคลื่อนที่ เมื่อดูคร่าวๆทั้งหมดแล้วน่าจะมีถึงสองพันกว่าเล่มได้เขาคิดในใจก่อนเดินดูและลองอ่าน เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงเขายังไม่เจอทักษะที่เหมาะกับตัวเอง จนเดินมาถึงมุมๆหนึ่ง ที่ตรงนั้นมีทักษะอยู่เล่มหนึ่งฝุ่นเกาะหนาจนแทบไม่เห็นชื่อที่เขียนไว้ เขาเดินตรงไปยังทักษะเล่มนั้นและหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นออกจนได้เห็นดำราสีดำสนิทมีชื่อเขียนไว้ว่า เมฆาไร้เงา เมื่อเขาเปิดดูจึงได้เห็นคำอธิบายวิชานี้
เมื่อฝึกฝนทักษะนี้จะทำให้ผู้ที่ฝึกนั้นเคลื่อนที่เร็วดุจสายฟ้าที่ผ่าลงมาจาก์ไร้เงาไร้เสียง เหยียนจื่อเปิดดูคร่าวๆจนถึงหน้าสุดท้ายเขาพบว่าส่วนท้้ายของมันขาดหายไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเลือกทักษะนี้ดีหรือไม่ คิดทบทวนอยู่นานเขาจึงเลือกแล้วถือมันติดตัวไปทันที จากนั้นเดินไปเลือกทักษะการต่อสู้อีกหนึ่งทักษะ เขาเลือกทักษะหมัดตะวัน ทักษะนี้จะเป็การรวบรวมพลังปราณไว้ที่หมัดแล้วต่อยออกไปปะทะคู่ต่อสู้ พลังในการต่อยขึ้นอยู่กับการบ่มเพาะและพลังปราณที่มีในตันเถียนด้วย เมื่อเลือกเสร็จจึงได้นำไปให้ผู้าุโคุมหอตำราดู เมื่อเขาเห็นทักษะเมฆาไร้เงาที่เหยียนจื่อเลือกเขาได้บอกกับเหยียนจื่อทันที
“เ้าแน่ใช่ไหมว่าจะเลือกทักษะนี้”
“แน่ใจแล้วขอรับ”
เมื่อเห็นความแน่วแน่ในดวงตาของเหยียนจื่อเขาก็บอกรายละเอียดของทักษะนี้ว่ามันอยู่ในระดับมนุษย์ถ้าหากมันสมบูรณ์คาดว่ามันจะอยู่ในระดับกึ่งปฐีแน่ ซึ่งมันฝึกฝนได้ยากมากและมันไม่สมบูรณ์แบบจึงได้ถูกละเลยจนฝุ่นเกาะ เขาดูอีกวิชาหนึ่งที่่เหยียนจื่อเอามาด้วย เขาพยักหน้าด้วยความพอใจเพราะทักษะหมัดตะวันเป็ทักษะที่ฝึกได้ไม่ยาก
“เอาหละข้าลงบันทึกไว้แล้วเ้ากลับได้”
“ขอรับ”