“พวกนายเป็ ‘บาร์ค’ สายพันธุ์ไหน”
เงียบ! ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ
“ฉันถามว่าพวกนายเป็ ‘บาร์ค’ สายพันธุ์ไหน”
ก็ยังคงเงีบบ ทุกสิ่งอย่างนิ่งสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่นิดเดียว
“ได้จะเอาแบบนี้ใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้โชคดีกับเหล่า ‘ซิลด์’ ที่กำลังจะมาแล้วกัน” สมิธตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาดโดยการบอกว่าศัตรูคู่อาฆาตของเผ่าพันธุ์ ‘บาร์ค’ อย่างพวก ‘ซิลด์’ กำลังจะมาเยือน ซึ่งสมิธพูดความจริงไม่ได้กล่าวอ้างลอยๆ
ครึ้น! ครื้น! เกิดการเคลื่อนไหวสักทีหลังจากโดนสมิธกระตุ้น แผ่นดินสั่นะเื สายลมกระโชกแรง สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่แตกกระเจิง พื้นดินยุบตัว ต้นไม้ขนาดใหญ่โอนเอนไปมา และในที่สุดต้นไม้ก็เคลื่อนไหว ต้นไม้ขนาดใหญ่สูงไม่ต่ำกว่า 50 เมตรกำลังเคลื่อนไหวโดยการใช้รากยั้วเยี้ยของตัวเองรวมตัวกันจนก่อเป็ทรงแบนเพื่อใช้ในการเคลื่อนที่เหมือนกับมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นพวกบาร์คไม่ใช่แค่ต้นไม้แบบต้นไม้เพราะพวกนี้เองก็มีลูกตามีจมูกมีปากมีหูไว้แสดงอารมณ์เพียงไม่นานต้นไม้ขนาดั์ผู้สามารถเคลื่อนที่ได้และมีชีวิตจิตใจดั่งมนุษย์ก็มารวมตัวกันหลายสิบชีวิตที่ด้านหน้าของสมิธในตอนนี้
สมิธรู้สึกตื่นเต้นพอสมควรเนื่องจาก่ก่อนหน้าเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพวกบาร์คมากสักเท่าไหร่ เพราะด้วยภัยาและความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างมนุษย์และเผ่าพันธุ์ผู้รุกรานซึ่งบาร์คเองก็เป็หนึ่งในเผ่าพันธุ์ผู้รุกรานเช่นเดียวกัน
“ฉันรู้ว่าพวกนายเป็พวกรักสงบซึ่งก็ดีฉันชอบ! อย่างไรก็ตามในอีกไม่นานพวกซิลด์เผ่าพันธุ์ศัตรูของพวกนายก็จะมาเยือนโลกในฐานะผู้รุกรานเช่นเดียวกัน แล้วพวกนายจะทำไง?...ฉันรู้ดีว่าพวกนายไม่ชอบสู้แน่ไม่อย่างงั้นจำนวนเผ่าพันธุ์ของนายคงมีมากกว่านี้ฉันพูดถูกไหม?”
“ดังนั้นแล้วฉันจึงมีข้อเสนอให้กับพวกนายทุกตน หากเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับฉัน ฉันรับประกันชีวิตของพวกนายได้เลยว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน” สมิธพูดโน้มน้าวเหล่าบาร์คอย่างมั่นใจเพราะเขามั่นใจจริงและเหล่าบาร์คจะต้องเชื่อเขาแน่ไม่มากก็น้อยเพราะเื่ซิลด์ศัตรูคู่อาฆาตของเหล่าบาร์คมีคนรู้อยู่น้อยมากซึ่งข้อนี้จะทำให้สมิธได้แต้มต่อ
เงียบ! เงียบอีกแล้วไร้ซึ่งการโต้ตอบ...จนกระทั้ง! “พวกตาแก่งี้เง่า ข้าจะไปกับเ้าเอง”
มีบาร์คตนหนึ่งเดินมาด้านหน้าพร้อมกับพูดอย่างมั่นใจว่าจะไปกับสมิธ สมิธที่ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อยเกือบจะมาเสียเที่ยวซะแล้ว
“ไปเ้ามนุษย์ ปล่อยตาแก่พวกนี้ไปเฮอะ”
“เอ่อ! จะไปทั้งแบบนี้เนี้ยนะ?” สมิธถามบาร์คตนนี้ที่จะไปกับเขาด้วยความสงสัย เพราะขนาดของบาร์คนั้นหากออกไปด้วยสภาพนี้ทึกคนแตกตื่นแน่นอน
“เ้าเื่มากเหมือนกันนะรู้ไหม” บาร์คบ่นออกมาก่อนจะใช้หนึ่งในความสามารถของเผ่าพันธุ์อย่างการวิฒนาการ โดยความสามารถนี้จทะให้เผ่าพันธุ์บาร์๕สามารถย่อหรือขยายร่างกายได้ตามขีดจำกัดของแต่ละตน
บาร์คตนนี้ที่ตัดสินใจไปกับสมิธได้ย่อขนาดตัวเองให้เล็งลงจนขนาดเท่าขวดน้ำขนาด 1 ลิตรได้
“ฉันชื่อสมิธ แล้ว...?” ก่อนจะไปจากที่นี้สมิธถามบาร์คตนนี้ซะก่อน ที่จริงเขาค่อยไปถามที่หลังก็ได้แต่ตอนนี้เขาพยามยื้อเวลาอยู่เพื่อได้บาร์คมาเพิ่ม
“ข้ากรีนชิลด อายุ 581ปี” บาร์คกรีนชิลดแนะนำตัวเอง
“นายยังเด็กอยู่เลยนี้” สมิธค่อนข้างแปลกใจในอายุของบาร์คตนนี้และเหตุใดบาร์คถึงต้องบอกอายุด้วยในขณะแนะนำตัวเพราะเหล่าบาร์คยิ่งอายุเยอะยิ่งหมายถึงความแข็งแกร่งและความยั่งยืน ยิ่งเยอะยิ่งมีอำนาจ
“หุปปาก! ข้าแก่กว่าเ้าตั้งหลายเท่า ไป ไปได้แล้วก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ” กรีนชิลดอารมณ์ขึ้นเลยเมื่อตัวเองโดนบอกว่าเด็กโดยมนุษย์ที่อายุแค่หลักสิบ
“ก็ได้ เ้าไม่เสียใจภายหลังแน่ แล้วก็คนอื่น...” ก่อนที่สมิธจะจากบ้านนี้ไปเขาเตรียมการไว้แล้วั้แ่บ้านโดยการปริ้นแผ่นที่จากที่นี้ไปบ้านเขา สมิธเอาแผนที่นี้ไปติดไว้ที่บ้านและบอกกับบาร์คทุกตนหากเปลี่ยนใจให้ไปตามแผนที่ดังกล่าว เมื่อฝากเสร็จแล้วสมิธและกรีนชิลดก็พากันไปจากสถานที่แห่งนี้
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเข้าไปภายในเมืองสมิธบอกให้กรีนชิลดหลบอยู่ในกระเป๋าก่อนสักครู่ซึ่งกรีนชิลดก็ยอมทำตามแต่โดยดี สมิธจึงสามารถกลับเข้าเมืองกรีนฟิลล์ได้อย่างสบายใจแม้สายตาจะยังคงจดจ้องมาที่เขาเหมือนเดิมก็ตาม
สมิธใช้เส้นทางเดิมในการกลับบ้าน เดินหลายสิบกิโล นั่งรถบัสประจำทาง นั่งรถไฟ ตลอดระยะทางก็มีกรีนทีที่ออกมาจากกระเป๋าเกาะที่ไหล่เขาตลอดเวลาไม่ยอมเดินแม้แต่ก้าวเดียว ซึ่งกรีนชิลดให้เห็นผลว่า
“บนโลกเ้ามีแต่ทางเดิน หิน หิน หิน หิน ข้าไม่ยอมเดินให้เจ็บรากหรอกนะ”