“วันนี้พี่ไม่กินข้าวเย็นที่บ้านนะ พี่จะไปสังสรรค์กับเพื่อน”
ก่อนที่จิรกิตติ์จะเดินไปขึ้นรถโฟร์วิลเพื่อไปทำงาน ที่ซึ่งตอนนี้จักรภพจอดติดเครื่องรอที่หน้าบ้าน จิรกิตติ์หันมาบอกกล่าวเกี่ยวกับ่ตอนเย็น เพื่อไม่ให้เตชินีรอกินข้าวเย็นด้วยกัน และเพื่อจะได้รู้ว่าเขาอาจจะกลับมาตอนดึกดื่นค่อนคืน ซึ่งจะเป็ตอนไหนก็ยังไม่แน่ไม่นอน
“ค่ะ”
ตามจริงแล้วเตชินีหวังเหลือเกิน ว่าจิรกิตติ์จะบอกให้เธอไปร่วมงานสังสรรค์นี้ด้วย แต่พอได้ยินเช่นนี้หัวใจดวงน้อยเหี่ยวแหบลงไปทันที เธอพยายามนิ่งเฉย ไม่แสดงความรู้สึกผิดหวังออกมา จึงทำเพียงตอบรับสั้นๆ
“.........”
ปัง......
จิรกิตติ์เห็นหญิงสาวตัวเล็กนิ่งเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา ไม่ถาม อีกทั้งไม่แม้แต่จะขอไปด้วย ก็ให้หน้าตึงขึ้นมาทันที ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจ จึงเดินลงส้นหนักๆไปขึ้นรถโฟร์วิล ทั้งยังปิดประตูรถเสียงดังอีกต่างหาก
“ออกรถซะสิวะ ชักช้าอยู่ทำไม”
“ครับๆ ออกแล้วครับออกแล้ว”
แต่คนที่ไม่รู้อิโน่อิเน่อย่างจักรภพ พลอยโดนหางเร่ไปเฉยเลย จึงทั้งงงและทั้งสงสัย แต่กระนั้นก็รีบขับรถโฟร์วิลออกไปจากหน้าบ้านอย่างเร็วไว หาไม่แล้วเดี๋ยวจะโดนอีกดอกเป็แน่
เฮื่ออออ......
เตชินีที่ยืนนิ่ง ดวงตากลมโตคู่สวยมองตามหลังรถโฟร์วิลไปจนกระทั่งลับหายไปพ้นรัศมีสายตา ก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะสลัดความน้อยใจ ผิดหวัง เศร้า เสียใจออกไป
เพราะรู้ว่าตอนนี้เธอมันก็เป็เพียงแค่คนคอยดูแลจิรกิตติ์เพียงเท่านั้น ไม่มีสถานะ ไม่มีความหมาย ไม่สลักสำคัญที่พอจะพาไปออกงาน พาไปแนะนำเพื่อน และพาไปไหนต่อไหนด้วย
:
จิรกิตติ์ไปดูงานในสวนผลไม้ก่อนเป็อันดับแรก พอ่บ่ายๆ เขาก็เข้าไปดูงานที่โรงงาน เขาอยู่ที่โรงงานจนถึง่เย็นๆ แล้วจึงเดินทางไปที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ ตามที่ได้นัดเพื่อนมาพบปะสังสรรค์
“กิตติ์มาแล้ว กิตติ์มานั่งตรงนี้เลย”
ผุดรวีร์เห็นจิรกิตติ์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง ผุดรวีร์ก็รีบลุกเดินไปหา จับแขนแกร่งของจิรกิตติ์พามานั่งที่เก้าอี้ข้างๆตัวเอง ซึ่งห้องนี้เป็โซนส่วนตัวของร้าน ในเวลาที่จิรกิตติ์มาถึงก็มีเพื่อนๆ มากันบ้างแล้ว
“ไงวะกิตติ์ ตอนแรกฉันกะว่าจะไปเยี่ยมนายที่บ้าน พอดีมั่วแต่ยุ่งๆ ก็เลยไม่ได้ไปสักที”
“ขอบใจวะ ฉันสบายดีแล้ว นายไม่ต้องยุ่งยากหรอก”
พลพรรค ที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกับจิรกิตติ์กล่าวให้รู้ อย่างที่ตัวพลพรรคเองยุ่งเกี่ยวกับเื่งานมากจริงๆ จึงปลีกตัวไปเยี่ยมจิรกิตติ์ไม่ได้เลย ซึ่งจิรกิตติ์ก็เข้าใจพลพรรคเป็อย่างดี ว่างานของพลพรรคนั้นยุ่งมากอย่างกล่าวมา
อีกอย่างถึงพลพรรคจะไปเยี่ยมจิรกิตติ์ที่บ้าน ก็ไม่แน่ว่าจะได้เจอจิรกิตติ์ เนื่องจากในภาวะที่อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจในเวลานั้น จิรกิตติ์ไม่อยากให้ใครมาเห็น และไม่อยากให้ใครมาสงสารด้วยนั่นเอง
“นี่ฉันได้ข่าวว่านายเลิกกับแฟนแล้ว แล้วตอนนี้นายมีแฟนใหม่หรือยังวะ?”
“ถ้ามีก็เห็นมาด้วยแล้วสิวะ”
วุฒิชัยที่นั่งอยู่ข้างๆ จิรกิตติ์หันมาถามจิรกิตติ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จิรกิตติ์จึงตอบแบบขอไปที แต่ไอ้ที่ตอบแบบขอไปทีของจิรกิตติ์ ทำให้ผุดรวีร์ยิ้มกว้างด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ด้วยความคิดที่ว่าเธอนี่แหละจะเป็แฟนคนต่อไปของจิรกิตติ์
“รวีก็โสดเหมือนกันนะ มาๆคนไหนโสดชนแก้วกันหน่อยมา”
“เฮ๊ย! เราก็โสดเหมือนกันนะ แต่โสดเฉพาะตอนนี้นะ ฮ่าๆๆๆ”
แกร๊งงงง......
ผุดรวีร์พูดยิ้มๆ แล้วเอี้ยวใบหน้าที่แต่งแต้มสวยงามด้วยเครื่องสำอาง หันมามองจิรกิตติ์ ด้วยสายตาแววหวาน แล้วหันไปเชิญชวนให้เพื่อนๆที่โสดสนิทยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นชน แต่เอาจริงๆเพื่อนที่ทั้งโสดและทั้งไม่โสดต่างพร้อมใจกันยกแก้วเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นชนกับเพื่อนๆ
งานเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างเพื่อนๆร่วมรุ่นก็เริ่มขึ้นด้วยความสรวลเสเฮฮา ผุดรวีร์นั้นเป็นักเอ็นเตอร์เทรนที่ดีเยี่ยม คอยพูดคอยชนแก้วกับเพื่อนๆ ไปเรื่อย
แต่ผุดรวีร์ไม่เคยห่างหายที่จะหันมาพูด หันมาชนแก้วกับจิรกิตติ์ ทั้งคอยส่งสายตาหวานเยิ้ม เย้ายวน เชิญชวน ให้จิรกิตติ์อยู่บ่อยครั้ง อย่างเป็การบอกใบ้ให้รู้ว่าผุดรวีร์ชื่นชอบจิรกิตติ์นั่นเอง
๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗