รุ่งขึ้นภายในวังหลวงก็ได้ส่งข่าวสารออกมา เหล่านางกำนัลและขันที หลังจากรับโอสถแล้วก็ถูกส่งไปยังอารามหลวง ส่วนเหล่าหมอหลวงก็ถูกปลดออกไปยังเมืองและเขตชนบท
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนเหล่านั้นอยู่ในวังอีกต่อไปอีกทั้งฮ่องเต้ฉินเองก็ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขาล้วนลืมเลือนทุกสิ่งไปแล้วจริงๆ
ในใจของเขาจึงยิ่งหวาดระแวงกู้ชิงเฉิงมากขึ้นทว่าน่าเสียดายที่นางไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกทั้งนางยังเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท เขาจึงไม่สามารถทำอะไรนางได้เพราะเกรงกลัวโม่อวี้เฉิน
เขาอบรมสั่งสอนบุตรชายผู้นี้ให้เก่งกาจเกินไปจนสุดท้ายกลับทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ไม่ว่าจะในราชวงศ์ใดก็ไม่เคยมีฮ่องเต้องค์ใดต้องหวาดกลัวองค์รัชทายาทเช่นนี้มาก่อนเขาเป็นฮ่องเต้องค์แรก ผนวกกับเรื่องราวของกู้ตงหลิงในใจของฮ่องเต้ฉินยิ่งร้อนรุ่ม
ดังนั้นเขาจึงเสนอเงื่อนไขให้โม่อวี้เฉินและคุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋ให้ร่วมกันขับไล่ชนเผ่าซงหนูที่รุกรานเข้ามาแท้จริงแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ข่าวร้ายอันใด
อย่างน้อยที่สุดฮ่องเต้ก็ไม่ได้เสนอเงื่อนไขที่เกินเลยไปนัก เพราะในฐานะองค์รัชทายาทและแม่ทัพเมื่อชนเผ่าซงหนูรุกรานเข้ามาเขาย่อมมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องนำทัพออกศึกอยู่แล้ว
ทว่าการที่ฮ่องเต้ออกราชโองการเช่นนี้ย่อมแสดงว่าเขาไม่ได้โปรดให้บุตรชายผู้นี้อยู่ใกล้ชิดอีกต่อไปแล้วกู้ชิงเฉิงเองก็ตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินข่าวสารจากในวัง
ในการศึกครั้งนี้โม่อวี้เฉินได้รับชัยชนะ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดหากไม่ใช่เพราะซูเหวินจิ้งช่วยชีวิตเขาไว้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งสองก็ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ทว่าสุดท้ายกลับต้องจบชีวิตลงพร้อมกันทั้งคู่คงเป็นวาสนาร้ายที่ไม่อาจแก้ไขกระมัง
ทว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กู้ชิงเฉิงไม่อาจห้ามได้และก็ไม่คิดที่จะห้าม นางต้องการเพียงให้กู้จิ่งเซวียนอยู่รอดปลอดภัยเท่านั้น
ยามนี้นางกำลังนับวันรอเวลาตั้งครรภ์เพียงแค่ตั้งครรภ์... นางก็จะออกไปจากตำหนักบูรพาอย่างไม่ลังเลเพื่อเปิดทางให้นางเอก
“ข้าจะไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนจะอยู่ดูแลตำหนักเจ้าจงระมัดระวังให้มาก” โม่อวี้เฉินเองก็ไม่อยากไปทว่าเมื่อศัตรูประชิดเมือง ในฐานะองค์รัชทายาทเขาย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ แม้ในใจรู้สึกอาลัยอาวรณ์แต่ก็จำต้องจากไป
“ท่านจะไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อต่อสู้กับชนเผ่าซงหนู อันตรายยิ่งนักเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนควรติดตามท่านไป ส่วนข้าอยู่ในเมืองหลวงย่อมไร้อันตรายท่านวางใจเถิด” กู้ชิงเฉิงรีบโบกมือ
“เมืองหลวงแห่งนี้ต่างหากที่อันตรายที่สุดข้าเพิ่งทำให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัย เกรงว่าเขาจะไม่ยอมรามือง่ายๆ เขาจะหาเรื่องเจ้า”โม่อวี้เฉินเอ่ยอย่างเคร่งขรึมและยืนกราน “เฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนจะต้องอยู่ที่นี่”
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในหนังสือต้นฉบับแม้มีเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนอยู่ข้างกาย โม่อวี้เฉินก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดแต่ยามนี้เขากลับไม่พาทั้งสองไปด้วย ช่างโอ้อวดเกินไปนัก
“ไม่ได้ ข้าไม่เห็นด้วย” กู้ชิงเฉิงเอ่ยอย่างจริงจัง
เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้โม่อวี้เฉินรู้สึกจนใจ เขาจึงส่ายหน้า “เจ้าเป็นห่วงข้าข้าดีใจยิ่งนัก แต่เจ้าวางใจเถิด ข้ายังมีเหลิ่งเยว่และเหลิ่งหยางอยู่เคียงข้าง”
ขณะเอ่ยเขาก็ยกมือขึ้นโบกไปยังมุมมืดพร้อมกล่าวว่า “มาคารวะนายหญิงซะ”สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้กู้ชิงเฉิงเป็นอย่างยิ่งคาดไม่ถึงว่าโม่อวี้เฉินยังมีองครักษ์เงาคนอื่นๆ อีก
“พวกเขาเป็นองครักษ์เงา เป็นทหารตายด้านฝีมือก็ไม่ได้ด้อยกว่าเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนเพียงแต่พวกเขาไม่อาจปรากฏตัวได้ง่ายๆ” โม่อวี้เฉินอธิบาย“ครั้งนี้พวกเขาจะตามข้าไปยังทางตะวันตกเฉียงเหนือคุ้มครองข้าอยู่ในที่ลับ ย่อมไม่มีอันใดเกิดขึ้น”
ชายชุดดำสองคนร่างกายแข็งแรงราวกับหมี ตัวใหญ่กว่าเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนมากนักอีกทั้งใบหน้าของพวกเขาก็ดูดุดัน น่าเกรงขาม จนผู้คนไม่กล้าสบตา
ทว่ากู้ชิงเฉิงกลับรู้สึกไม่พอใจอยู่เล็กน้อยรูปร่างเช่นนี้ ย่อมไม่อาจพลิ้วไหวว่องไวเท่าเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนได้แต่หากเทียบกันด้วยพละกำลังแล้ว เหลิ่งเยว่และเหลิ่งหยางคงได้เปรียบกว่า
“พระชายาโปรดวางใจ กระหม่อมจะปกป้ององค์รัชทายาทให้ดีที่สุด” เหลิ่งหยางและเหลิ่งเยว่สัมผัสได้ถึงความกังขาในแววตาของกู้ชิงเฉิงในใจจึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย และพวกเขาจะต้องพิสูจน์ให้นางเห็นให้ได้
หลังจากนี้กู้ชิงเฉิงก็ไม่อาจกล่าวอันใดได้อีกนางทำได้เพียงปล่อยให้โม่อวี้เฉินทำตามใจปรารถนา
ในคืนนั้นโม่อวี้เฉินโอบกอดกู้ชิงเฉิงแน่นไม่ยอมปล่อย พลางกระซิบข้างหูของนางว่า“อีกไม่กี่วันลองเชิญหมอมาตรวจชีพจรดูเถิด ข้าจากไปครานี้คงต้องใช้เวลาแรมปีจึงจะกลับมาข้าเกรงว่าอาการของกู้จิ่งเซวียนจะทรุดหนักลงกว่าเดิม ดังนั้น...” กล่าวจบก็พลิกกายกู้ชิงเฉิงลงไปเบื้องล่าง
--------
ในวันรุ่งขึ้นเมื่อท้องฟ้าเริ่มสาง โม่อวี้เฉินผู้ไม่ได้นอนตลอดคืน ก็เปลี่ยนชุดเรียบร้อยเขามองกู้ชิงเฉิงด้วยแววตาล้ำลึก ก่อนจะหันไปดูกู้จิ่งเซวียนจากนั้นก็ออกจากตำหนักบูรพาไปอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองเพราะเกรงว่าเพียงแค่หันกลับไป ก็จะทำใจจากไปไม่ลง
กู้ชิงเฉิงไม่ได้หลับใหลนางจ้องมองประตูที่ปิดสนิทอยู่อย่างนั้นในใจของนางพลันปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่อาจสงบลงได้เลย
“นายหญิง นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะจากไปนะขอรับ” สวีอิ่นชิงมายังตำหนักบูรพาในวันถัดมา
ทว่ากู้ชิงเฉิงไม่ได้ตอบอันใดนางตั้งใจจะจากไป มิเช่นนั้น ในตอนที่โม่อวี้เฉินกลับมาอีกครั้งสถานการณ์ของนางและกู้จิ่งเซวียนคงจะอึดอัดใจนักทว่ายามนี้นางกลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์
“นายหญิง” สวีอิ่นชิงกล่าวอย่างร้อนรนว่า “เมืองหลวงแห่งนี้อันตรายยิ่งนัก”
“ข้าเข้าใจ” กู้ชิงเฉิงพยักหน้า “ข้าต้องไปร่ำลาท่านตาเสียก่อน” ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อครั้งอดีตได้กระจ่างแล้วนางจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องอยู่ต่อแน่นอนว่าการรักษากู้จิ่งเซวียนนั้นสำคัญกว่า นางยอมทำทุกวิถีทางเพื่อการนี้
เมื่อเห็นแววตาอาลัยอาวรณ์ของกู้ชิงเฉิงสวีอิ่นชิงก็รู้สึกกังวลยิ่ง “นายหญิง ท่าน...ไม่อาจตัดใจจากองค์รัชทายาทได้ใช่หรือไม่?”
เพราะผู้คนทั่วหล้าต่างรู้ว่ากู้ชิงเฉิงเมื่อครั้งอดีตรักโม่อวี้เฉินมากเพียงใด แม้จะผ่านไปห้าปีแล้วและกู้ชิงเฉิงเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ความรู้สึกนี้ก็ไม่ใช่จะตัดขาดได้โดยง่าย
“ข้า...” กู้ชิงเฉิงอยากจะกล่าวว่า ‘เจ้าไม่เข้าใจ’ คนเหล่านี้ย่อมไม่อาจเข้าใจได้อยู่แล้ว
“หากนายหญิงจะอยู่ต่อ ข้าก็จะอยู่เป็นเพื่อนนายหญิงเองขอรับ” สวีอิ่นชิงปรับสีหน้าแล้วกล่าวว่า “คาดว่าอันหยวนถังคงจะเข้าใจเช่นกัน”
กู้ชิงเฉิงไม่ได้ตอบอันใดอันที่จริงแล้วนางไม่ได้ลังเลเพราะอันหยวนถังยามนี้นางสามารถย้ายอันหยวนถังมายังเมืองหลวงได้อย่างสมบูรณ์หลังจากเรื่องราวความจริงกระจ่างแจ้ง การที่นางเปิดเผยฐานะของตน จะไม่มีผลกระทบใดๆต่ออันหยวนถังเลย ดังนั้น การที่นางจะจากไปหรือไม่ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอันหยวนถัง
“พระชายา” เสียงของเฟิงเจ๋อดังมาแต่ไกล “ฝ่าบาทส่งคนมาแจ้งว่า ประสงค์จะเชิญพระชายาและซือจื่อเข้าวังมีงานเลี้ยงในวังพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิงเจ๋อยืนอยู่ข้างประตูแล้วกล่าวว่า“พระชายา ตอนนี้ให้ข้าส่งท่านจากไปเลยดีหรือไม่”
โม่อวี้เฉินเพิ่งจะจากไปไม่นานฝ่าบาทก็ต้องการจะจัดการตำหนักบูรพาแล้ว ช่างไร้ยางอายยิ่งนักหากกู้ชิงเฉิงและซือจื่อตกอยู่ในกำมือของฮ่องเต้โม่อวี้เฉินก็จะตกอยู่ในสถานะลำบากยิ่ง
“บอกคนในวังไปว่าข้ารู้สึกไม่สบาย ไม่สะดวกที่จะไปร่วมงานเลี้ยง” กู้ชิงเฉิงย่อมไม่เข้าวังเพราะหากเข้าวังไปเกรงว่าจะต้องต่อสู้เอาชีวิตรอดเป็นแน่ ยามนี้นางไม่อาจต่อสู้ได้นางต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี อีกทั้งต้องไม่ให้กู้จิ่งเซวียนเกิดเรื่องอันใดขึ้น
“พระชายา จะขัดรับสั่งของฝ่าบาทหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ไม่ทันคาดคิดขันทีผู้เป็นหัวหน้าก็มาถึงแล้ว
คำพูดนั้นทำให้กู้ชิงเฉิงรู้สึกรำคาญยิ่ง“การที่ข้าไม่ไปร่วมงานเลี้ยงก็ถือเป็นการขัดรับสั่งแล้วเช่นนั้นเจ้าก็อ่านเพิ่มอีกหลายข้อ ข้าจะได้ขัดรับสั่งเพิ่มอีกหลายประการเจ้าจะได้ไม่ต้องไปส่งมอบงานให้ฝ่าบาท” ผู้ประกาศราชโองการก็พลันตกตะลึงงันไม่ทันคาดคิดว่าจะได้เจอคนหัวแข็งเช่นนี้
“เจ้า... เจ้า...บังอาจ” ผู้ประกาศราชโองการกล่าวอย่างเหลือเชื่อไม่ทันคาดคิดว่ากู้ชิงเฉิงจะกล่าวเช่นนี้
“หากไม่อยากตายก็ไสหัวไป” อารมณ์ของกู้ชิงเฉิงมักจะไม่ค่อยดีนักไม่ตรงใจก็สู้รบกันเลย