เมื่อมาถึงค่ำคืนที่เฟิงฮวาจะทำการถอนพิษ
หนึ่งชั่วยามก่อนพระจันทร์เต็มดวงจะปรากฏนางได้ทำการสกัดพิษของฝ่าบาทมิให้กำเริบ โดยลงมือปักเข็มเงินไปที่เขาอย่างรวดเร็วหลังจากถอนเข็มออก จุดตันเถียนพลันร้อนระอุขึ้นมา พร้อมกับไอพิษได้ถูกปลดปล่อยสายตาของฝ่าบาทเริ่มพร่าเลือน รวมไปถึงการควบคุมสติที่ลดลง
เศษเสี้ยวของพิษที่ยังคงหลงเหลือทำให้เขาเริ่มแสดงอาการกำหนัดมากขึ้นมองนางประดุจดั่งมองเหยื่ออันโอชะ
จากนั้นเฟิงฮวาก็หยิบยาขึ้นมาหนึ่งเม็ดใส่ในปากเขาใช้ลมปราณกระตุ้น หวังให้พิษถูกถ่ายทอดออกมามากขึ้นอีก
แต่กลับมิเป็นผล...
พิษนั้นฝังติดกับศูนย์กลางพลังภายในไปอย่างสมบูรณ์แล้วหากดึงพิษออก เท่ากับเป็นการทำลายวรยุทธ์ของเขาโดยสิ้นเชิงสิ่งนี้อาจจะร้ายแรงกว่าความตายเสียด้วยซ้ำ
ดูเหมือนวิชาลับของตระกูลที่ฝึกมาจะไม่สามารถช่วยอะไรได้ในเวลานี้
'ถ้าเช่นนั้น ข้าคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ...'
นางคงต้องถ่ายโอนพิษจากฝ่าบาทมาที่ร่างกายของนางผ่านทางสัมพันธ์อันบริสุทธิ์
รอยยิ้มอ่อนโยนพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟิงฮวาที่กำลังจ้องมองไปยังบุรุษเบื้องหน้า
‘เฉิงอี้…ชาตินี้คงไร้วาสนาเคียงคู่กันแล้ว…หากชาติหน้ามีจริง ก็ขอให้ข้าได้พบเจอท่านอีกครา’
เฟิงฮวาหันไปสั่งเสี่ยวจูให้นำเหล้านารีแดงออกมา
เหล้าขวดนั้นถูกกระดกเข้าปากนางไปหนึ่งอึกกลืนลงคอรสชาติอันร้อนแรงของเหล้าบวกกับความขมฝาด คงจะพอบรรเทาความหดหู่ในใจได้กระมัง
นางกระดกอีกหนึ่งอึกถ่ายทอดไปให้ฝ่าบาทและทำแบบนี้สลับไปเรื่อย ๆจนหมดขวด
บุรุษเบื้องหน้าค่อยๆเกิดการตอบสนองโดยสัญชาตญาณเขาดึงนางเข้ามาใกล้ๆ จากนั้นก็จุมพิตนางอย่างเร่าร้อนคนทั้งสองเกี่ยวกระหวัดพันลิ้นไปมาอย่างแนบแน่นมิเหลือช่องว่าง
เฟิงฮวาถูกจับพลิกมานอนลงกับเตียงโดยที่ฝ่าบาทออกแรงกดนางเอาไว้ นางคลี่ยิ้มให้เขาพลางจ้องมองด้วยสายตาลุ่มหลง
'แม้ว่านี่จะเป็นเพียงครั้งเดียว ที่ข้าได้ร่วมคืนวสันต์กับท่านแต่ข้าสัญญาว่าจะจดจำอยู่ในใจมิลืมเลือน'
เขาจัดการดึงเสื้อตัวนอกของนางโยนทิ้งไปเปิดเผยผิวขาวเนียนดุจหยกตั้งแต่หัวไหล่ถึงต้นแขนความงดงามผุดผ่องของนางยิ่งทำให้เขาหื่นกระหายมากยิ่งขึ้น
ริมฝีปากบรรจงจูบลงบนอณูผิวของนางอย่างอ่อนโยนปลายลิ้นไล้เลียตั้งแต่ใบหูไล่ลงมายังซอกคอ สลับกับการขบดูดอย่างบ้าคลั่ง
ถัดมาเขาก็ดึงเสื้อชั้นในที่ปกปิดหน้าอกของนางออกนี่เป็นครั้งแรกที่เฟิงฮวายอมให้ฝ่าบาทเห็นเรือนร่างของนางโดยมิได้ดับไฟ
ในสติเลือนรางของฝ่าบาทนั้นเขายังคงมองเห็นสองเต้ากลมของนางได้อยู่ รวมถึงปานรูปดอกซากุระบนเนินเนื้ออันนั้นทำให้เขาพลันตระหนักเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
'เป็นนางนั่นเอง...คนที่เคยช่วยเขาเอาไว้'
นางก็คือสตรีผู้นั้น...ที่เขาอานฉวน
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของฝ่าบาทอย่างที่เฟิงฮวาไม่เคยเห็นมาก่อนช่างชวนเคลิบเคลิ้มหลงใหลยิ่งนัก อันที่จริงบุรุษน้ำแข็งผู้นี้หากยิ้มขึ้นมาย่อมครอบครองใต้หล้าได้อย่างง่ายดาย เหตุใดถึงไม่ชอบยิ้มกันนะ
นางตกอยู่ในภวังค์แห่งความเสน่หาอย่างที่สุด
ฝ่าบาทใช้สองฝ่ามือบีบคลึงเต้าอวบอิ่มบีบเน้นอย่างแรงแบบที่นางทำในอ่างอาบน้ำครานั้นภาพนั้นยังคงติดตรึงใจเขามาจนถึงทุกวันนี้
จากนั้นเขาก็บรรจงดูดดื่มสองเต้าอย่างทะนุถนอมดอกซากุระนี้...เขาจะปรนนิบัติดูแลอย่างดีที่สุดปลายลิ้นไล้เลียวนอยู่บริเวณนั้นสักพักหนึ่งจึงค่อยขยับลงมายังเบื้องล่างเพื่อทักทายโพรงสวาทปากประตูอันน้อยเริ่มเปิดเผยตามการกระตุ้นของเขาพร้อมกับความชุ่มชื้นโปรยปรายเป็นสายน้ำ ทำให้ลิ้นอ่อนนุ่มผ่านเข้าออกได้โดยง่าย
ฝ่าบาทค่อยๆถอนใบหน้าจับแก่นกายของเขาที่กำลังผงาดเต็มที่ แทรกเข้าไปในร่องแคบอันนั้นแทน
หัวหยกถูกดันเข้าไปอย่างช้าๆเพื่อมิให้นางเจ็บจนเกินไปยิ่งดันลึกเข้าไปด้านในแท่งหยกก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่นที่รอต้อนรับเขาพอใจยิ่งนัก มิเคยรู้สึกดีเช่นนี้มาก่อน
การกระทำของฝ่าบาทเรียกได้ว่านุ่มนวลอย่างที่สุดแล้วแต่แม้กระนั้นเฟิงฮวาก็ยังคงรู้สึกถึงความทรมานและอึดอัด
“อื๊อ อ๊า” เสียงร้องของนางถูกเปล่งออกมาถี่ชัดมากขึ้น
จนผ่านไปสักพักความเจ็บปวดก็มลายสิ้นเหลือเพียงความซาบซ่าน
ฝ่าบาทรับรู้ได้ถึงความผ่อนคลายของนางก็จัดการขยับท่อนหยกเข้าออกอย่างไม่เร่งรีบ
“อื้ม อ๊า อ๊า” เสียงหวานนุ่มและกังวานครางร้องเป็นจังหวะนางแอ่นกายเข้าหาโดยธรรมชาติ รวมถึงขยับสะโพกต้านรับกับแรงกระแทกของเขา
เขากระทำเช่นนั้นอยู่สักพักหนึ่งจึงจับตัวนางให้พลิกมาหันหลังมองจากมุมนี้ส่วนโค้งเว้าของสตรีเบื้องหน้ายิ่งกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาจนบุรุษท่านนั้นมิรอช้าจับแก่นกายดันผ่านทางด้านหลังนางเข้าไปเฟิงฮวากรีดร้องอีกครั้งและตามมาด้วยเสียงครางกระเส่าอย่างเร่าร้อนต่อเนื่อง “อ๊าอ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ” สอดประสานกับเสียงกระทบกันของผิวเนื้อที่มิได้หยุด ‘พลั่ก พลั่กพลั่ก’
มือข้างหนึ่งของบุรุษที่กำลังกระแทกกระทั้นจับรั้งไว้ที่เอวของนางส่วนมืออีกข้างอ้อมมาบีบเต้าอวบที่กำลังห้อยแกว่งไปมาพร้อมกับใช้นิ้วบดขยี้ปลายยอดไปด้วยยิ่งทำให้นางครางร้องออกมาดังมากขึ้นด้วยความเสียวซ่าน
หลังจากที่อัดกระแทกจนพึงพอใจแล้วฝ่าบาทก็ถอนแก่นกายของเขาออกมา เปลี่ยนมาจับให้เฟิงฮวานั่งคร่อมทับเขาบ้างนางขยับควบขึ้นลงแท่งหยกอย่างรุนแรง โดยเน้นย้ำบริเวณหัวของลำแท่งส่วนหน้าอกกลมสองข้างก็กระเพื่อมสั่นไหวไปตามจังหวะนั้น
สีหน้าของฝ่าบาทเต็มไปด้วยความสุขสมนางช่างงดงามหาสิ่งใดเปรียบมิได้จริงๆ สายตาทอประกายรักใคร่อย่างสุดซึ้งจนถึงจังหวะหนึ่งเขาก็เอ่ยเรียกนางด้วยเสียงอ้อนวอน “ฮวาเอ๋อร์…” ข้ามิสามารถอดกลั้นได้อีกต่อไปแล้ว
“อืม…” นางเข้าใจได้ทันทีว่าเขาหมายถึงอันใด
เฟิงฮวาจัดการควบขยับแรงขึ้นและเร็วขึ้นจนเกิดอาการเกร็งกระตุกเป็นจังหวะที่ช่วงล่าง นางครางร้องออกมาอย่างมิอาจฝืน"อ๊า อ๊า ฝ่า...บาท อ๊ะ อ๊า" พร้อมกับที่สายน้ำอุ่นของฝ่าบาทก็ล้นทะลักเข้ามาด้านในตัวนางอย่างมหาศาล'อ้า อ้า'
เกือบหนึ่งชั่วยามในห้องนั้นศึกสงครามก็พลันสงบลง
ยามนี้บนเตียงนอนมีหนึ่งบุรุษนอนกอดหนึ่งหญิงงามที่อ่อนล้าถึงขีดสุดไว้ในอ้อมอกเลือดพรหมจรรย์เปรอะเปื้อนบนที่นอนอย่างเด่นชัด
พิษจากร่างกายของฝ่าบาทถูกถอนออกไปแล้ว…เขารู้ดี
และเขาก็รู้ว่านางเป็นฝ่ายรับพิษนั้นไปแทน
เฟิงฮวาสลบไปเกือบครึ่งชั่วยามจึงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น พร้อมกับการรับรู้ว่า‘พลังลมปราณของนางบัดนี้...สูญสิ้นแล้ว’
เพียงเพราะต้องการที่จะยืดลมหายใจออกไปอีกสักหน่อย...จึงยอมแลกกับวิทยายุทธ์ทั้งหมดที่นางมี
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงอ่อนโยนของบุรุษที่กอดนางไว้เอ่ยขึ้นด้วยความเศร้าหมอง
“ข้า มิเป็นอะไร” นางตอบกลับมาด้วยเสียงราบเรียบโดยปราศจากความหวั่นเกรงใดใด
“ท่านมิต้องกังวล ข้ามิเป็นอะไรจริงๆ” นางค่อยๆขยับลุกขึ้นแล้วก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อก้อนเลือดที่ฝืนเอาไว้ ได้พุ่งออกมามิทันตั้งตัว ‘พรู่ด’
จากนั้นนางก็หนาวสั่นสะท้านฝ่าบาทรีบกระชับนางเข้าอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ให้ใบหน้าของนางซุกกับแผงอกของเขาไว้
"ถ้ารู้ว่าทำเช่นนี้ แล้วผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้เจ้าจะยังคงเลือกแบบเดิมหรือไม่"
นางมิได้กล่าวตอบอะไรอันที่จริงนางเองก็มิสามารถตอบได้ต่างหาก
“นอนพักสักครู่เถอะ”
“อืม”
ฝ่าบาทประคองกอดนางอยู่สักพักหนึ่งจากนั้นก็ค่อยๆบรรจงจัดท่าให้นางนอนลงอย่างดี
เขาแต่งตัวจนเรียบร้อยแล้วก็เรียกเสี่ยวจูให้เข้ามาดูแลนางต่อ