เมื่อเห็นเย่เสวียนที่มีท่าทีรีบร้อนวิ่งออกไป หลินเฟิงก็ยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เบนสายตาหันไปยัง ซวนหยวนชิงเทียน...
ฝึกฝนวิถีกระบี่จนเข้าสู่ขั้นเทวะชนอย่างนั้นหรือ
อืม...น่าสนใจไม่น้อย
“ข้ามีความสงสัยอยู่เล็กน้อย เหตุใดเทวะชนอย่างเ้าถึงร่วงหล่นจนเหลือเพียงิญญาเช่นนี้?”
“แล้วหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุนคืออะไร?”
หลินเฟิง เอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
ต้องรู้ก่อนว่าตัวตนเทวะชนนั้นคือการดำรงอยู่ที่สามารถก้มมองสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้ เรียกได้ว่าแทบจะไร้ผู้ต่อกรอย่างแท้จริง
แล้วเหตุใดถึงร่วงหล่นมาแบบนี้กัน?
และสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุดคือหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุนคืออะไร ทำไมมันถึงสามารถกักขังิญญาได้กระทั่งยอดฝีมือเทวะชนเช่นนาง
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง นางได้สูดหายใจเข้าลึก พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา “เมื่อสามพันปีก่อน ข้าที่อยู่ในจุดสูงสุดของความรุ่งโรจน์ ข้าได้กลายเป็ผู้ฝึกฝนในวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปฉางหลาง และเป็ผู้ไปถึงระดับเทวะชนได้คนแรก จึงถูกขนานนามว่า เทพธิดามารกระบี่”
เมื่อเอ่ยถึงเื่นี้ น้ำเสียงของนางก็เริ่มเ็ามากขึ้น “น่าเสียดายที่ ไม้โดดเดี่ยวมิอาจต้านลม ความชั่วร้ายยากคาดเดา คู่หมั้นของข้าก็เป็ผู้ฝึกฝนกระบี่เช่นกัน เพื่อกีดกันข้าออกจากเส้นทางกระบี่ ระหว่างที่เข้าพิธีข้าก็ได้ถูกลอบวางยาพิษในถ้วยชา"
“ข้าจึงลงมือระบายความโกรธแค้นทำให้มันได้รับาเ็และหนีไป แต่ข้าไม่รู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ เนื่องจากเวลาต่อมาข้าได้ถูกศิษย์ซึ่งเสมือนกับพี่น้องแท้ ๆ สังหาร”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของซวนหยวนชิงเทียน ก็เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันน่ากลัว
นางไม่เข้าใจว่าศิษย์ที่ตนรักเสมือนพี่น้องสายเืเดียวกันถึงได้ทำเช่นนั้น
นางทุ่มเทหัวใจ เฝ้าถ่ายทอดชี้แนะทุกสิ่งให้จนหมดสิ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็การทรยศหักหลัง?
หลินเฟิง ไม่ได้พูดแทรกอะไร นางจึงกล่าวต่อ “ในตอนนั้นข้าถูกวางยาทำให้พลังอยู่แค่ระดับเซียนพิภพเท่านั้น แล้วข้าจะไปสู้นางที่อยู่ในระดับเต๋าได้อย่างไร”
“ในเวลาที่เดิมพันด้วยชีวิตและความตาย ข้าที่จมอยู่ในห้วงแห่งโทสะ ได้ตัดสินใจแบ่งเศษเสี้ยวิญญาที่เหลืออยู่ในตอนนั้นและหนีออกมา”
“แต่เศษเสี้ยวิญญาที่เหลืออยู่จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนไม่มีใครรู้ เมื่อจิติญญาของข้ากำลังจะสูญสลาย ข้าก็ถูกดูดเข้าไปในหอคอยขนาดั์โดยที่ไม่อาจต้านทานพลังของมันได้ ซึ่งนั่นก็คือหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุนนั่นเอง”
“ข้าไม่รู้ว่าหอคอยนี่คืออะไร และตั้งอยู่ที่ไหน”
“แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจก็คือ ถึงข้าจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ข้าคงไม่คิดที่จะก้าวเข้าไปภายในนั้นแม้แต่ก้าวเดียว”
“ในนั้นมันลึกลับและทรงอำนาจเกินไป”
จากนั้นแววตาของนางก็แสดงให้เห็นถึงความโล่งอก “แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่าที่ข้ารอดมาจนถึงวันนี้ เพราะมัน”
“หากจะบอกว่าข้าติดอยู่ในนั้นมาสามพันปี คงต้องพูดว่ามันช่วยชีวิตข้ามาสามพันปีจึงจะถูกต้อง”
“ในขณะที่ข้าคิดว่าคงไม่มีวันได้ออกมาแล้ว และไม่มีวันที่จะได้แก้แค้นอีกต่อไป จู่ ๆ หอคอยนั่นก็ส่งข้าออกมา”
“และเมื่อออกมาได้แล้ว ข้าก็ััได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เมื่อหาอยู่พักหนึ่งก็มาพบกับจี้ที่ข้าได้เคยทำหล่นหายไปั้แ่ตอนข้ายังมีชีวิต”
“แน่นอนว่าจี้นั่นก็คือจี้รูปกระบี่ที่เย่เสวียนสวมเอาไว้”
เมื่อซวนหยวนชิงเทียนรู้ว่าโอกาสของตนมาถึงแล้ว นางจึงวางแผนฝึกฝนให้เย่เสวียน แข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะสร้างกายเนื้อให้กับตน
ด้วยความสามารถผนวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ขอเพียงใช้เวลาไม่นานนางก็จะกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง
และเมื่อเวลานั้นมาถึง นางก็จะกลับไปแก้แค้นให้สำเร็จลุล่วง
ต้องทำให้ไอ้สารเลวนั่นตายโดยที่ไร้ที่ฝัง
ต้องทำให้นังศิษย์สารเลวนั่นต้องรู้ซึ้งถึงความผิดพลาดของตัวเองไปตลอดกาล!!
อย่างไรก็ตาม โชคชะตาก็ได้นำพาจนทั้งคู่เดินทางมาถึงนิกายเทพกระบี่แห่งนี้
“อื้ม พล็อตเื่เดินบนเส้นทางสายเืแบบเดิม ๆ สินะ แต่จะว่าไปหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุนนี่น่าสนใจไม่เบา”
จากนั้นเขาก็เหลือบมองไปยัง ซวนหยวนชิงเทียนพร้อมกับเอ่ยถามตรงประเด็น “เ้า้าเป็ผู้าุโคนแรกของนิกายเทพกระบี่แห่งนี้หรือไม่?”
แม้ว่าสิ่งที่นางประสบพบเจอมาจะเป็เส้นทางนองเืและความเคียดแค้นชิงชังเสียเป็ส่วนใหญ่ แต่เขาก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจนางอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าในตอนนี้นางจะเป็เพียงเศษเสี้ยวิญญาก็ตามที แต่ท้ายที่สุดนางก็เป็ถึงตัวตนที่สั่นะเืใต้หล้าได้เมื่อสามพันปีก่อน อีกทั้งยังเป็ผู้สำเร็จวิถีกระบี่อย่างแท้จริง
หากนางกลายเป็ผู้าุโของนิกายเทพกระบี่แห่งนี้ เท่ากับได้กำไรมหาศาลเลยทีเดียวเชียว
“ผู้าุโคนแรกเช่นนั้นรึ?” ซวนหยวนชิงเทียน พึมพำพร้อมกับครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นไม่นานนางก็มองไปยังหลินเฟิงอย่างแน่วแน่ “ก็เอาสิ”
ด้วยความรู้ที่สั่งสมมานานแต่กลับมองเ้านิกายเทพกระบี่ผู้นี้ไม่ออก ราวกับมีหมอกหนาขวางกั้นเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็คิดได้แค่ว่าภูมิหลังของชายคนนี้คงต้องเหนือจินตนาการไปไกล
การเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่ย่อมดีกว่าการสู้ด้วยตัวคนเดียวลำพัง อีกทั้งความเร็วในการฟื้นฟูย่อมเพิ่มพูนทวี
ดังนั้นนางจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ หลินเฟิง
“วิเศษ!” หลินเฟิง ยิ้มและพยักหน้า “หนทางที่เ้าเลือกในวันนี้ นับเป็หนทางที่ฉลาดที่สุดในรอบหลายพันปี ข้าขอรับรอง”
ขณะที่เอ่ยออกมา ก็ได้ปรากฏของสองสิ่งขึ้นบนฝ่ามือของ หลินเฟิง “นี่คือหยกแห่งหายนะ และ ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยาง”
“ด้วยหยกแห่งหายนะ เ้าไม่จำเป็ที่จะต้องอาศัยอยู่ในจี้กระบี่อย่างเดียวดายอีกต่อไป ตราบใดที่เ้าพกมันติดตัวเอาไว้ มันจะค่อย ๆ ฟื้นฟูจิติญญาของเ้าทีละน้อยด้วยตัวมันเอง และเ้าจะสามารถใช้ชีวิตภายใต้แสงตะวันได้อีกครั้งอย่างไร้กังวล”
“ส่วนดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยางนั้น ไม่เพียงแต่สามารถหลอมรวมจิติญญาของเ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถลดเวลาในการสร้างกายเนื้อให้กับเ้าได้อีกด้วย แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังช่วยให้จิติญญาของเ้าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นอีกด้วย”
หลังจากพูดจบ หลิงเฟิงก็โบกมือเบา ๆ ส่งสมบัติทั้งสองลอยไปรอบ ๆ ซวนหยวนชิงเทียน ซึ่งในเวลานี้นางััได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งและสูงส่ง
“นี่...”
“นี่มันหยกแห่งหายนะ สมบัติแห่งหายนะ...”
“แล้วนี่ก็ ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยางในตำนานอีก...?”
เมื่อเห็นสมบัติเบื้องหน้า สีหน้าของนางพลันปรากฏความตกตะลึงในทันที รูม่านตาสีดำเบิกกว้างอีกทั้งยังหายใจติดขัด
นี่ไม่ใช่สิ่งที่สมบัติระดับเซียนจะมาเทียบเคียง มันคือสมบัติที่เมื่อเหล่าเทวะชนพบเห็น ก็จะเร่งทำาเพื่อแย่งชิงมันมาโดยไม่คิดชีวิต
นางไม่คิดเลยว่า หลินเฟิงจะสมบัติที่ท้าทาย์เช่นนี้ อีกทั้งยังมอบให้กับนางง่าย ๆ เช่นนี้ด้วย?
หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ซวนหยวนชิงเทียนก็เริ่มควบคุมอาการใและค่อย ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ
ไม่แน่ว่าชายคนนี้อาจจะเป็เทพเซียนองค์ใดลงมาจุติ!!
ไม่อย่างนั้นคงเป็ไปไม่ได้ที่จะมีกระบี่เซียนเหิน กระทั่งมีสมบัติระดับหายนะอยู่ในเช่นนี้
วินาทีนี้เอง มุมมองที่นางมีต่อหลินเฟิงก็พลิกตาลปัตรไปอีกครั้ง
ในทางกลับกัน หลินเฟิงกลับมีใบหน้าที่สงบนิ่ง เขาเพียงพยักหน้ากลับไป “ไม่ต้องใ ในเวลานี้เ้าได้กลายเป็ผู้าุโนิกายเทพกระบี่แห่งนี้ ย่อมสมควรได้รับสิ่งใหม่”
ซวนหยวนเทียนชิง “…”