เกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 สืบ [Re-write]

            ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง อาภรณ์ขาวราวหิมะเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่คลุมอยู่เบื้องหลังก็ดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก  ในมือของเขาอุ้มเตาพกไว้ชิ้นหนึ่งแต่งกายเช่นคุณชายผู้สง่างามผู้หนึ่ง


            ช่วงนี้ การแต่งกายเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองหลวง เหตุผลก็เพราะจวิ้นอ๋องท่านนี้

            จวิ้นอ๋องซูเช่อผู้ครอบครองสมญานามชายงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงก็เหมือนจะเป็นผู้ที่เหล่าบุรุษ สตรี คนชรา และเด็กชื่นชมหากอยู่ในยุคสมัยนี้แล้วล่ะก็ ก็คือดาราระดับประเทศที่ตรงมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นคนในยุคสมัยใดก็มีการไล่ตามดารา ดังนั้น ในสายตาของพวกเขา แม้แต่ในยามที่เขาจามก็น่าดูอย่างมาก

            ดังนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างตกอยู่ในสถานการณ์การไล่ตามดาราอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้ยินกุนซือ ซูเช่อก็มองไปยังทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไปทุกสิ่งหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ แต่ในใจของเขากับร้อนระอุ ราวเปลวเพลิงที่ไร้สิ่งใดเทียม

             

            การเลือกข้างของซูเช่อจะกำหนดทิศทางของราชสำนัก ทันทีที่ตระกูลซูสนับสนุนผู้ใดโอกาสที่คนผู้นั้นจะได้รับชัยชนะก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนแต่ละฝ่ายต่างต้องการโน้มน้าวตระกูลซูเข้าเป็นพวกทว่าซูเช่อเป็นคนที่ลื่นไหล ไม่รับปากการชักจูงของผู้ใดง่ายๆ  การที่เขาไม่ยอมเลือกข้างเสียที ก็กลายเป็นการล่วงเกินคนของแต่ละฝ่ายขึ้นมาบ้างบัดนี้ ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกันอยู่ข้อหนึ่งว่า ในเมื่อไม่ได้รับการสวามิภักดิ์จากซูเช่อก็ไม่อาจให้ผู้อื่นได้ตัวซูเช่อไป ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือซูเช่อนั้นมีผู้ที่เลือกไว้ในใจนานแล้ว

             

            ในบรรดาเหล่าองค์ชายที่มีอยู่ในตอนนี้ ไท่จื่อมีความสามารถปานกลางองค์ชายใหญ่ห้าวหาญแต่ไร้ไหวพริบแผนการ องค์ชายสามอ่อนแอไร้ความสามารถ องค์ชายสี่โดยรวมแล้วก็คือคนเสเพลประจำเมืองหลวงองค์ชายห้าลุ่มหลงอยู่ในความสัมพันธ์ของบุรุษสตรีองค์ชายหกชาติกำเนิดต่ำต้อยแต่นิสัยลุ่มลึก มีความทะเยอทะยานจุดที่น่าเสียดายเพียงจุดเดียวคือขี้ระแวงเกินไปในยามที่องค์ชายเจ็ดยังมิได้กลับเมืองหลวง องค์ชายหกเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถคานอำนาจกับไท่จื่อได้

            บัดนี้ องค์ชายเจ็ดกลับมาแล้ว เช่นนั้น ก็ไม่เหมือนเดิมแล้วองค์ชายเจ็ดแม้จะมิใช่บุตรของภริยาเอก แต่ก็มีกุ้ยเฟยเป็นผู้ให้กำเนิดคนผู้นี้มีทั้งความกล้าหาญ ปฏิภาณไหวพริบ และความทะเยอทะยาน มิใช่คนธรรมดาสามัญ

             

            เพียงแต่ซูเหล่าฟูเหรินเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต จึงคาดหวังมาโดยตลอดว่า ซูเช่อจะจงรักภักดีต่อรัชทายาททว่า ไท่จื่อผู้นี้กลับมิใช่ผู้ที่มีคุณสมบัติของกษัตริย์ แต่ไรมา ซูเช่อก็มีความหยิ่งทระนงจะยอมให้ตนเองสวามิภักดิ์ต่อผู้ที่ไร้ความสามารถได้อย่างไร? หากต้องให้เขาเลือกจริงๆแล้วล่ะก็แน่นอนว่าย่อมเลือกองค์ชายเจ็ดที่เพิ่งกลับมาเมืองหลวงนี่ก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงมาปรากฏกายที่นี่

             

            เมื่อครู่เห็นชายที่มีฝีมือไม่เลวช่วยหลิงมู่เอ๋อร์เขาจึงได้ไม่ออกหน้าช่วยเหลือ ในเวลาเดียวกัน ชูเซ่อจึงได้ค้นพบการคงอยู่ของคนผู้นั้นคนผู้นั้นเข้าเมืองหลวงมาพร้อมองค์ชายเจ็ด จากความเคลื่อนไหวของเขา ย่อมไม่ใช่ชนชั้นสามัญเป็นแน่

            “เจ้าคิดว่า องค์ชายเจ็ดผู้นี้เป็นอย่างไร?” ในใจของซูเช่อได้มีการตัดสินใจแล้ว แต่ยังคงถามกุนซือ

            กุนซือเข้าใจในตัวชูเซ่อผู้นี้ดี ในเมื่อเขาถามเช่นนี้ก็แปลว่าพึงพอใจในตัวองค์ชายเจ็ดอย่างมากแล้ว หากไม่พอใจแล้วล่ะก็ เขาจะไม่มีทางสนใจคนผู้นี้
            

            “องค์ชายเจ็ดผู้นี้แม้นกำเนิดจากกุ้ยเฟย ทว่า แต่เล็กก็แสดงความสามารถที่ไม่ธรรมดาออกมาและเพราะเหตุนี้จึงถูกเหล่าพี่น้องริษยา ตอนอายุได้สิบห้าถูกคนวางแผนเล่นงาน ว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับพระสนมเพราะเรื่องนี้ทำให้ฝ่าบาทไม่โปรดเขา แม้จวิ้นอ๋องจะพนันข้างเขา เกรงว่าโอกาสที่จะชนะก็มีไม่มากขอรับ”

            กุนซือไม่อยากเป็นผู้ที่เอาแต่ประจบเอาใจผู้มีอำนาจแม้จะเข้าใจในสิ่งที่ซูเช่อคิด แต่ก็อยากแสดงความเห็นของตนออกมาอย่างชัดเจนเขาเป็นกุนซือ มิใช่ปรสิต ไม่อาจเพื่อเอาใจเจ้านายก็กล่าวสิ่งที่ขัดกับมโนสำนึกออกมาโดยเฉพาะเจ้านายก็มิใช่คนเขลา เขารับกุนซือเช่นเขาไว้ก็เพื่อจะฟังความเห็นที่แตกต่าง

            “เจ้าพูดไม่ผิด ดังนั้น เปิ่นจวิ้นอ๋องจึงจะไม่รับปากเขาง่ายๆ มาดูว่าเขามีสิ่งใดที่จะทำให้เปิ่นจวิ้นอ๋องภักดีต่อเขาได้”

            อีกด้านหนึ่ง หลิงมู่เอ๋อร์ตรวจโรคนอกสถานที่เสร็จกลับมาถึงบ้าน เพิ่งเข้าประตูมาก็เห็นหยางซื่อเดินมาอย่างตื่นเต้น หยางซื่อเมื่อเห็นนางก็ดึงมือของนางไปกล่าวว่า “กลับมาแล้วหรือ เจ้ารีบเข้าไปดูว่าใครมาแล้วแม่จะออกไปซื้ออาหารเสียหน่อย วันนี้ตอนเที่ยงจะเข้าครัวทำของอร่อยให้พวกเจ้ากินด้วยตนเอง”

            หลินมู่เอ๋อร์มองชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ในเรือนชายฉกรรจ์ผู้นั้นทำความเคารพนางอย่างกระอักกระอ่วน นางไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครมาแล้ว

            “ท่านแม่ ให้คนรับใช้ไปเถิดเจ้าค่ะ! ท่านเข้าครัวก็พอแล้วเหตุใดจึงต้องไปซื้ออาหารด้วยตนเองเล่า?” หลิงมู่เอ๋อร์จูงมือของหยางซื่อเข้าไปด้านใน

            หยางซื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยังคงเป็นเช่นนั้น เมื่อครู่เพราะดีใจจนเลอะเลือนไปยังคิดว่าตอนนี้เป็นเมื่อก่อน ยามนั้น ที่บ้านไม่มีบ่าวรับใช้ไม่ว่าเป็นสิ่งใดล้วนต้องลงมือทำด้วยตนเอง ไม่เพียงหลิงมู่เอ๋อร์สองพี่น้องยังมีซั่งกวนเซ่าเฉิน โจวฉี่เยี่ยนพี่น้อง หรือกระทั่งซูเช่อนางล้วนดูแลอย่างรอบคอบ เพียงพริบตาเดียว ที่บ้านก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมากถึงเพียงนี้

            “เจ้าลองเดาดูว่าเป็นผู้ใดมาแล้ว?” หยางซื่อไม่รู้ว่าหลิงมู่เอ๋อร์ประสบอันตรายระหว่างทางและเป็นโจวฉี่เยี่ยนที่ช่วยไว้พอดี

             

            นางเจตนาจะแกล้งนาง จึงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หรือว่า ‘เฉิน’มาแล้วหรือเจ้าคะ?”

            หยางซื่อเมื่อได้ยินก็ถลึงตาใส่นางอย่างไม่พอใจ “มิรู้จักอายมีหญิงสาวที่ยังมิได้ออกเรือนที่ไหน ทั้งวันเอาแต่พูดชื่อของบุรุษกันกังวลเสียจริงว่าเจ้าหนุ่มเฉินนั่นจะรังเกียจเจ้า”

            หลิงมู่เอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างเจิดจ้า “เขาไม่เป็นเช่นนั้นหรอกเขากลัวข้าจะรังเกียจเขาต่างหากเจ้าค่ะ!”

            “ยิ่งมายิ่งไม่รู้จักอายแล้ว” หยางซื่อหัวเราะเสียงเบา “เอาเถอะไม่ต้องให้เจ้าเดาแล้ว เจ้าเข้าไปดูก็รู้เอง รับรองว่าต้องทำให้เจ้าตกตะลึงเป็นแน่”

            หลิงมู่เอ๋อร์ไม่เปิดเผยความในใจของหยางซื่อ บางครั้ง ไม่ว่าสิ่งใดหากก็กล่าวเปิดเผยไปเสียสิ้นก็จะสูญเสียความหมายไป  จึงยังคงให้นางได้‘สมใจ’ บ้างในบางครา

            ในห้องโถงใหญ่ หลิงต้าจื้อกำลังพูดคุยกับโจวฉี่เยี่ยนโจวฉี่เยี่ยนเปลี่ยนชุดใหม่ทั้งตัว เสื้อผ้าที่ใส่ในตอนนี้ดูสมถะลงมาก มองแล้วราวกับเป็นคุณชายของครอบครัวทั่วไปต้องรู้ว่า เมื่อครู่ในยามที่พบกับนาง ชุดยาวหรูที่อยู่บนร่างของเขา เมื่อเปรียบกับของซั่งกวนเซ่าเฉินแล้วก็มิได้ด้อยกว่ากันเลยเห็นได้ชัดว่า ตัวเขาในตอนนี้มีฐานะและตำแหน่งที่ไม่เลวเช่นกัน

            หลิงมู่เอ๋อร์ยังจำได้ว่า เพราะเหตุใดโจวฉี่เยี่ยนจึงถูกบีบบังคับให้จากบ้านสกุลหลิงไปบนตัวเขาแบกคดีที่เกี่ยวพันถึงชีวิตไว้ บัดนี้ เขาปรากฏกายอย่างสง่าผ่าเผยแล้ว ถ้าเช่นนั้นเป็นผู้ใดที่มอบความมั่นใจให้เขากัน? หรือจะพูดว่า ตัวเขาในตอนนี้ใช้ฐานะใดกัน?

             

            “เจ้าหนุ่มรุ่ยเล่า?  เหตุใดจึงมิกลับมากับเจ้าด้วย?” หลิงต้าจื้อสอบถามโจวฉี่เยี่ยน

            “น้องชายอยู่ในสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่งขอรับ ครั้งนี้ที่กลับมา ข้าเข้าสวามิภักดิ์ต่อองค์ชายเจ็ดต้องช่วยเขาจัดการเรื่องเล็กน้อย เพื่อวันหน้าจะได้พลิกคดีให้คนในครอบครัวยังมีเรื่องการตายของอาจารย์ ก็ไม่อาจปล่อยไปเช่นนั้นรุ่ยเอ๋อร์เป็นเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ข้าไม่อยากให้เขาต้องมาเสี่ยงอันตรายไปกับข้าจึงหาสถานที่แห่งหนึ่งให้เขาพักอาศัยขอรับ” โจวฉี่เยี่ยนกล่าวอย่างจริงจัง
     

            หลิงมู่เอ๋อร์เมื่อได้ยินคำพูดของโจวฉี่เยี่ยน ในใจก็รู้สึกประหลาดใจคิดไม่ถึงว่าโจวฉี่เยี่ยนจะเล่าเรื่องให้พวกนางฟังหรือเขาไม่กลัวว่าคนสกุลหลิงจะทรยศเขาหรือ?

             

            ความเชื่อใจของโจวฉี่เยี่ยนทำให้หลิงมู่เอ๋อร์ซาบซึ้ง นางคิดว่า หากเขายังพบกับเรื่องใดอีกจะต้องให้ซั่งกวนเซ่าเฉินปกป้องเขา หรือกระทั่งให้นางไปขอร้องซูเช่อก็ได้
            

            “เยี่ยงนั้น ตอนนี้เจ้าพักอยู่ที่ใด? หากหาที่พักไม่ได้ ก็มาพักที่บ้านได้”หลิงต้าจื้อยังคงเป็นเช่นในวันวาน ที่เชื่อใจโจวฉี่เยี่ยนเป็นอย่างยิ่ง

            “ท่านอาหลิง ตัวข้าในยามนี้…กำลังทำงานให้ราชนิกุล หากทำได้ไม่ดีอาจทำให้พวกท่านเดือดร้อนได้ ท่านไม่กลัวข้าจะนำเรื่องยุ่งยากมาให้พวกท่านหรือขอรับ?” เห็นได้ชัดว่าโจวฉี่เยี่ยนก็หวั่นไหวเล็กน้อยเช่นกัน “ยังคงไม่รบกวนพวกท่านแล้วข้าได้ซื้อเรือนไว้ข้างนอกแล้วขอรับ”

            “ข้าไม่รู้เรื่องพวกนั้นที่พวกเจ้าทำ ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกมากนักพวกเจ้าเป็นคนดี ข้าชื่นชมในตัวเจ้า เจ้าหนุ่ม จึงได้ดีต่อเจ้า”หลิงต้าจื้อพูดอย่างซื่อๆ “ส่วนเรื่องสร้างความเดือดร้อนให้นั้น ในตอนนั้นเจ้าก็ช่วยพวกเราจัดการเรื่องยุ่งยากไปไม่น้อย ตอนนั้น ก็ไม่ได้รังเกียจว่าพวกเราทำให้เจ้าเดือดร้อนแล้วพวกเราจะรังเกียจเจ้าได้อย่างไร?”

            “ขอบคุณท่านอาหลิงมากขอรับ บุญคุณที่ท่านอาหลิงมีต่อพวกเราพี่น้อง พวกเรายากจะลืมเลือน”โจวฉี่เยี่ยนทำการคารวะเต็มพิธีการอย่างจริงจัง

            “ลุกขึ้นมาเถิด อย่าได้คุกเข่าไปมาเลย ใต้เข่าลูกผู้ชายมีทองคำ”หลิงต้าจื้อรีบประคองเขาขึ้นมา

             

            “ขอรับ” โจวฉี่เยี่ยนขอบตาแดง สีหน้าตื้นตัน

            “สาวน้อยมู่ เจ้ายืนอยู่ตรงนั้นทำไมกัน? เจ้าไม่รู้จักพี่โจวของเจ้าแล้วรึ? ตอนนี้คงมิใช่รู้จักเพียงพี่ซั่งกวนของเจ้ากระมัง?” ในยามที่หลิงต้าจื้อพูดคำนี้ก็มีความอิจฉาอยู่บ้าง เพราะอย่างไรบุตรสาวก็เป็นคนรักของบิดาในชาติก่อน หากกล่าวตามปกติแล้ว ยามที่บุตรสาวต้องออกเรือนไปผู้ที่รู้สึกเสียใจที่สุดมิใช่มารดา แต่กลับเป็นบิดาที่รักทะนุถนอมนาง เอ็นดูนาง

             

            แม้หลิงต้าจื้อจะพอใจซั่งกวนเซ่าเฉินอย่างมาก แต่เมื่อคิดว่าซั่งกวนเซ่าเฉินจะแย่งบุตรสาวที่เขารักและทะนุถนอมไปในใจของเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก ช่วงนี้ เห็นความสัมพันธ์ของคนทั้งสองยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆในใจของหลิงต้าจื้อก็ยิ่งไม่ปกติสุขขึ้นเรื่อยๆ แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่พูดเช่นนี้ต่อหน้าโจวฉี่เยี่ยนเพราะในใจรู้สึกอิจฉาจนเกินไปแล้วนั่นเอง

     

            หลิงมู่เอ๋อร์บีบนวดไหล่ของหลิงต้าจื้อ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ท่านพ่อข้าย่อมจำพี่โจวได้แน่นอนเจ้าค่ะ แต่ข้าเกือบจำท่านไม่ได้! ท่านดูท่าทางของท่านสิ ราวกับสตรีขี้อิจฉา อีกครู่ข้าจะบอกกับท่านแม่ว่าให้นางใส่ใจอยู่เป็นเพื่อนท่านหน่อยอย่าได้ออกไปเที่ยวกับพวกท่านป้าที่เพิ่งคบกันใหม่ทั้งวัน จนทอดทิ้งเสียท่านแล้ว”

             

            “เจ้าเด็กตัวเหม็น เจ้ากล้าพูดว่าข้าเป็นสตรีขี้อิจฉาอีกครั้งหรือไม่?” หลิงต้าจื้อจิ้มหน้าผากของนางอย่างเคืองใจ“ยิ่งมายิ่งไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่แล้ว”

            หลิงมู่เอ๋อร์รู้ว่าหลิงต้าจื้อมิได้โกรธจริงนางแกล้งเย้าแหย่อย่างสุขสันต์ เงยหน้าขึ้นมองโจวฉี่เยี่ยน “พี่โจวพบกันอีกครั้งแล้ว”

            “อะไรเรียกว่า พบกันอีกแล้ว?” หลิงต้าจื้อไม่พอใจกับการทักทายที่ไม่ใส่ใจของหลิงมู่เอ๋อร์

     

            “เมื่อครู่ข้ากับพี่โจวได้พบกันแล้วเจ้าค่ะ บัดนี้พบกันอีกครั้ง ก็ถือว่าได้พบกันอีกแล้วอย่างไรเจ้าคะ”หลิงมู่เอ๋อร์แสดงท่าทีว่า ข้ามิได้พูดผิดนะออกมา

            “เมื่อครู่พวกเจ้าได้พบกันแล้วหรือ? มิน่า ยามเห็นพี่โจวของเจ้าจึงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย”หลิงต้าจื้อแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “เอาเถอะ พาพี่โจวเขาเจ้าไปเดินดูรอบๆ เถอะ”

            “ได้เจ้าค่ะ” หลิงมู่เอ๋อร์รับคำก็เห็นหลิงต้าจื้อมองไปที่ประตูทางเข้าสีหน้าเปลี่ยนเป็นแปลกพิกลขึ้นมา ในใจของนางเกิดความรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา

            หมุนตัวหันกลับมา ก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งสาวเท้ายาวเข้ามาเมื่อเขาเห็นโจวฉี่เยี่ยนก็มองจากบนลงล่างสองสามครั้ง จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างลับๆ  “มักได้ยินพวกท่านป้าโจวพูดถึงพี่น้องแซ่โจวท่านนี้ ช่างสง่างามอย่างแท้จริง”

            หลิงมู่เอ๋อร์แอบหัวเราะในใจผู้อื่นฟังอารมณ์ที่แฝงอยู่ในคำพูดของซั่งกวนเซ่าเฉินไม่ออก แต่นางฟังออก เห็นได้ชัดว่าหึงหวงเข้าแล้ว

     

            นางกระแอมเบาๆมองเขานิ่ง “เหตุใดวันนี้ท่านจึงได้มาแล้วเล่า? เมื่อวานมิได้บอกว่า วันนี้จะออกจากเมืองหลวงหรือ?”

            “วันนี้จะไปแล้ว ข้ามาพบเจ้าก่อนจึงค่อยจากไป” ยามเผชิญหน้ากับหลิงมู่เอ๋อร์น้ำเสียงของซั่งกวนเซ่าเฉินก็อ่อนโยนลงอย่างมาก ทว่า บริเวณด้านข้างยังมีหลอดไฟดวงใหญ่[1]อีกสองดวงน่ะสิ

     


    [1] หลอดไฟดวงใหญ่ เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงบุคคลที่สามที่ไม่ได้รับเชิญ หรือ ก้างขวางคอ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908