บทที่ 7 เขา้าตีข้าใช่หรือไม่
พวกหงรื่อที่ได้ยิน รีบซ่อนดอกไม้ไว้เื้ัอย่างประหม่า แต่กลับพบความว่างเปล่าไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียว
“อิอิ ข้าหยอกพี่สาวทั้งสองเล่นเท่านั้น”
หงรื่อหัวเราะเสียงเบา แต่ยังคงกล่าวอย่างมีความสุข “ขอบพระทัยของขวัญขององค์หญิงเก้ามากเพคะ พวกเราชอบมันมาก”
“ชอบก็ดีแล้ว รอวันหน้าเมื่อมีโอกาส ข้าค่อยมอบของที่ข้าชำนาญให้พวกท่านชิ้นนึงนะ”
หลานเยว่และหงรื่อยิ้มพร้อมผงกศีรษะ ในใจรู้สึกเสียดายว่าโอกาสนี้เกรงว่าจะไม่มีแล้ว เพราะหากไม่มีคำสั่ง พวกตนก็ไม่อาจออกจากตำหนักของเซ่อเจิ้งหวางโดยพลการได้ ส่วนองค์หญิงเก้าไม่มีการประทานอนุญาต ยิ่งไม่มีโอกาสเข้ามาในตำหนักของเซ่อเจิ้งหวาง
คนทั้งสามประคองช่อดอกกุหลาบคนละช่อ เดินหัวเราะพูดคุยกันไปตลอดทาง ทันใดนั้น ดวงตาของอวิ๋นอินอินก็เป็ประกาย เพราะคนที่เดินมาเบื้องหน้า สวมชุดสีดำปักทองลายันั่น ไม่ใช่เสด็จอาผู้หล่อเหลาออกไปนอกขอบฟ้าของนางหรอกหรือ
มาจริง ๆ ด้วย!
อีกอย่าง บังเอิญเจอกันแบบนี้นางคงจะไม่โดนตำหนิหรอกนะ?
อวิ๋นอินอินที่ถือช่อดอกไม้ ะโราวกับเป็กระต่ายไปยังเบื้องหน้าของเซวียนเหยียนฟู่
เซวียนเหยียนฟู่ที่ถูกบังคับให้หยุดฝีเท้า ขมวดคิ้วบาง ๆ มองเด็กสาวที่สูงเพียงแค่บริเวณหัวใจของตน ทั้งยิ้มตาหยี ในมือถือดอกไม้หอบใหญ่
“เสด็จอาเพคะ บังเอิญเหลือเกินเพคะ ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่”
เดิมเซวียนเหยียนฟู่ยังแปลกใจอยู่ว่าเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้เป็ใคร แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกเสด็จอาที่อ่อนหวานนั้น ก็นึกขึ้นได้ว่า นี่คือองค์หญิงเก้าที่เคยมอมแมมคนนั้น
ทว่า เหตุใดนางจึงยังอยู่ที่นี่?
ท่าทางเย็นเยียบแข็งกระด้างไม่แยแสนั่น ทำให้อวิ๋นอินอินเข้าใจว่าเสด็จอาผู้นี้ดูไปแล้วคงจะไม่เต็มใจจะมองตนนัก
อวิ๋นอินอินเงยใบหน้าน้อย ๆ ขึ้น เผยรอยยิ้มที่เจิดจ้าออกมา “เสด็จอาดูสิเพคะ ข้าสวมอาภรณ์ชุดใหม่แล้ว งามมากกว่าเดิมตั้งเยอะใช่หรือไม่? ที่จริงข้าก็รู้สึกว่า ข้ามีหน้าตาที่น่ารักมากอยู่นะ”
หากท่านเก็บข้าไว้ เห็นข้าทุกวันก็จะทำให้เบิกบานเช่นกัน ทว่าครึ่งหลังของประโยคสุดท้ายนี้ อวิ๋นอินอินกระดากอายเกินกว่าจะพูดมันออกไป
เมื่อคำชมตัวเองนี้หลุดออกมาจากปากเด็กสาว ทุกคนก็อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้ ส่วนเซวียนเหยียนฟู่ก็เลิกคิ้วฉงน อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจองค์หญิงเก้าที่ผู้ดูแลฉีพูดว่าอ่อนแอและมืดมนใหม่อีกครั้ง
อวิ๋นอินอินถูกเซวียนเหยียนฟู่มองจนร่างกายเย็นเยียบ จิตใจนางรู้สึกไม่สงบมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงรีบชูช่อดอกไม้ในมือขึ้น หยุดยั้งการมองสำรวจอย่างตั้งใจของเขา
“เสด็จอาเพคะ นี่เป็ช่อดอกไม้ที่ข้าทำ ข้ามอบให้ท่าน ขอบคุณที่ท่านให้ข้าอยู่อาบน้ำกินข้าว”
เมื่อดอกไม้ช่อใหญ่มาจ่ออยู่ที่ปลายจมูกของเซวียนเหยียนฟู่อย่างกะทันหัน กลิ่นหอมฉุนนั่น ทำให้เซวียนเหยียนฟู่ไม่มีโอกาสแม้จะปัดป้อง เขาสูดเข้าไปเต็มปอด จนทำให้สำลัก ต้องหันศีรษะไปไอสองครั้งไม่ได้
“นายท่าน เป็อย่างไรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
อาต้าที่อยู่ด้านข้างรีบเข้าไปดูอย่างกังวล เตรียมที่จะโยนช่อดอกไม้ทิ้ง แต่กลับถูกเซวียนเหยียนฟู่ยกมือห้ามไว้
เมื่อเห็นเซวียนเหยียนฟู่ที่สีหน้าไม่ดีนัก รอยยิ้มเจิดจรัสบนใบหน้าของอวิ๋นอินอินก็ค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลง มือที่ประคองดอกไม้ค่อย ๆ หดกลับ แสดงความเป็ห่วงออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว “เสด็จอา ท่านเป็อันใดหรือไม่?”
เซวียนเหยียนฟู่ยืดกายขึ้น สีหน้ามืดมนจนทำให้ผู้คนหวาดกลัว เดิมเขาคิดจะโยนเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้พร้อมดอกไม้ออกไป แต่ในยามที่เห็นดวงตาที่ทั้งกระวนกระวายและใสซื่อบริสุทธิ์ ก็เหมือนมีภูติมาดลใจให้ยื่นมือออกไปรับดอกไม้ช่อนั้นมา
“ทิ้งดอกไม้นี่ไว้ ส่วนเ้า ไปเสีย”
ราวกับเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนกล่าวคำพูดนี้จบ ขายาวก้าวออก ข้ามผ่านอวิ๋นอินอินไป ส่วนอาต้าก็จากไปด้วย
เหลือเพียงอวิ๋นอินอินที่ไม่ได้สติยืนตะลึงอยู่ที่เดิม
“องค์หญิงเก้าเพคะ ไม่เป็อะไรใช่หรือไม่เพคะ?” หลานเยว่เดินไปข้างกายของอวิ๋นอินอิน และถามอย่างเป็ห่วง
กายที่ยังแข็งค้างหันมามองหลานเยว่ พูดพร้อมเสียงที่สั่นเล็กน้อย “เมื่อครู่ เสด็จอาใช่คิดจะตีข้าหรือไม่?”
หลานเยว่กับหงรื่อพากันตะลึงงัน คิดว่าเมื่อครู่นายท่านไม่ได้คิดจะตีท่าน แต่คิดจะสังหารท่านต่างหาก
“กับท่าน ยังถือว่านายท่านปฏิบัติอย่างดีแล้วเพคะ องค์หญิงเก้า พวกเรารีบไปเถิดเพคะ” หงรื่อกล่าวเสร็จก็ดึงอวิ๋นอินอินออกเดินไป
นางทำราวกับวินาทีถัดมานายท่านของนางก็จะกลับมาสังหารองค์หญิงผู้นี้
เมื่อมาถึงประตูของตำหนักเย็น หงรื่อและหลานเยว่มองดูบรรยากาศที่รกร้างเยียบเย็น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็เคร่งเครียด สีบนประตูตำหนักหลุดลอก ดอกไม้ใบหญ้ารกรุงรัง ผิวทางเดินต่างก็แตกออก
ต่อให้พระมเหสีทำผิด แต่ถึงอย่างไรเด็กสาวผู้นี้ก็เป็ถึงองค์หญิงองค์หนึ่ง อีกทั้งยังเป็องค์หญิงที่ประสูติจากพระมเหสี จะแย่เพียงใดก็ไม่ควรต้องใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ คิดว่าคงจะมีคนสั่งการคอยบงการอยู่เื้ั หงรื่อกับหลานเยว่สบตากันครั้งหนึ่ง ในใจรู้สึกไม่เป็ธรรม หากแต่เมื่ออยู่ในตำหนัก มีบางคำพูดที่พวกนางก็ไม่สามารถพูดได้เช่นกัน
ดังนั้นพวกนางจึงได้แต่แสร้งทำเป็ไม่รู้สิ่งใด ยิ้มบอกลาอวิ๋นอินอิน
เด็กสาวยืนอยู่ที่เดิม รอจนไม่เห็นเงาร่างของหลานเยว่และหงรื่อ อวิ๋นอินอินจึงหมุนกาย มองประตูตำหนักที่น่าหดหู่บานนั้น ยิ้มอย่างพึงพอใจ นางรู้ว่า การเปิดเผยอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจของนาง เสด็จอาก็จะรู้ว่าตัวนาง องค์หญิงผู้กำเนิดจากพระมเหสีผู้นี้ใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาเพียงใด
ทว่า มีเสียงดังเพล้งขึ้นครั้งหนึ่ง บนกำแพงมีกระเบื้องสีแดงร่วงหล่นลงมาแผ่นหนึ่ง ทำเอาอวิ๋นอินอินใจนอดขนลุกไม่ได้
“ดูถ้าข้าจะต้องรีบเกาะขาท่อนใหญ่ของท่านอาเสียแล้ว ไม่อย่างนั้น ยังไม่ทันถูกพวกนั้นทำร้ายจนตาย ข้าเองนี่แหละที่ทนไม่ไหวเอาหัวโขกตายก่อน”
เมื่อเดินผ่านลานมาถึงห้องหลัก นางก็เห็นพระมเหสีจิ่งที่รออยู่ทันที
“เสด็จแม่ ลูกกลับมาแล้วเพคะ” นางส่งเสียงเรียกอย่างเป็สุข แล้วรีบวิ่งเข้าไปหาพระมเหสีจิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงของลูก หัวใจที่เป็กังวลอยู่ตลอดของพระมเหสีจิ่งจึงได้ผ่อนคลายลง นางลุกขึ้นกุมมือของอวิ๋นอินอิน มองสำรวจบนล่างซ้ายขวาไปทุกส่วน เมื่อมั่นใจว่าบุตรีไม่เป็อะไรก็ได้วางใจลง จากนั้นอดที่จะบ่นไม่ได้ “เหตุใดเ้าจึงเพิ่งกลับมาในยามนี้ แม่กังวลแทบตาย กลัวว่าเ้าจะถูกสนมเหมยกระทำสิ่งใดไปเสียอีก”
“ขออภัยด้วยเพคะเสด็จแม่ ลูกควรจะรีบกลับมา เพียงแต่ลูกไม่ทันระวังจึงได้เดินไปไกล ไม่ง่ายเลยกว่าจะคลำทางกลับมาได้” ในยามที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ อวิ๋นอินอินไม่คิดจะบอกแผนการของตนกับพระมเหสีจิ่ง เพื่อไม่ให้นางกังวลใจ
เมื่อพาพระมเหสีจิ่งไปนั่งลงบนเก้าอี้ อวิ๋นอินอินก็ถามต่อ “เสด็จแม่ หลังจากที่ลูกออกไปคนของสนมเหมยมาที่นี่หรือไม่เพคะ?”
“ไม่ แต่นางกำนัลข้างกายของนางมา นางถามแม่เพียงว่าเหตุใดเ้าจึงไม่ตาย ข้าบอกไปว่าไม่รู้ แล้วแสร้งทำเป็ขอร้องพวกเขาให้มอบทางรอดให้กับเ้า ส่วนนางหาเ้าไปรอบห้องอยู่รอบหนึ่ง แต่ไม่เห็นตัว จึงจากไป”
อวิ๋นอินอินพยักหน้า และเห็นบนโต๊ะยังมีของกินอยู่ จึงรู้ว่าพระมเหสีจิ่งจะต้องยังไม่ได้กินเพราะเป็ห่วงตนเป็แน่ อวิ๋นอินอินจึงได้กินเป็เพื่อนนางสักเล็กน้อย
“เสด็จแม่เพคะ อาหารพวกนี้เดิมก็เย็นอยู่แล้ว ยามนี้คาดว่าคงใกล้จะแข็งแล้วกระมัง ท่านกินสักเล็กน้อยเถิด แล้ววันหลังเมื่ออาหารมาถึงก็กินเลยนะเพคะ ไม่ต้องรอข้า” พระมเหสีจิ่งวางตะเกียบในมือลง อวิ๋นอินอินกล่าวอย่างสงสาร
เห็นปากเล็ก ๆ ของนางกินอาหารที่หยาบกระด้างพวกนั้นอย่างสง่างามมีมารยาท อวิ๋นอินอินก็รู้สึกปวดใจ ถึงอย่างไรนางก็เป็ถึงพระมเหสี หรือต่อให้ไม่ใช่พระมเหสี ในอดีตนางก็เคยเป็บุตรีของภริยาเอกแห่งตระกูลมหาเสนาบดี แต่ยามนี้กับต้องใช้ชีวิตยากลำบากที่แม้แต่คนธรรมดายังไม่อาจเทียบ
“เสด็จแม่เพคะ ตอนนั้นเหตุใดท่านจึงทรงถูกเนรเทศมาที่ตำหนักเย็นหรือเพคะ?”
มือของพระมเหสีจิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นยิ้มกับอวิ๋นอินอิน “เ้าถามเื่นี้ทำไม เวลาผ่านมานานเกินไปแล้ว ข้าจำไม่ค่อยได้”
เมื่อรู้ว่านางไม่อยากพูด อวิ๋นอินอินจึงไม่ได้ถามอีก แต่ไม่ว่าอย่างก็คงหนีไม่พ้นต้องเกี่ยวข้องกับสนมเหมย ไม่เช่นนั้น ก่อนหน้านี้นางก็คงไม่พูดว่าสนมเหมยทำร้ายนาง
เพียงแต่ว่า เพราะเหตุใดนางจึงยินยอมที่จะอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้เล่า?