ตุ๊กตาจากแดนหมีขาว

    ตอน 15.2 / 20 - กำลังใจ (จบตอน)


    ตอน 15

    กำลังใจ

    (ส่วนตอนท้าย)



    เป็นเสียงเอื้อนเศร้าสลดขีดสุดกว่าที่เคยได้ยิน หัวใจสองผู้ดูแลพลันสะท้านหวั่นไหว ใจคอไม่สู้ดีคล้ายเป็นลางร้าย


    ไม่ช้าก็คล้ายเป็นจริง...


    ลอริสก้มหน้านับหลายอึดใจ หยุดมือถักนิตติ้งในที่สุด แล้วมือซ้ายจึงเริ่มแนบแตะอกซ้าย น้ำตาไหลส่งเสียงครวญครางคล้ายกำลังเจ็บปวด


    เสียงร้องเริ่มชัดเจนและดังชัดยิ่งขึ้น ตุ๊กตามีชีวิตร้องโอดครวญแสนรวดร้าว น้ำตาพรากร้องห่มร่ำไห้ปานจะขาดใจ


    “ลอริส!ลอริส!” สุรีย์รัตน์ร้องเสียงหลงตกตะลึง ประสานเสียงแตกตื่นจากชายวัยสี่สิบเอ็ด “ลอริส ลูกพ่อ!”


    พี่เลี้ยงโอบเอวอ่อนนุ่มประคองสวมกอด น้ำตาบ่าไหลไม่ทันเตรียมใจ ลูบหลังปลอบโยนตุ๊กตารัสเซียที่กำลังทุกข์ทรมาน


    “รอรถพยาบาลไม่ทันแน่...” เกริกไกรเตรียมจะยกหูโทรศัพท์แต่เพิ่งนึกได้ รถของตนคงช่วยชีวิตได้ทันกาลกว่า คล้ายเมื่อพาหญิงสาวผู้โชคร้ายส่งโรงพยาบาลเมื่อวันแรกพบ


    “พ่อคะ... ลอริส...” ลูกสาวร้องเสียงหลง สลับได้ยินพ่อพูดพลางคว้าสิ่งจำเป็นเพื่อรีบเดินทาง “รีรอไม่ได้แล้ว ต้องไปแล้วลูก...”


    “หนูอุ้มเองค่ะพ่อ...” สองมือจากสุรีย์รัตน์ช้อนร่างที่เจ็บรวดร้าวอุ้มแสนยากเย็น ไม่รู้ว่าพาเรี่ยวแรงจากไหนแต่ก็ทำไปแล้ว


    พ่อเข้าไปไขกุญแจเปิดประตูรถ ลูกสาวอุ้มร่างฝรั่งสุดทุรนทุรายร้องครวญคราง พาหนุนนอนเบาะหลังช่างทุลักทุเล


    “อดทนไว้นะ ลอริส... อดทนไว้นะ... ฮือ...” พี่เลี้ยงได้แต่ส่งเสียงหลง สลับเสียงโอดครวญสุดเวทนาจากผู้โชคร้าย


    เกริกไกรใจคอไหวหวั่นหนัก แทบไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรก่อนหลัง นึกเพียงต้องเปิดบานประตูเหล็กให้รถออกก่อน


    น้ำตาอาบรดหน้าทั้งสองหญิงสาว ไม่เว้นแม้แต่คนขับที่ต้องตั้งสติคงมั่น รถเคลื่อนออกจากเขตบ้านอย่างรวดเร็ว


    “พ่อออกไปปิดประตูเอง ลูกปลอบโยนลอริสไว้นะ...”


    ทุกขั้นตอนเหมือนถ่วงเวลา ถ่วงให้ชีวิตที่ทุรนทุรายกำลังรอดชีวิตน้อยลงทุกขณะ


    “พ่อคะ... ลอริส... ลอริส... เจ็บปวดเหลือเกิน ฮือ...” ลูกสาวร้องห่มร่ำไห้ เสียงรำพันเศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน “หนู... สงสารน้อง...”


    รถเคลื่อนมุ่งสู่โรงพยาบาล คนขับใจไหวหวั่นสั่นรัว แต่ต้องตั้งสติขับไปตามทางพลางเหยียบคันเร่ง


    “อดทนไว้นะ ลอริส...” เกริกไกรอุทานตื่นตระหนกหนัก พยายามรวบรวมสมาธิขับรถท่ามกลางความเร็วขีดสุด


    สุรีย์รัตน์ร่ำไห้ไม่หยุด “ฮือ... ไม่นะ... ลอริส!ได้โปรด...”


    เสียงร้องไห้ระงมระหว่างสองหญิงสาว ฟังเสียงจากตุ๊กตารัสเซียยังคงโอดครวญรวดร้าว มือซ้ายแนบกุมอกซ้ายบริเวณหัวใจไม่ยอมปล่อย


    ลอริสครวญคร่ำน้ำตาพรากอาบสองแก้ม บางคำเป็นภาษารัสเซียที่ไม่อาจแปลออก น่าสงสารน่าเห็นใจสุดเกินบรรยาย


    “ต้องทันสิ ต้องทันสิ... เหมือนอย่างคราวนั้น...” เกริกไกรขับไปใจนึกภาวนา มองเห็นตึกโรงพยาบาลโรดสามศูนย์สองตรงหน้าแต่รำไร


    สองหญิงสาวยังจมน้ำตาไปด้วยกัน คนหนึ่งส่งกำลังใจร้องฟูมฟาย อีกคนส่งเสียงร้องทุรนทุรายเจียนขาดใจ


    รถถึงที่หมายแล้วจอดหน้าอาคารห้องฉุกเฉิน พ่อผู้เสียขวัญรีบเปิดกระจกรถร้องตะโกน “ช่วยลูกสาวผมด้วย!ช่วยลูกสาวผมด้วย!”


    เพียงไม่กี่อึดใจ เจ้าหน้าที่หลายคนเข็นรถลงจากทางลาด เกริกไกรเปิดประตูหลังช่วยลูกสาวพาลอริสออกมา เจ้าหน้าที่พยาบาลเข้ามาช่วยประคองอุ้มร่างขึ้นเตียงฉับพลัน


    รถเข็นเคลื่อนเข้าสู่ห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว...


    สองพ่อลูกน้ำตาอาบรดหน้า สุรีย์รัตน์ก้มซบอกพ่อร่ำไห้ปานขาดใจ เกริกไกรน้ำตาคลอช่วยลูบหลังปลอบโยน


    “เมื่อกี๊น้องร้องครวญคราง... แม้แต่ตอนเข็นเตียง... ฮือ... ลอริส...”


    สุรีย์รัตน์รำพันสลด หัวใจปวดลึกแทบแหลกสลาย แทบอยากแบกรับทุกความรู้สึกทรมานเหล่านั้นไว้แทน


    กลายเป็นโลกอาบย้อมสีเทาสุดสะเทือนใจ โลกแห่งวันฝันร้ายของครอบครัว 'สุขสรวงสวรรค์'


    ลูกสาวยืนสะอื้นเฝ้ารอเมื่อพ่อขับรถเข้าจอด เห็นสีหน้าอิดโรยระคนท้อแท้เดินกลับมา ช่างคล้ายวันที่สูญเสียแม่ภาไม่มีผิด


    สองพ่อลูกเดินประคองกันเข้าตึกแทบสิ้นหวัง น้ำตาอาบไหลด้วยใจโศกสลด ต่างพากันทรุดร่างนั่งลงหน้าห้องฉุกเฉิน


    พยาบาลคนหนึ่งที่เห็นพ่อลูกเริ่มหมดกำลังใจจึงเข้ามาช่วย “อย่าเพิ่งสิ้นหวังนะคะ ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ...”


    เกริกไกรยื่นบัตรคนไข้ให้พยาบาล เอ่ยเสียงแหบพร่า “น้องเพิ่งมาตรวจเมื่อสองสามวันก่อน ขอบคุณมาก...”


    “ขอบคุณนะคะ...” สุรีย์รัตน์พยายามฝืนสะอื้น ไม่ลืมน้ำใจงดงามที่พยาบาลช่วยปลอบโยน


    พยาบาลนำบัตรคนไข้บันทึกข้อมูลแล้วส่งคืน เอ่ยเสียงเศร้าแต่แฝงความหวัง “น้องต้องดีขึ้น และอยู่รอดปลอดภัยค่ะ เรากำลังช่วยเต็มที่ค่ะ”


    นั่งรอความหวังเยือนหา เวลาผ่านล่วงเกือบหนึ่งชั่วโมง แต่ห้วงรู้สึกดั่งผนึกค้างยาวนานนับปี ช่างเป็นความรู้สึกขื่นขมจมทรมานยิ่ง


    ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก รถเตียงถูกเข็นออกมาพร้อมร่างหญิงสาวฝรั่งนอนสงบ ไร้เสียงครวญครางเจ็บปวดรวดร้าว ทว่าสภาพกลับย่ำแย่กว่าเมื่อพาเข้าห้องฉุกเฉินนับสิบเท่า


    สายระโยงระยางและเครื่องช่วยชีวิตติดพันร่างสาวรัสเซีย เคลื่อนผ่านสองพ่อลูกไปต่อหน้าต่อตา หัวใจคนเป็นพ่อและพี่สาวเจียนสลายแทบล้มทั้งยืน


    “ลอริส... ลูกพ่อ...” เสียงสั่นพร่าจากเกริกไกรที่กลายเป็นผู้อ่อนแอ


    “โธ่... ลอริส... ฮือ...” เสียงเพรียกสุดรันทดสะเทือนใจจากพี่เลี้ยงผู้อ่อนโยน


    แม้ฐานะต่างสายเลือดและต่างเชื้อชาติ แต่ความผูกพันกลับลึกซึ้งเกินพรรณนา เมื่อหญิงสาวที่รับอุปการะตลอดเก้าเดือนเจียนจะจบชีวิต


    หัวใจคนเป็นพ่อและพี่สาวต้องเจ็บปวดรวดร้าวลึกสักปานใด


    ลอริสก็คงฝืนทนเจ็บปวดทรมานไม่แพ้กัน...


    แต่วาจาปลอบขวัญจากพยาบาลคนเดิม กลับคล้ายเติมความหวังท่ามกลางความเศร้าเข้าโถมถา เสียงพูดไพเราะสุภาพกลับช่วยชโลมจิตใจที่ท้อแท้


    “น้องพยายามสู้อยู่นะคะ น้องพยายามจะมีชีวิตต่อไป อย่าเพิ่งหมดหวังนะคะ...”


    รถเข็นถูกพาเคลื่อนสู่ห้องวินิจฉัยที่อยู่ไม่ห่าง เกริกไกรประคองมือสุรีย์รัตน์เดินตามจนถึงหน้าประตู เสียงพูดจากแพทย์ที่เคยรักษาบอกให้รอด้านหน้าก่อน


    พยาบาลคนเดิมยื่นกระดาษนุ่มเพื่อซับน้ำตา “อย่าเพิ่งหมดหวังนะคะ มีแพทย์ช่วยอยู่ค่ะ...”


    เกริกไกรรับไว้แล้วแบ่งให้ลูกสาว “ขอบคุณมาก ๆ ครับ”


    “ขอบคุณ... มากค่ะ...”


    เสียงตอบรับน้ำใจจากสองพ่อลูกปานจะหมดแรง


    นั่งรอเนิ่นนานนับชั่วโมง ข้าวปลามื้อเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน แต่ที่เจ็บปวดที่สุดคงเป็นน้องตุ๊กตาที่อยู่ภายในห้องวินิจฉัย


    คนเฝ้ารอต่อให้ร่ำไห้ฟูมฟายสักปานใด ก็ไม่อาจสัมผัสถึงความเจ็บปวดแท้จริงจากหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายได้เลย


    เสียงฟ้าร้องครืน ๆ กระหน่ำโถมถา ส่งคลื่นเสียงผ่านแทรกกระแทกจิตใจให้จมรวดร้าว ดั่งฟากฟ้าอยากซ้ำเติมความโศกเศร้าให้ทวีหนักขึ้น


    แพทย์หญิงเปิดประตูห้องวินิจฉัย เชิญสองพ่อลูกเข้ามาพูดคุยชั่วขณะ เกริกไกรประคองมือสุรีย์รัตน์เข้าห้องเพื่อพร้อมรับฟัง


    ดั่งต้องเตรียมใจรอชะตาตัดสินจากฟากฟ้า


    น้ำตายังไม่อาจเหือดแห้ง แต่ทั้งสองพอตั้งสติคงมั่น นั่งประจำที่พร้อมรับฟังทุกสิ่งจากแพทย์ผู้ช่วยชีวิต


    “ตอนนี้เพิ่งติดต่อคุยกับแพทย์ผู้ชำนาญการผ่าตัดที่ศิริราช และก็แฟกซ์แลกข้อมูลกัน ประสานกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะทดแทนด้วย ทางนี้ดิฉันก็ให้ข้อมูลกายวิภาคหัวใจของน้องฝรั่ง แต่ว่าหลายอย่างไม่เข้ากับหัวใจมอบบริจาคของคนที่เพิ่งจากไป น้องก็ยังต้องรอต่อไปค่ะ ทางดิฉันก็กำลังเร่งรัดหาคิวให้ เรื่องนี้ขอให้ทำใจก่อนนะคะ โชคยังไม่เข้าข้างน้อง ส่วน...”


    แพทย์เว้นจังหวะพูดชั่วครู่ ก้มหน้าประเมินตัวเลขที่ต้องใช้จ่าย “ค่าผ่าตัดหลายแสนอยู่ค่ะ ต้องพร้อมสำหรับเรื่องนี้ด้วยนะคะ ถ้ามีคนบริจาคหัวใจแล้วทดแทนให้น้องได้ ดิฉันจะทำเรื่องส่งตัวไปที่ศิริราชไม่ก็รามาค่ะ”


    “ครับผม ผมพอมีเงินสำรองพอจ่ายตรงนี้ได้” เกริกไกรตอบเสียงพร่า ลูกสาวประคองมือปลอบโยน “พ่อคะ... หนู... สงสารพ่อ...”


    สุรีย์รัตน์พลันเจ็บสะเทือนใจ นอกจากรู้สึกสุดสลดสงสารน้องสาวต่างสายเลือด ยังต้องเห็นใจผู้เป็นพ่อเมื่อต้องจ่ายค่าผ่าตัดแสนแพง ไม่มีทางเลือกอื่นอีกเลยถ้าจะยื้อชีวิตตุ๊กตาผู้โชคร้าย


    “ส่วนอาการของน้อง ตอนนี้น่าวิตกมาก หัวใจน้องอ่อนแอทำงานไม่ค่อยเต็มที่นัก ขอให้ทำใจนะคะ ดิฉันไม่อยากพูดคำนี้เลย แต่ก็ต้องพูดเพื่อให้ทำใจแต่เนิ่น ๆ นะคะ... ถ้าโชคดีน้องมีกำลังใจสู้ไหว แล้วจังหวะได้หัวใจผู้บริจาคที่เข้ากัน ก็จะส่งให้แพทย์ที่เก่งที่สุดผ่าตัดให้น้องได้ทันค่ะ”


    แพทย์หญิงพยายามปลอบโยนที่สุด แม้ความจริงช่างโหดร้ายปานสวรรค์ลงทัณฑ์กลางใจสองพ่อลูก


    น้ำตาอาบไหลอีกครา สองพ่อลูกก้มหน้ารันทดรับความจริง


    “น้องได้รับมอร์ฟีนแล้ว ก็จะไม่ทุกข์ทรมานแล้วนะคะ ที่จริง... ไม่อยากใช้วิธีนี้เลย แต่หัวใจของน้องเกือบใกล้พิการแล้ว ตอนนี้น้องอาการสงบ แต่คงต้องให้นอนพักที่นี่ไปก่อน สองสามวันน่าจะกลับมาดีขึ้นแล้วก็ดูอาการอีกที ถ้าไม่มีอะไรแย่ลงก็กลับบ้านได้ค่ะ เดี๋ยวให้น้องอยู่ห้องพิเศษเดี่ยวที่เพิ่งมีผู้ป่วยย้ายออกเมื่อเช้าค่ะ แล้วหมอก็จะให้ยาช่วยระงับอาการเจ็บปวดต่อเนื่องแทนมอร์ฟีนค่ะ”


    ฟังแพทย์หญิงพูดจนจบ สองพ่อลูกต่างรู้สึกสลดขีดสุด ลอริสต้องเจ็บปวดรวดร้าวปานใดถึงขนาดแพทย์จำฝืนให้มอร์ฟีน


    ในใจเกริกไกรพลันปวดหนึบสุดเจ็บลึก สุรีย์รัตน์ยิ่งหลั่งน้ำตาคลอเบ้าสุดหักห้าม อยากแบกรับทุกความทรมานขื่นขมของลอริสไว้แทน


    สองพ่อลูกสาวกลับมานั่งนอกห้องวินิจฉัยอีกครั้ง ต่างก้มงุดซึมเซาท่ามกลางโลกหม่นเฉา เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าจางหายไปแล้ว แต่ความโศกเศร้าเกาะกินใจไม่อาจเลือนราง


    เมื่อตอนเข้าไปฟังแพทย์อธิบายกลับไม่ได้เห็นลอริส ผนังและประตูกระจกโปร่งแสงกั้นไว้มองเป็นเพียงภาพราง ๆ ลอริสคงรวดร้าวจิตใจแสนสาหัส แม้ฤทธิ์มอร์ฟีนช่วยคลายทุกข์ทรมานอกซ้ายแล้ว


    เกริกไกรเดินไปหยอดเหรียญกดหมายเลขโทรศัพท์ รายงานสิ่งที่เป็นไปกับเพื่อนตำรวจสนิทที่สุด


    สุรีย์รัตน์ไม่ได้ยินเพราะนั่งอยู่ไกลห่าง แม้แต่เสียงจากพ่อผู้ท้อแท้เอ่ยให้เพื่อนรักฟัง


    เดินกลับมาก้มหน้าคอตก เพียงบอกลูกสาวด้วยคำง่าย ๆ “พ่อทำตามกฎแล้วละนะ... สารวัตรสานิตย์กับวนัสจะหาเวลามาเยี่ยม...”


    “แต่... ยังไม่รู้เลยค่ะว่าน้องจะพักที่ห้องไหน เห็นแพทย์บอกจะให้พักห้องพิเศษเดี่ยว...” วาจาจากสุรีย์รัตน์สั่นพร่าสุดสลด


    “วนัสบอกอย่าห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย สารวัตรสานิตย์ก็จะช่วย เขาบอกเป็นเพราะพ่อให้ความร่วมมือ ช่วยเหลืองานยากของพวกเขามาแต่แรก วันแรกที่ลอริสเป็นลมแล้วกลับมาฟื้น เขาไม่ลืมน้ำใจที่พ่อรับเป็นผู้อุปการะ”


    เกริกไกรพรรณนาถ่ายทอดทุกอณูรู้สึกที่มี ลูกสาวกุมประคองมือพ่อส่งกำลังใจ “พ่ออย่าท้อแท้นะคะ หนูก็กำลังต่อสู้กับความเศร้าอยู่เช่นกัน...”


    ประตูห้องวินิจฉัยเปิดออกอีกครั้ง รถเข็นผู้ป่วยเคลื่อนออกมาช้า ๆ ร่างหญิงสาวฝรั่งซีดเซียวขีดสุด สายน้ำเกลือสายให้เลือดระโยงระยาง ช่างเป็นภาพสลดหดหู่ที่สุดปานอยากร้องไห้


    “ลอริส... ฮือ...”


    ลูกสาวพลันน้ำตาอาบสองแก้มอีกครั้ง เฝ้ามองพลางเดินตามหญิงฝรั่งนอนหลับตาสุดเวทนา จูงมือพ่อที่น้ำตาเอ่อคลอรำพันเศร้า...


    “ลอริส... ลูกพ่อ...”


    แพทย์หญิงที่เดินเคียงช่วยอธิบาย “ตอนนี้... น้องกลับมาหายใจได้เองจนดีขึ้นแล้ว ตอนที่พูดคุยกันยังต้องใส่สายช่วยหายใจ อย่างไรแล้วก็ต้องดูอาการใกล้ชิดค่ะ แล้วก็...”


    เกริกไกรก้มพยักหน้ารับฟัง สุรีย์รัตน์เช็ดน้ำตาพลางรับคำ “ค่ะ...”


    “น้องใจสู้มากนะคะ เป็นบางคนถอดใจยอมอำลาไปแล้ว อย่าลืมให้กำลังใจน้องจนกว่าจะได้รับผ่าตัดนะคะ”


    สองพ่อลูกยังสลดเกินเอ่ยคำใด ได้แต่ก้มคำนับน้อมขอบคุณ


    บุรุษพยาบาลพารถเข็นถึงลิฟต์ใหญ่ ลิฟต์เคลื่อนพาสองพ่อลูกกับแพทย์พร้อมพยาบาลสู่ชั้นสอง รถเข็นผู้เคราะห์ร้ายเคลื่อนต่อสู่ห้องพักพิเศษ


    พยาบาลหญิงตามติดร่วมสมทบ ช่วยอุ้มลอริสจากเตียงเข็นสู่เตียงห้องพัก เตียงใหญ่พอช่วยรักษาร่างกายยามนอนผ่อนคลาย สายน้ำเกลือสายให้เลือดยังไม่อาจปลดออก


    สีหน้าแสนซีดเซียวดุจกระดาษขาว ดวงตาคู่งามยังปิดสนิทเพราะอ่อนเพลีย สองพ่อลูกนั่งโซฟาข้างเตียงได้แต่มองดูแทบใจสลาย


    “น่าจะเรียบร้อยแล้วนะคะ ดิฉันขอตัวทำหน้าที่อื่นต่อค่ะ...”


    เกริกไกรและสุรีย์รัตน์เอ่ยคำขอบคุณเสียงแผ่วเอื่อย


    แพทย์จากลาไป เหลือเพียงพยาบาลสาวสองคนอยู่คอยช่วยปรับสายน้ำเกลือ บางคราวก็วัดค่าความดันโลหิตเป็นระยะ มองถุงเลือดที่แขวนไหลสู่ร่างหญิงสาวหมดแล้วจึงเริ่มนำออก


    พยาบาลเปิดผ้าคลุมร่างที่ใช้ป้องกันเลือดกระเซ็น กลายเป็นสาวสวมเดรสขาวสะอาดดุจดั่งตุ๊กตา ทว่ากลับเป็นตุ๊กตาที่น่าสงสารจับใจ


    “ลอริส...” เสียงรำพันแผ่วอ่อนโยนจากพี่สาว เกริกไกรแตะบ่าปลอบโยน... “น้องคงคลายเจ็บปวดแล้ว ให้นอนพักสักหน่อยนะ...”


    “ถ้าต้องการให้ช่วยเหลือ กดเบอร์โทร.ที่แปะกำกับไว้ตรงนี้นะคะ” พยาบาลบอกแนะนำแสนสุภาพ สองพ่อลูกก้มค้อมขอบคุณช่างเศร้าซึม


    พยาบาลทั้งสองเดินออกจากห้อง กิจทุกอย่างจัดแจงเรียบร้อยหมดแล้ว หลงเหลือเพียงความเงียบโอบล้อมห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยว


    ไม่มีกะจิตกะใจจะดูทีวี ไม่มีกะจิตกะใจจะกินมื้อเที่ยง บ่ายสามล่วงแล้วแต่เกริกไกรไม่อยากให้ลูกหิว


    “เดี๋ยวพ่อซื้ออาหารมาให้นะ ลูกอยากทานอะไร”


    ฟังเสียงรันทดจากพ่อเมื่อเอ่ยถาม ลูกสาวจึงตอบเอื่อยอ่อนสุดหดหู่


    “ได้หมดค่ะพ่อ อาหารฝรั่งอย่างวันที่พาลอริสไปเล่นเปียโนก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ... พ่อคะ...”


    เกริกไกรพยักหน้าจากลาห้องพัก เหลือเพียงสองชีวิตสาวไทยสาวฝรั่ง คนเฝ้ายังรวดร้าวรู้สึกไม่สร่างซา เงียบสงัดจนคนจิตใจอ่อนแออยู่แล้วพลันปล่อยสะอื้นเล็ก ๆ อีกครั้ง


    “ฉันจะช่วยเธออย่างไร ลอริส... ฮือ...” เสียงแผ่วพร่าปานกระซิบจากพี่เลี้ยงรำพันเลื่อนลอย...


    “ลอริส ลูกพ่อ...” เกริกไกรพลันน้ำตาไหลเมื่อลับสายตาลูกสาว


    ครึ่งชั่วโมงผ่านเลย เกริกไกรยื่นห่ออาหารง่าย ๆ อย่างแซนด์วิชทูน่า สาววัยสิบเก้าเอื้อมรับทั้งน้ำตาซาบซึ้ง “ขอบคุณพ่อนะคะ...”


    พ่อนั่งลงข้างลูกรัก กัดชิ้นแซนด์วิชพลางระลึกวันเก่าก่อน


    “คิดถึงวันนั้นนะ... วันที่พาลอริสไปเล่นเปียโน...”


    สุรีย์รัตน์สบตาตอบรับ เอ่ยเสียงแหบพร่าแผ่วเบา “คิดถึงเช่นกันค่ะ... พวกเราสามคน... กินอาหารฝรั่งกัน”


    พยาบาลเข้ามาปรับสายน้ำเกลือและตรวจความดันโลหิต ทักทายให้กำลังใจสองพ่อลูก “น้องปลอดภัยแล้วค่ะ ขอให้อุ่นใจนะคะ”


    ชุดขาวในเครื่องแบบจากลาเมื่อสองผู้เฝ้าคนป่วยกล่าวขอบคุณ


    มองลอริสนอนพักกายหลับตาสนิท หากเป็นเมื่อก่อนคงนอนกอดตุ๊กตากระต่ายขาว ดูนุ่มนิ่มน่ารักน่ากอดเพียงใดในยามนั้น แต่ยามนี้ช่างน่าสลดสังเวชเหลือเกิน


    จังหวะสำคัญดั่งฟ้าประทานสวรรค์อวยพร ตุ๊กตามีชีวิตเริ่มปรือตาแล้วเบิกกว้าง แววตาช่างอ่อนโยนน่าทะนุถนอมไม่เปลี่ยนแปร


    สองพ่อลูกเริ่มผลิแย้มดีใจ แม้น้ำตาคลอเอ่อไม่ได้เช็ดออก ได้เห็นภาพประทับใจยามลอริสเริ่มลืมตา


    แม้แรกทียังมองเหม่อบนเพดาน ชั่วอึดใจเหมือนรู้ว่าอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย จึงเอียงศีรษะมองรอบข้างแล้วพบสองผู้เฝ้า


    ลอริสมองตาแป๋วแสนอ่อนโยน สองพ่อลูกผุดแย้มบนใบหน้า ร้องทักพร้อมกันทั้งดีใจทั้งตื้นตัน


    “ลอริส... ลอริส...”


    “ด๊า...” เสียงเพรียกแสนอ่อนหวานละมุน เสียงตอบรับที่คุ้นเคย...


    “นอนก่อนนะ พลีส ฟีล อีซี...” พี่เลี้ยงสาวยื่นหน้าขยับใกล้ อยากไล้ผมน้ำตาลดกหนานุ่มนิ่มแต่ไม่กล้า ได้แต่ปล่อยให้หญิงสาวรัสเซียพักกายพักใจให้มากที่สุด


    เกริกไกรน้ำตาคลอซาบซึ้ง แค่ได้เห็นลูกสาวนอกสายเลือดยังมีชีวิตไม่เจ็บทุรนทุรายก็ดีใจมากแล้ว ที่เหลือขอแค่รอโชคชะตา ได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจใหม่เพื่อต่อชีวิตยืนยาว


    ลอริสนอนมองสองผู้ช่วยอุปการะเนิ่นนาน แววตาสีครามดั่งตุ๊กตานางฟ้า น่าทะนุถนอมยิ่งแม้หม่นเศร้าซีดเซียวชัดเจน


    หยาดน้ำใสเกาะพราวรอบแก้วตา ลอริสร้องไห้แผ่วเบาแต่ไร้สะอื้น อาจเพราะตื้นตันสุดหัวใจแทนเจ็บปวดรวดร้าวจากเมื่อก่อน


    พี่เลี้ยงตัดสินใจช่วยเช็ดน้ำตาให้ หวังเพียงปลอบประโลมอีกชีวิตที่อาจท้อแท้ ได้ยินเสียงแผ่วละมุนด้วยสำเนียงสองภาษาคุ้นเคย


    “สปาซิบะ... มาย... ซิสเตอร์...” ลอริสเอื้อนคำสั้น ๆ ก่อนปรือตาลง


    เกริกไกรสัมผัสมือขวาซีดเซียวหญิงสาวฝรั่ง ถ่ายทอดกำลังใจขอให้อดทนรอ เชื่อว่ายังมีความหวังรำไรแค่เอื้อม


    ตราบจนห้าโมงเย็น สองหญิงพยาบาลช่วยกันเปลี่ยนชุดแต่งตัว ม่านกั้นปิดลงชั่วครู่จนเปิดออกอีกครั้ง เกริกไกรและสุรีย์รัตน์เฝ้ารอด้านนอกพลันเห็นภาพไม่คุ้น


    ลอริสสวมชุดผู้ป่วยโรงพยาบาลสีม่วงล้วน เสื้อหลวมโพรกกางเกงขายาวเรียบง่าย ช่างคล้ายพี่เลี้ยงสาวที่สวมชุดนอนลายทางในตอนนี้


    สุรีย์รัตน์รับชุดขาวทั้งสามตัวจากมือพยาบาล ได้ยินคำกล่าวแสนหวานจนผ่อนซาเศร้าสร้อยลงบ้าง


    “น้องใส่ชุดสวยมากค่ะ จะใช้บริการซักรีดไหมคะ ที่นี่มีรับซักรีดค่ะ”


    ลูกสาวหันไปสบตาพ่อ “ลองดูสักครั้งดีไหมคะ...”


    เกริกไกรเอ่ยเพียงคำสั้น “ตัดสินใจเลยลูก ชุดนี้น้าไหวตัดให้”


    เมื่อลูกสาวต้องเลือกเอง จึงยื่นชุดให้พยาบาลสาวเพื่อขอใช้บริการ


    “รบกวนทีนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”


    พยาบาลเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วจึงเริ่มเสิร์ฟมื้อเย็น ลอริสนั่งบนเตียงเบิกสีหน้าแสนซีดเซียว อาหารแม้โรงพยาบาลใส่ใจด้วยสลัดทูน่า คงรู้ว่าผู้ป่วยเป็นชาวตะวันตกจึงมอบให้แบบนี้ แต่ก็ไม่ช่วยให้ลอริสเจริญอาหารสักเท่าใด


    “น่าสงสารจังเลย ลอริส...” พี่เลี้ยงอุทานแผ่ว หันไปสบตาพ่อแล้วเอ่ยรันทด “อาการน้องจะดีขึ้นไหมคะ กังวลมากเลย...”


    เกริกไกรลูบหลังปลอบโยน “น้องคงกำลังปรับตัวสู้ชีวิตนะ อดทนรอหน่อยนะลูก...”


    มื้อเย็นผ่านล่วงอีกครั้ง ลอริสล้มกายลงนอนอย่างคนป่วย น่าสงสารน่าเห็นใจจนพี่เลี้ยงแอบไปร้องไห้หน้าห้องน้ำ


    เกริกไกรเฝ้ามองสองหญิงสาวที่เศร้าสลดพอกัน ได้แต่ปลอบขวัญผ่านคำพูดเพียงง่าย


    “อย่าร้องเลยลูกรัก...”


    ยามพ่อลูกกลับมานั่งคู่บนโซฟายาว ลอริสนอนผินมองสองผู้เฝ้าอีกครั้ง แววตาอ่อนโยนทว่าหม่นเศร้าจับใจ ไม่นานจึงปรือตาลงผ่อนพักกาย


    “น้องหลับแล้ว... หนูขอลงไปข้างล่างโทร.หาปูนะคะ...” สุรีย์รัตน์เอ่ยเอื่อยเสียงพร่า เกริกไกรพยักหน้าละมุนแล้วส่งเหรียญให้


    ลูกสาวมองตุ๊กตารัสเซียที่หลับปุ๋ย ช่างน่ารักแต่ก็น่าสงสารเหลือเกิน พอเดินพ้นออกจากห้องแล้วร่ำไห้ฟูมฟาย


    เกริกไกรไม่อาจรู้ถึงเสียงร้องห่มร้องไห้จากนอกห้อง ได้แต่เฝ้ามองลอริสผู้เคราะห์ร้ายต้องนอนป่วย


    ชะตาใดไยกลั่นแกล้งหญิงสาวที่จิตใจงดงามถึงเพียงนี้


    ลูกสาวกลับมาเฝ้าร่วมกับพ่ออีกครั้ง จังหวะแหงนมองนาฬิกาเป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ได้ยินเสียงเคาะประตูแล้วมีเสียงพูดช่างคุ้นเคย


    “ขอเข้าไปเยี่ยมได้ไหม ฉันวนัสเอง...”


    เกริกไกรเปิดประตูต้อนรับเพื่อนตำรวจ สีหน้ายังซีดเซียวไม่อาจเบิกยิ้ม ยกมือไหว้สารวัตรสานิตย์ที่ติดตามมาด้วย


    “ไม่ต้องเกรงใจ” เสียงทุ้มนุ่มจากคนยศใหญ่ดั่งผู้มีเมตตา


    สองคนในเครื่องแบบเข้ามาในห้อง แต่ไม่ใช่มาเพียงสอง ที่ตามมาเดินเชื่องช้ากลับเป็นน้าไสว สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้น้อมนอบทั้งสามคน


    สองพ่อลูกพลันแปลกใจ แต่เกินกว่าจะถามไถ่เพราะจิตใจยังหมองหม่น น้าไสวเห็นสภาพตุ๊กตารัสเซียสุดสังเวชพลันกลั้นน้ำตาไม่ได้


    “โธ่... น้อง... ลอ... ลอริส...”


    สุรีย์รัตน์โผกอดปลอบน้าสาว ทั้งที่ตนก็หักห้ามน้ำตาไม่ได้ “อย่าร้องเลยค่ะ... น้าคะ...”


    วนัสอธิบายที่ไปรับน้าไสวถึงในบ้าน ที่จริงน้าสาวมีกุญแจเปิดบ้านเกริกไกรมาแต่แรก พอเข้ามาจึงรู้สึกผิดแปลก ไม่พบใครอาศัยแม้แต่ลอริส ทั้งไม่ได้บอกเรื่องไปพบแพทย์ตามนัด จึงโทรศัพท์จากเบอร์ที่จดข้างโต๊ะแล้วได้ติดต่อกับวนัส โชคดีที่เกริกไกรเคยสอนการใช้โทรศัพท์เผื่อฉุกเฉิน


    เรื่องราวทั้งหมดค่อยปะติดปะต่อแล้วจึงนัดพามาเยี่ยมพร้อมกัน


    “น้องลอริสสู้ชีวิตจริง ๆ ผมสะเทือนใจเลย” สานิตย์ยกย่องผู้ลี้ภัยสุดประทับใจ “อยากให้น้องหายป่วยเหลือเกิน ผมจะได้เร่งรัดหาวิธีให้น้องได้สัญชาติไทย ถือเป็นของขวัญให้เมื่อหายป่วย”


    “ขอบคุณมากครับพี่สานิตย์”


    “ขอบคุณมากค่ะท่านสารวัตร”


    สองพ่อลูกไหว้น้อมนอบอีกครั้ง ตื้นตันล้นปรี่จากเจตนาผู้เมตตา


    ตุ๊กตารัสเซียหลับใหลสนิท คงไม่อาจรับรู้ถึงอีกสามชีวิตเข้าเยี่ยม


    ได้แวะเยี่ยมผู้ป่วยสักหนึ่งชั่วโมง ถึงเวลาต้องจากกันอีกครา แต่เกริกไกรจำเป็นต้องกลับบ้านชั่วคราว


    “เดี๋ยวผมไปส่งน้าไสวพร้อมพ่อเกริก แล้วจะนำอาหารกับชุดที่ซักใหม่มาให้น้ำนะ จะได้ไม่ต้องใส่ชุดเดิมซ้ำ ๆ”


    วนัสอธิบายไม่ยืดยาว เกริกไกรพูดเพื่อเป็นกำลังใจ “พ่อไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมานะ ฝากดูแลลอริสทีนะ...”


    ลูกสาวเอื้อนเสียงพร่า “ค่ะ... พ่อ... ขอบคุณนะคะ”


    สิ้นตอบรับคำพลันโผกอดน้าสาว “น้าไหว... พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะคะ พ่อหนูจะไปรับเองค่ะ...”


    “หลานน้ำ...” น้าสาวลูบผมกล่าววิงวอนก่อนลา “ฝากดูแลน้อง น้องลอริส... ด้วยนะ... น่าสงสารมาก...”


    สุรีย์รัตน์พยักหน้าเศร้าสร้อย เห็นน้าสาวดูโศกสลดยิ่งนัก น้ำตายังอาบไหลจากผู้ตัดชุดสวยให้ตุ๊กตาสาว


    เมื่อสาววัยสิบเก้าน้อมไหว้ส่งลาผู้ใหญ่ ห้องพักพิเศษกลับมาเหลือเพียงสองสาวไทยฝรั่ง บรรยากาศเงียบเหงาอ้างว้างจนอยากร่ำไห้


    ลอริสหลับสนิทเหมือนตุ๊กตา ผมเผ้าหยักยุ่งผิวพรรณซีดเซียว เสียงหายใจแผ่วจากฤทธิ์ยาบำรุงหัวใจ มองทีไรคนเฝ้าเป็นต้องหลั่งน้ำตาคลอ


    สุรีย์รัตน์ส่องกระจกร่ำไห้ในห้องน้ำ รำพันกับตนเองแผ่วเบา “ได้โปรด... อย่าจากฉันไปนะ... ลอริส... ได้โปรด...”


    เฝ้าดูหญิงฝรั่งป่วยใจคอเงื่องหงอย จนพยาบาลเข้ามาวัดความดันทั้งช่วยฉีดยาระงับเจ็บปวด ให้สารพัดยาบำรุงหัวใจเพื่อยื้อชีวิตให้นานที่สุด


    มองลอริสคงบอบช้ำกายมามาก น่าสงสารน่าสังเวชเพียงใด พี่เลี้ยงสาวได้แต่ส่งแววตาเศร้าซึมถ่ายทอด หญิงสาวฝรั่งยังตอบรับคอยมองมาผ่านแววตาละห้อย


    “เก่งมากค่ะน้อง” พยาบาลเอ่ยชมตุ๊กตาป่วยส่งท้าย เสร็จธุระแล้วจึงเดินจากห้องไป


    เกริกไกรกลับมาพร้อมห่อข้าวมื้อค่ำและเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยน ลูกสาวรับไว้เป็นชุดนอนลายทางเดิม ๆ


    ได้เห็นลอริสผินมองสองพ่อลูกอีกครั้ง แววตาสาวฝรั่งดั่งวิงวอนจากใจ แต่ไม่อาจสื่อถ่ายทอดเป็นคำพูดได้


    “ลอริสน่าสงสาร...” เกริกไกรอุทานอ่อนโยน ลูกสาวเอ่ยคำพูดสลด


    “ตาสวยแต่เศร้ามาก ๆ สงสารเช่นกันค่ะ...”


    ไม่ชินนักที่ต้องนอนพักที่นี่ เปลี่ยวเหงาว้าเหว่แม้มีทีวีให้ดู แต่ทั้งสองกลับเลือกที่จะไม่เปิดรบกวน อยากให้ลอริสพักผ่อนให้มากที่สุด


    สุรีย์รัตน์นอนงีบบนโซฟาตัวยาว เกริกไกรนั่งหลับข้างศีรษะลูกสาว เลือกยอมลำบากเพียงเพื่อได้อยู่ใกล้ชิดตุ๊กตาน่าเห็นใจ


    ไฟส่องสว่างในห้องพักผู้ป่วยดับลง เหลือเพียงแสงไฟหรุบหรู่หน้าห้องน้ำส่องนำทาง


    “ไหวไหมคะพ่อ...” สุรีย์รัตน์บรรจงวาจาห่วงใย “ผลัดกันนอนหลับนั่งหลับก็ได้นะคะ...”


    “ไม่เป็นไร ลูกรัก... น้ำนอนหลับไปเถอะ พ่อนอนคงที่ไม่พอไม่สะดวกขดตัว พรุ่งนี้เช้าพ่อจะหาซื้อข้าวหมูแดงที่ลูกชอบนะ”


    สองพ่อลูกถ่ายทอดห่วงใยจากใจผูกพัน ยามตื่นจากงีบครั้งใดจะมองยังเตียงคนป่วย มองลอริสที่หลับสนิทเป็นตุ๊กตาสาวแสนเศร้า


    ราตรีมัวหม่นยาวนานผ่านไป ตราบเช้าวันใหม่ที่ไม่รู้ชะตา


    “พ่อคะ...”


    เสียงแผ่วจากลูกสาวสะกิดปลุก นึกพลันว่านั่งหลับยาวนานนับค่อนคืนแล้วหรือ ก้มมองเห็นลูกสาวนอนเหยียดบนโซฟาสบตาอ่อนโยน


    มองที่เตียงเห็นตุ๊กตารัสเซียนอนสงบ แววตาทอดมองสองพ่อลูกช่างเศร้าหมอง เห็นกระทั่งหยาดน้ำใสเกาะสองเบ้าตา


    “ลอริส...” เสียงพ่ออุทานแผ่ว ยื่นหน้าเข้าใกล้คอยซับน้ำตาสุดละมุน สุรีย์รัตน์ลุกตื่นแล้วจับมือนวลขาวกุมแนบแก้ม


    “ลอริส...” เสียงเพรียกจากพี่สาวช่างอ่อนไหวอ่อนแอ


    “สปาซิบะ...” เสียงสำเนียงรัสเซียตอบรับแสนหวานระคนหม่นเศร้า


    ถึงเวลามีสองพยาบาลบริการไม่ขาดตก ช่วยวัดความดันโลหิต ให้ยาตามแพทย์กำหนด มองถุงน้ำเกลือเหลือหนึ่งในสามจากเมื่อวาน


    บางจังหวะก็พาลุกเดินแล้วประคองเข้าห้องน้ำ บริการทุกอย่างดุจลูกรักแท้ ๆ พอเสร็จสิ้นจึงพาเดินกลับมาช่วยประคองขึ้นบนเตียงดังเดิม


    เมื่อม่านกั้นมิดชิด สองพ่อลูกนั่งรออยู่ภายนอก สองพยาบาลหญิงช่วยกันเช็ดตัวและประแป้ง จนเสร็จสิ้นทุกอย่างจึงเปิดม่านอีกครั้ง


    พยาบาลประคองร่างตุ๊กตาเจ็บป่วยเหยียดกายนอน รออาหารมื้อเช้าเสิร์ฟอีกครึ่งชั่วโมงถัดไป ทั้งบอกเล่าให้คนเฝ้าเข้าใจ


    “แพทย์จะมาดูอาการช่วงบ่ายนะคะ”


    สองพ่อลูกได้แต่เอ่ยขอบคุณ เมื่อพยาบาลเริ่มนำอาหารมาให้ก่อนลับลาไป


    มื้อเช้าเป็นข้าวต้มโจ๊กหมูง่าย ๆ แต่ลอริสก็ยังไม่เจริญอาหารอยู่ดี สีหน้าเกริกไกรยังกังวลชัดเจน ส่วนสุรีย์รัตน์ก้มงุดคอตกระคนท้อแท้


    ตุ๊กตาป่วยล้มตัวลงนอนพักอีกครั้ง แววตาทอดมองสองพ่อลูกยังเชื่องเชื่อไม่เปลี่ยน เพียงแต่แฝงแววเศร้าซึมน่าเห็นใจ


    บางครั้งเกริกไกรช่วยปลอบโยน เช่นไล้เรือนผมดกหนาที่ยุ่งเหยิงให้เรียบสวย สุรีย์รัตน์ยืมหวีจากพยาบาลแล้วช่วยสางผมสวยให้


    ลอริสแม้ซีดเซียวชัดเจน แต่พอหวีผมกลับดูสวยขึ้นหลายเท่า


    แม้น่าเห็นใจแต่กลับงดงามดั่งนางฟ้า ถึงแม้ต้องกลายเป็นนางฟ้าล้มป่วยไปแล้ว


    ได้ยินคำตอบรับเอื้อนละมุน ทว่าช่างแผ่วเอื่อยปานคนหมดแรง


    “สปา... ซิบะ...” ลอริสเผยอปากบางเบา ส่งคำหวานขอบคุณแทบกระซิบ สองพ่อลูกพลันตื้นตันจับหัวใจ


    ผ่านไปเกือบเที่ยงมีผู้เยี่ยมเยือนอีกสอง ไม่คิดว่าปูและมิ้นท์จะสละเวลาเพื่อส่งกำลังใจให้เพื่อนและน้องสาว สุรีย์รัตน์พลันซาบซึ้งแทบอยากจะร้องไห้


    สองสาวชุดเอี๊ยมยกมือไหว้เกริกไกร ภาพที่เคยจำได้เมื่อเป็นซานต้าผู้มอบความสุข แต่ยามนี้กลับกลายเป็นคุณพ่อหมองหม่นน่าเห็นใจ


    “ขอบใจนะ... ปู... มิ้นท์...” สุรีย์รัตน์เอ่ยเสียงรันทด


    “สงสารน้อง ฮือ... ลอริส...” ปูรำพันแทบใจสลาย เห็นตุ๊กตานางฟ้าสุดซีดเซียวไร้อิ่มเอิบ ทั้งแววตาทอดมองสองเพื่อนพี่เลี้ยงช่างหม่นเศร้ายิ่ง


    “อยากให้น้องหายไว ๆ นะคะ” มิ้นท์ช่วยส่งกำลังใจให้สองพ่อลูก


    ลอริสเริ่มน้ำตาเอ่อคลอ ปูและมิ้นท์พลันรู้สึกสุดสะเทือนใจ รู้ว่าน้องคงจดจำสองเพื่อนพี่เลี้ยงจากคืนคริสต์มาสแสนงดงามนั้นได้ แม้ว่าขาดฝ้ายไปหนึ่งเพราะติดธุระครอบครัว


    เพื่อนพี่เลี้ยงอยู่ได้ไม่นานนักจึงอำลาจาก ยกมือไหว้เกริกไกรผู้เคยเป็นซานตาคลอสน่าประทับใจ


    “ขอบใจนะ... ปู มิ้นท์” ชายวัยสี่สิบเอ็ดไม่อาจยิ้มได้อีก เพียงบ่งบอกคำซาบซึ้งน้ำใจส่งท้าย


    สุรีย์รัตน์พาส่งสองสาวชุดเอี๊ยมยีนขายาว แม้ไม่ได้นัดกันใส่ครบทั้งสามเพราะอีกคนยังคงใส่ชุดนอนลายทาง


    นอกห้องพักผู้ป่วยกลับจมน้ำตาสะอื้นทั้งสามเพื่อนสาว ไม่อาจฝืนกลั้นไหวต้องปล่อยโฮฟูมฟายกันตรงนี้


    แม้มีความหวังแต่ช่างริบหรี่เหลือเกิน สุรีย์รัตน์เล่าให้ฟังหมดจดจากคำพูดของแพทย์ ปูและมิ้นท์พลันปวดร้าวจิตใจเกินพรรณนา


    “อย่าเพิ่งท้อแท้นะ ยังมีความหวังนะน้ำ...” มิ้นท์วิงวอนเศร้าสร้อย ปูช่วยเอื้อนวาจาเป็นกำลังใจ “ฉันจะช่วยภาวนาให้ลอริสหายป่วยนะ...”


    “ขอบใจนะ เพื่อนรัก...” สุรีย์รัตน์เอ่ยคำซาบซึ้งตื้นตันผ่านเสียงพร่า


    เพื่อนพี่เลี้ยงลาลับไป เหลือไว้เพียงสองผู้เฝ้าและหนึ่งผู้ป่วย ลอริสรับมื้อกลางวันเป็นสลัดผักและไก่อบ ไม่เจริญอาหารเท่าที่ควรเช่นเดิม


    เกริกไกรลาจากเพื่อพาน้าไสวมาเยี่ยม สุรีย์รัตน์จึงเฝ้าดูแลเพียงลำพัง คอยซับน้ำตาตุ๊กตารัสเซียผู้อ่อนแอสิ้นหวังชีวิต


    วันที่สองในโรงพยาบาลช่างหดหู่เช่นเดิม น้าไสวร่วมเฝ้าเป็นกำลังใจอีกแรง แต่คนเฝ้าร่างท้วมกลับทำใจไม่ลง แอบไปร้องห่มร้องไห้ในห้องน้ำบ่อยหนเช่นกัน


    ในยามลำบาก เกริกไกรช่วยหาซื้ออาหารจากละแวกใกล้เผื่อทุกคน


    ตกบ่ายสี่มีแพทย์หญิงเข้าเยี่ยม นำพาอุปกรณ์วินิจฉัยตรวจหัวใจมาด้วย หลังจากตรวจเสร็จลงบันทึกในแฟ้มประวัติคนไข้ พูดกับทั้งสามผู้เฝ้าที่เงื่องหงอยคอตก


    “อาการกลับมาทรง ๆ เพราะยาระงับเจ็บปวด ถ้าให้กลับบ้านพรุ่งนี้ และให้ยาแบบนี้ต่อเนื่องก็น่าจะมีอาการทรง ๆ แบบตอนนี้ค่ะ”


    ไม่ได้มีเรื่องน่าวิตกหรือน่ายินดีเพิ่มเติม แพทย์ตรวจเสร็จแล้วจากไปเหลือไว้เพียงผู้ป่วยและคนเฝ้า


    “พรุ่งนี้อาจกลับบ้านได้ แต่สภาพของน้อง...” พี่เลี้ยงสาวได้แต่รำพันสลดหดหู่ เกริกไกรลูบหลังปลอบโยน “หมอคงทำทุกวิถีทางไม่ให้ลอริสต้องทนทุกข์ทรมานน่ะลูก... พ่อก็ต้องทำใจเหมือนกัน”


    มองหญิงสาวตุ๊กตานอนป่วยเดิม ๆ สายตาทอดมองผู้เฝ้ายังละมุนงดงาม แต่อาบแฝงรู้สึกโศกเศร้าซึมเซาชัดเจน


    น้าไสวกลับบ้านเมื่อเกริกไกรพาไปส่ง พอกลับมาตัวคนเดียวจึงช่วยดูแลกับลูกสาว ทั้งเฝ้าทั้งนอนพักค้างเหมือนอย่างคืนแรก


    ล่วงถึงวันที่สามในโรงพยาบาล น้าไสวไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสองวันที่แล้ว พยาบาลคอยดูแลดุจวันก่อนเก่า อาการยังทรงตัวไม่ดีขึ้นไม่ทรุดลง


    น้ำเกลือกระปุกที่สองเหลืออยู่อีกครึ่ง แต่ละมื้อที่รับยังคงไม่เจริญอาหารเช่นเดิม ไม่อาจตัดพะวักพะวนกลางใจสองพ่อลูกที่เริ่มท้อแท้ได้เลย


    ยามนอนป่วยคอยมองสองผู้เฝ้าช่างน่าเห็นใจ สายตาบ่งบอกความจริงใจแต่สลดขีดสุด หลายครั้งน้ำตาไหลเอ่อจนพี่เลี้ยงคอยปลอบประโลม


    แพทย์หญิงมาตรวจรอบบ่ายแล้วอนุญาตให้กลับบ้าน คิดอยู่ว่าไม่มีทางรักษาอื่นแล้วนอกจากรอผ่าตัด ที่ช่วยอยู่คือประคับประคองไม่ให้หัวใจพิการ สำคัญสุดคือไม่ให้ทนทุกข์ทรมานเท่านั้น อีกทั้งจะรีบโทรศัพท์แจ้งข่าวเมื่อพบผู้บริจาคหัวใจแล้วน่าจะผ่าตัดช่วยชีวิตได้


    ลอริสรวดร้าวมากพอแล้ว ต่อแต่นี้จะทำเช่นไร...


    ในเมื่อโชคชะตายังไม่อาจเข้าข้าง...


    โฉมหน้าซึมเศร้าผิวพรรณขาวซีด ร่างกายอ่อนแอแลซูบผอมลงเล็กน้อย ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่ก้าวเดินระยะไกล


    จวบจนเย็นย่ำจึงได้ออกจากโรงพยาบาล ลอริสนั่งรถเข็นก้มหน้าซึมเซา สวมเดรสขาวชุดเดิมที่สุรีย์รัตน์ใช้บริการซักรีด


    ทางเดินชีวิตยังดำเนินต่อ สองพ่อลูกพาร่างอ่อนแอพักรักษากายใจที่บ้าน ปลายทางแห่งบ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' ที่แสนอบอุ่นเสมอ แม้ต้องผจญความเศร้ารันทดเบื้องหน้าอีกเพียงใด


    มือละมุนจากผู้อุปการะและพี่เลี้ยงไล้ลูบผมน้ำตาลดกหนา วาดหวังขอเป็นยารักษาหัวใจทางหนึ่ง ขอแค่เป็นกำลังใจรอโชคชะตาให้รอดชีวิต


    สุรีย์รัตน์รำพันสลด ทอดมองตุ๊กตาป่วยนั่งซึมเศร้าบนเก้าอี้นวม


    “อย่าจากฉันไปนะ ลอริส... ได้โปรด...”​



    -จบตอน-




    คล้ายกับเรื่องตุ๊กตาจากแดนหมีขาว ที่คุณอ่าน