ตอนที่ 7 ชายผู้ไร้พลังปราณ
“เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่?” ท่านหมออู๋หมิงรู้สึกตกใจมากกว่าเดิม ความเร็วของเขานับว่ารวดเร็วแล้ว แต่อาซานที่อยู่เบื้องหน้ากลับหลบการโจมตีได้ ซ้ำยังสามารถเปลี่ยนร่างกลายเป็นอีกคนหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ “ข้าก็คืออาซาน อาซานก็คือข้า” ชายหนุ่มตอบกลับ “หึ!แม้เจ้าจะหลบการโจมตี แล้วเปลี่ยนร่างได้ก็เท่านั้น ในตัวของเจ้าไม่มีพลังปราณอยู่เลย ไหนเลยจะสู้กับข้าได้” ท่านหมออู๋หมิงยืนขึ้นประจันหน้ากับชายหนุ่มเบื้องหน้า พลังปราณคืออะไร? พลังปราณคือการรวบรวมพลังในธรรมชาติ โดยใช้จุดหนึ่งในร่างกายที่ชื่อว่าจุดตันเถียนเป็นตัวรวบรวม ผู้ฝึกวรยุทธ์จำต้องมีพลังปราณเพื่อสามารถใช้พลังปราณนั้นควบคู่กับวรยุทธ์ของตน จึงจะสามารถแสดงพลังต่างๆของวรยุทธ์นั้นๆออกมาได้ ยิ่งระดับขั้นฝึกตนสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีพลังปราณมากเท่านั้น และผู้ที่มีพลังปราณนั้นจะสามารถสัมผัสพลังปราณของผู้อื่นได้ แต่ตอนนี้ท่านหมออู๋หมิงสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณ “ถึงแม้ข้าไม่มีพลังปราณ แต่การกำจัดปิศาจชั้นต่ำเช่นเจ้า ก็ไม่ใช่เรื่องยาก” ชายหนุ่มตอบท่านหมออู๋หมิงด้วยความเยือกเย็น “เจ้าช่างเป็นคนน่าสนใจจริงๆ เสียดายว่าข้าไม่ชอบสูบพลังของผู้ชาย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นปิศาจ?” “ตัวเจ้ามีไอหยินเข้มข้นอยู่รอบกาย ข้ารู้ตั้งแต่เจอเจ้าครั้งแรก เพียงแต่ช่วงแรกเจ้ามักจะสูบพลังชีวิตของสัตว์ร้ายในป่านี้ ซึ่งข้าก็ถือว่าเป็นการช่วยชาวบ้าน แต่ไม่นานเจ้าก็เริ่มสูบพลังชีวิตของหญิงสาวในหมู่บ้านที่ไปรักษากับเจ้า แม้ภายนอกหญิงสาวพวกนั้นยังดูปกติ แต่อายุขัยของพวกนางนั้นเหลืออยู่ได้อีกไม่นาน” “เจ้า...เจ้ารู้เรื่องของข้าถึงขั้นนี้ แล้วทำไมถึงไม่บอกใคร?” “ด้วยรูปลักษณ์ของเจ้า ถึงข้าบอกชาวบ้านไปก็คงไม่มีใครเชื่อ ที่สำคัญเคล็ดวิชาที่เจ้าฝึกคือภูติสูบวิญญาณ มีเพียงต้องให้ผู้ฝึกวิชาคืนอายุไขด้วยตัวเองเท่านั้น หากลงมือฆ่าเจ้าอายุขัยเหล่านั้นก็จะไม่สามารถกลับคืนเจ้าของได้” “เป็น..เป็นไปไม่ได้ เจ้ารู้เรื่องวิชาของข้าได้อย่างไร?” ท่านหมออู๋หมิงทำสีหน้าตื่นตะลึง ที่ชายหนุ่มเบื้องหน้า รู้รายละเอียดแม้กระทั่งเคล็ดวิชาของเขา ท่านหมออู๋หมิงที่เมื่อสองปีก่อนเดินทางมาที่หมู่บ้านสะพานหินแห่งนี้นั้น แท้จริงแล้วคือปิศาจที่แปลงร่างเป็นมนุษย์ มีชื่อว่า “ปิศาจวิญญาณหยิน” ปิศาจวิญญาณหยินนั้น เกิดจากวิญญาณมนุษย์ที่มีความอาฆาตสูง และไม่ยอมเข้าสู่วัฏจักรการเกิดใหม่ ซึ่งเงื่อนไขของการกลายเป็นปิศาจวิญญาณหยินนั้นนอกจากเรื่องนี้แล้ว ตอนที่เสียชีวิตร่างของมนุษย์ผู้นั้นต้องฝังหรือเสียชีวิตในสถานที่ๆมีไอหยินเข้มข้น และใช้เวลาหลายร้อยปีถึงจะทำให้วิญญาณนั้นกลายเป็นปิศาจวิญญาณหยินที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งปิศาจวิญญาณหยินที่แปลงร่างเป็นท่านหมออู่หมิงนั้นมีอายุเกือบสามร้อยปี มันสูบพลังชีวิตของสัตว์ร้ายและอายุขัยของมนุษย์เพศหญิงมาตลอด สาเหตุที่เลือกสูบอายุขัยของผู้หญิงก็เพราะว่าในเพศหญิงจะมีพลังหยินมากกว่าเพศชาย จนตอนนี้มันมีขั้นฝึกตนอยู่ในระดับนักรบขั้นปลายสูงสุด อีกนิดเดียวก็จะข้ามไปสู่ระดับหัวหน้านักรบขั้นต้นแล้ว ปิศาจวิญญาณหยินตนนี้ ชอบที่จะแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ เพื่อหลบเลี่ยงผู้มีวรยุทธ์สูงกว่ามันแล้วอ้างว่าเป็นแพทย์รักษาคน เพื่อความสะดวกในการสูบพลังวิญญาณ เมื่อชายหนุ่มเบื้องหน้ารู้ความจริงละเอียดขนาดนี้ ปิศาจวิญญาณหยินจึงไม่ต้องปิดบังตัวเองอีกต่อไป มันเลิกแปลงร่างแล้วกลับสู่ร่างเดิมของมันทันที “ย๊ากกกก!!!” ไอหยินเข้มข้นสีดำ แผ่ออกมาจากร่างของท่านหมออู๋หมิงจนคลุมไปทั้งตัว ร่างสูงโปร่งค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ดวงตาเริ่มเป็นสีแดง เล็บมือและเท้าสีดำยาวขึ้นเรื่อยๆ เขี้ยวทั้งสองข้างก็งอกยาวจนโง้งเหมือนเขี้ยวสัตว์ ผิวหนังและเสื้อผ้าเน่าเปื่อยกลายเป็นชุดสีดำคล้ำ ที่สำคัญร่างของมันส่งกลิ่นเหม็นชวนพะอืดพะอมยิ่งนัก เมื่อกลับสู่ร่างเดิม ปิศาจวิญญาณหยินก็ระเบิดพลังของตัวเองที่เก็บงำออกมาทันที “ตูมมม!” “ฮ่าๆๆ ถือว่าเจ้าเป็นคนแรกในรอบหลายปีนี้ที่เห็นร่างจริงของข้า ข้าจะให้เจ้าตายอย่างทรมานที่สุดเป็นของขวัญแล้วกัน” ปิศาจวิญญาณหยินกางกงเล็บทั้งสองของมัน แล้วพุ่งจู่โจมชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว วูบบบ! เดิมทีตอนที่มันแปลงร่างเป็นท่านหมออู๋หมิงก็รวดเร็วอยู่แล้ว เมื่อกลับสู่ร่างเดิมกลับเร็วยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า เพียงอึดใจมันก็อยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่ม แล้วพุ่งกงเล็บเล็งไปที่หัวใจของชายหนุ่ม “ตูมมมม!” กงเล็บที่แข็งแกร่งเมื่อรวมกับพลังปราณระดับนักรบขั้นปลายสูงสุดนั้นรุนแรงมาก มนุษย์ธรรมดายากที่จะต้านทาน แต่แล้ว.....เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น! “มัน..มันหายไปได้อย่างไร?” ปิศาจวิญญาณหยินไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อพบว่าเป้าหมายของมันหายไปอีกครั้ง พลังและความเร็วของปิศาจนั้นแม้มนุษย์ที่มีระดับขั้นพลังเท่ากัน ยังไม่สามารถสู้กับมันได้ แต่ชายหนุ่มคนนี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณ “ถึงตาข้าของข้าบ้าง” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นรอบๆตัว ทำให้ปิศาจวิญญาณหยินเริ่มลนลานหลังจากมองไปรอบๆ เพราะมันไม่สามารถเห็นหรือสัมผัสตัวตนของชายหนุ่มได้เลย “หมัดเมฆาแปรเปลี่ยนเต็มกำลัง!” กำปั้นหมัดข้างหนึ่ง จู่ๆก็ปรากฏที่เบื้องหน้า แล้วพุ่งเข้าที่ใบหน้าของปิศาจวิญญาณหยินทันที “ตูมมมม!!!” ร่างของปิศาจวิญญาณหยินลอยละลิ่วไปไกลกว่าห้าจั้ง ก่อนกระทบกับพื้นดินจะเป็นหลุมใหญ่ ตูมมม!! อั่กกกกกก!! ปิศาจวิญญาณหยินกระอักเลือดคำโตออกมา โหนกแก้มยุบโบ๋ ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดสีคล้ำ พลังคุ้มกายสลายไปจนหมด ความเจ็บปวดที่ใบหน้านั้นเจ็บปวดเกินจะบรรยาย จนต้องร้องออกมาอย่างโหยหวน “โอ๊ยยยยยย! !!!!!..เจ็บ!!!...ข้าเจ็บเหลือเกิน...” เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้ มันมองไปที่เบื้องหน้าแล้วพบว่า...ร่างชายหนุ่มนั้น จู่ๆ...ก็ปรากฎขึ้นมาจากความว่างเปล่า “ข้าจะฆ่าเจ้าซะ...ตาย!” เมื่อเห็นชายหนุ่มปรากฏตัว มันพุ่งจู่โจมด้วยความบ้าคลั่งและทุ่มสุดกำลัง ความเร็วนั้นเร็วมากกว่าเดิมหลายเท่า สำหรับชายหนุ่ม เขายืนมองการโจมตีอย่างสงบนิ่ง ราวกับการเคลื่อนไหวนี้ช่างเชื่องช้ายิ่งนัก เมื่อกงเล็บของปิศาจวิญญาณหยินมาถึงตัว เขาก็ใช้เคล็ดวิชาของตัวเองทันที “เมฆาแปรเปลี่ยน!” สิ้นคำของชายหนุ่ม ร่างของเขาก็หายไปในอากาศ ปิศาจวิญญาณหยินรู้สึกได้ทันที ว่าการโจมตีนี้ผิดพลาด มันรีบกลับตัวหันหลังตามสัญชาตญาณเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่น่ากลัวจากด้านหลัง แต่ก็ช้าเกินไป! เพราะตอนนี้ ขาข้างหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศ แล้วเตะเข้าที่กลางลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว ตูมมมม! ร่างของมันปลิวลอยไปไกลกว่าหกจั้ง กระดูกซี่โครงหักสะบั้น กระแทกกับก้อนหินใหญ่จนก้อนหินนั้นแตกกระจาย ตูมมมมมมม!!!!! “อั่กกกกซ์!!!” มันกระอักเลือดอีกครั้ง และเจ็บปวดทั่วร่างกาย แต่ยังไม่ทันได้ร้องออกมา ชายหนุ่มก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขาชูฝ่ามือขวาขึ้นแล้วใช้เคล็ดวิชาใหม่ “เมฆามายา!” ปิศาจวิญญาณหยินเหมือนตกอยู่ในภวังค์ มันนั่งแน่นิ่งเหมือนหุ่นทันที “จงปลดปล่อยอายุขัยของชาวบ้านที่เจ้าสูบมา กลับคืนสู่พวกเขา” ชายหนุ่มสั่งราวกับเป็นผู้มีอำนาจ “ขอรับนายท่าน!” ปิศาจวิญญาณหยินตอบกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ใดใด มันวาดฝ่ามือเป็นอักขระโบราณ ก่อนใช้ฝ่ามือกระแทกที่หัวตัวเองด้วยความรุนแรง ไม่นานจุดแสงสีขาวมากมายราวกับหิ่งห้อยก็ลอยออกมา ก่อนพุ่งกระจายเหมือนรู้จุดหมายของตัวเอง “ดีมาก เจ้าก่อกรรมกับมนุษย์มามาก จงสำเร็จโทษตัวเองเสีย ข้าจะส่งวิญญาณเจ้าเข้าไปสู่การวัฏจักรของการเกิดใหม่ให้ ” ชายหนุ่มพูดกับปิศาจวิญญาณหยินอีกครั้ง “ขอรับนายท่าน!” ปิศาจวิญญาณหยินตอบกลับพลางรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่ามือ แล้วจู่โจมที่ศีรษะของตัวเองจนแตกกระจาย แล้วสิ้นใจทันที ชายหนุ่มเห็นดังนั้น ก็ใช้มือวาดอักขระเป็นวงกลมที่เบื้องหน้า กลายเป็นวงกลมแสงสวยงาม ไม่นานจุดแสงสีขาวก็ลอยออกมาจากร่างของปิศาจวิญญาณหยิน วงกลมอักขระนี้เปล่งแสงสว่างเป็นสีเงินดูดจุดแสงนั้นลอยเข้ามา เมื่อลอยผ่านวงกลมอักขระ จุดแสงนั้นก็กลายร่างเป็นวิญญาณของบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งที่มีร่างโปร่งแสง วิญญาณบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นมองหน้าชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มแล้วโค้งคารวะ ก่อนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ชายหนุ่มมองวิญญาณนั้นจนหายลับ ไม่นานร่างสูงโปร่งของเขาก็เปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นอาซานที่มีรูปร่างผอมตัวเล็กเช่นเดิม “ข้าสามารถใช้ร่างนั้นได้เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม ก็ถือว่านานขึ้นกว่าเดิม” อาซานพูดกับตัวเอง เขามองดูร่างของปิศาจวิญญาณหยินสักพักแล้วถอนหายใจ “อาซานเจ้าเสร็จธุระแล้วใช่หรือไม่?” เสียงชายชราดังขึ้นจากเบื้องหลัง เมื่ออาซานหันกลับไปเขาก็พบกับนักพรตชราและนักพรตสาวยืนอยู่ “อาจารย์ เม่ยหลิง!” อาซานคารวะนักพรตชราและทักทายนักพรตสาว “อาซานข้าเป็นห่วงเจ้ามาก บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?” นักพรตสาวรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของอาซานด้วยความห่วงใย “ข้า…ข้าไม่เป็นไร! อาจารย์ศิษย์จัดการปิศาจเรียบร้อยแล้ว พวก..พวกเราเดินทางกลับชนเผ่านิกายกันเถอะ” อาซานพูดตะกุกตะกักเช่นเดิม “ดี! พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้มาถึงสองปี วันนี้ได้ปราบปิศาจที่เป็นภัยร้ายได้ นับว่าไม่เสียเที่ยว” “เมื่อกลับไปถึงชนเผ่านิกายของเรา ข้าจะจัดการทำพิธีแต่งงานให้เจ้าทั้งสองคน เพื่อจะได้เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันต่อไป” นักพรตชราเอ่ยขึ้น พลางมองหนุ่มสาวทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม ..........................................