ยามค่ำคืนในหุบเขาหมื่นอสูรเงียบสงัดจนวังเวง สัตว์อสูรมากมายต่างเข้าสู่ที่หลบซ่อนตัวป้องกันผู้ล่ายามราตรี โดยเฉพาะสัตว์อสูรจำพวกอสรพิษทั้งหลายที่ชมชอบความมืดมิดแต่หวาดกลัวแสงสว่าง หลังจากอยู่ในเหวอสูรกว่าหนึ่งปีมู่เฉินเข้าใจกฏเกณฑ์ธรรมชาตินี้เป็นอย่างดี เขาจึงใช้ประโยชน์จากแสงของกองไฟเป็นเครื่องป้องกัน
มู่เฉินและเชียนเชียนนั่งกินมื้อค่ำอยู่คนละด้านของกองไฟ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนในหน้าเชียนเชียนเล็กน้อยระหว่างที่นางกำลังกินเนื้อย่างและเหลือบไปมองมู่เฉิน “เจ้าเองก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร? ข้ายังไม่รู้จักเจ้าเลย” นางทำลายความเงียบด้วยการเริ่มพูดก่อน “อู้เอิ๋น” เขาพูดขณะที่เนื้อยังเต็มปาก
“ข้าว่าเจ้าควรกลืนเนื้อก่อนจะตอบนะ” นางพูดพร้อมกับหัวเราะ
“ขอโทษด้วย ข้าชื่อมู่เฉิน” มู่เฉินกลืนเนื้อลงคอแล้วกล่าวตอบ “อ้อ มาจากตระกูลมู่เองรึ? งั้นก็ถือว่าเราเป็นสหายกันส่วนหนึ่ง ที่ผ่านมาตระกูลจี้กับตระกูลมู่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” นางพูดพร้อมกับรอยยิ้มใสซื่อ “ก็ไม่เชิงซะทีเดียว” มู่เฉินพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูด” นางเอียงคอถามด้วยความสงสัย “จะพูดอย่างไรดี ข้าแค่เคยเป็นคนตระกูลมู่ ตอนนี้...ข้าเป็นศัตรูกับตระกูลมู่แล้ว เจ้ายังคิดว่าเราเป็นสหายกันอีกหรือไม่?” เขาเช็ดปากแล้วพูดอย่างเฉยเมย “เอ๋...เพราะเหตุใด? เอิ่ม ข้าขอโทษ ข้าไม่ควรถามเรื่องส่วนตัวของเจ้า แต่ว่านะหากข้าจะคบสหายข้าไม่สนใจเรื่องเบื้องหลังของเขาหรอก” นางพูดอย่างไร้เดียงสา “แท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ข้าเพียงแค่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเท่านั้น” “เป็นเช่นนี้เอง พอออกจากตระกูลเจ้าจึงหลบเข้ามาที่หุบเขาหมื่นอสูรสินะ แต่ความสามารถเช่นเจ้าไม่น่าจะโดนขับไล่ได้ เจ้าสามารถเข้ากับตระกูลอื่นๆได้อย่างง่ายดาย” นางยังคงสงสัยที่เขาถูกขับไล่ออกจากตระกูล “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ตอนที่ข้าออกมาจากตระกูล ข้าเป็นเพียงคนอ่อนแอคนหนึ่ง ที่ไม่มีแม้แต่พลังยุทธ์” มู่เฉินกล่าาวขณะมองออกไปยังความมืดเบื้องหน้า ไฟโทสะพุ่งพล่านในดวงตาเขาอย่างชัดเจน “ไม่มีพลังยุทธ์? นี่เจ้าเข้ามาหุบเขาหมื่นอสูรตั้งแต่เมื่อใด? แล้วเจ้ารอดชีวิตได้เช่นไร?” ดวงตานางโตเป็นไข่ห่านเมื่อฟังเรื่องราวของมู่เฉิน “เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีมาแล้ว ข้าเองก็เกือบตายนับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็รอดมาได้” หน้าเขาหม่นหมองลงเมื่อนึกถึงความลำบากตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าคิดถึงเรื่องเหล่านั้น” นางพูดอย่างสลด “ไม่เป็นไร ขอแค่เจ้าเก็บไว้เป็นความลับก็พอ ว่าแต่เจ้าเถอะเป็นมายังไงถึงได้เดินทางเข้ามาที่นี่ ดูจากท่าทางเจ้าแล้ว นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ออกจากตระกูล” มู่เฉินเปลี่ยนประเด็นพูดคุย “ถูกของเจ้า ข้าแอบหนีออกมา เมื่อเดือนก่อนตระกูลมู่ติดต่อมายังตระกูลข้าเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการสมรส ท่านพ่อต้องการให้ข้าแต่งงานกับคนผู้หนึ่งของตระกูลมู่ แต่ข้าไม่ต้องการข้าจึงขอเลื่อนไปอีกสามปีโดยให้เหตุผลว่าจะไปสมัครเป็นศิษย์สำนักหลินกวง” นางใช้กิ่งไม้เขี่ยถ่านในกองไฟพด้วยใบหน้าหมองหม่น “แต่...ท่านพ่อไม่เห็นด้วย ท่านจึงตั้งเงื่อนไขว่าหากข้าสร้างกระบี่จันทราเงินสำเร็จก่อนการคัดเลือกศิษย์สำนักหลินกวงจะยอมยืดเวลาการออกไปอีกสามปี” “นั่นจึงเป็นเหตุผลที่จี้ฟางกล้าพาเจ้ามาที่แห่งนี้รึ? ข้ามองเพียงเสี้ยวเดียวก็ทราบว่าเขาสนใจเจ้าไม่น้อย” มู่เฉินพูดคาดเดาเหตุการณ์ “ไม่ใช่เช่นนั้น เรื่องการแต่งงานไม่มีผู้ใดทราบ ศิษย์พี่ทราบเพียงว่าข้าต้องการหลอมกระบี่จันทราเงินเท่านั้น” “อืม แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป?” มู่เฉินถามต่อ “หลังจากทุกคนกลับตระกูลแล้ว...ข้าจะกลับมาอีกรอบ” นางพูดด้วยความมุ่งมั่น “เอาไปสิ มันไม่ได้จำเป็นกับข้า” มู่เฉินยื่นเขี้ยวสีเงินให้กับนาง นางเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับน้ำตาที่ซึมออกมา ในมือมู่เฉินมีเขี้ยวสีเงินสี่ชิ้น “เจ้าจะให้ข้ารึ?” นางมองมู่เฉินด้วยความตื้นตัน “เอาไปเถอะ ข้าพูดแล้วว่าจะแลกมันกับข้อมูลเรื่องสำนักหลินกวง ข้าไม่ใช่คนที่ผิดคำพูด” เขายัดเขี้ยวเงินทั้งหมดลงในมือนาง “มันเยอะเกินไป ข้าต้องการเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น” นางพยายามจะส่งคืนที่เหลือให้กับเขา “ชิ้นเดียว? แล้วหากการหลอมครั้งแรกล้มเหลว จะทำเช่นไร? เอาไปทั้งหมดนี่แหละ อยู่กับข้ามันก็ไร้ประโยชน์” เขี้ยวของหมีเขี้ยวเงินไม่มีประโยชน์? แม้แต่เด็กยังทราบถึงมูลค่าของมัน หากนำไปขายจะต้องได้ราคาอย่างน้อยหนึ่งหมื่นหินปราณต่อหนึ่งเขี้ยว นางจะเชื่อที่เขาพูดได้อย่างไร? สิ่งเดียวที่นางคิดได้คือเขาจงใจทำเป็นไม่รู้แล้วมอบมันให้กับนางเท่านั้น มุมมองที่นางมองมู่เฉินดีขึ้นอย่างมาก นอกจากเขาจะไม่สังหารศิษย์พี่ของนาง เขายังมอบเขี้ยวเงินให้กับนางอีกด้วย แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือมู่เฉินไม่ได้โกหกนาง เขาไม่รู้มูลค่าของเขี้ยวเงินโดยแท้จริง ‘เจ้างั่ง’ เสียงหลินเยว่พูดด้วยความโมโห แต่มู่เฉินไม่สนใจแม้แต่น้อย “ขอบคุณเจ้ามาก สักวันข้าจะต้องตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน” นางพูดอย่างแน่วแน่ “ใครคือคนที่เจ้าต้องแต่งงานด้วย?” เขาไม่สนใจท่าทีของนาง ตอนนี้สิ่งที่เขาอยากรู้คือใครที่ทำให้ตระกูลมู่ถึงกับยื่นข้อเสนอแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ให้แก่ตระกูลจี้ “เขาชื่อมู่เสียน ข้าเคยพบเขาแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขามากนัก เจ้ารู้จักเขาหรือไม่?” นางถามกลับ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นมันนั่นเอง มิหน้าล่ะตาแก่มู่เจี้ยนถึงได้เสนองานแต่งงานออกมา” มู่เฉินหัวเราะด้วยความเคียดแค้น “ข้าย่อมรู้จัก รู้จักเป็นอย่างดี เพราะมันเป็นคนที่ทำให้ข้าถูกขับไล่ออกจากตระกูล” มู่เฉินพูดต่อ เชียนเชียนตกตะลึงกับคำพูดของเขา เขาถูกขับไล่ออกจากตระกูลเพราะมู่เสียนคนนี้เอง “เจ้าจะไม่มีวันได้แต่งกับมันอย่างแน่นอน เพราะมันจะต้องตายในไม่ช้านี้” มู่เฉินคำรามรอดไรฟันออกมา ท่าทางของเขาทำให้เชียนเชียนตกใจเป็นอย่างมาก “เรื่องภายในตระกูลของเจ้า ข้าคงไม่อาจแสดงความคิดเห็นได้ สำหรับเรื่องนี้พอแค่นี้ดีกว่า ข้าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับการรับสมัครศิษย์ของสำนักหลินกวงให้เจ้าฟัง” เชียนเชียนรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีเมื่อเห็นท่าทีอันน่ากลัวของมู่เฉิน เชียนเชียนเล่าทุกรายละเอียดที่นางรู้เกี่ยวกับสำนักหลินกวง จากนั้นมู่เฉินขอให้นางเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลมู่ แม้นางจะไม่เต็มใจนักแต่นางก็เล่าทุกอย่างเท่าที่นางรู้ การเล่ากินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามในที่สุดมู่เฉินก็รับรู้เรื่องราวมากเพียงพอ “ขอบคุณเจ้ามากสำหรับข้อมูลเหล่านี้ เจ้าพักผ่อนเถอะข้าเองก็จะพักผ่อนเช่นกัน” พูดจบเขาก็หันกายจากไปแล้วล้มตัวนอนใต้ต้นไม้ที่ห่างออกไปเล็กน้อย เชียนเชียนนอนไม่หลับเพราะเป็นครั้งแรกที่นางต้องนอนกลางป่าเขาเช่นนี้ นางพลิกตัวหันไปมองมู่เฉินที่นอนอยู่ไม่ไกลนัก ภาพที่เห็นทำให้คิ้วนางขมวดทันที พลังฟ้าดินรอบด้านถูกเขาดูดซับอย่างต่อเนื่อง ‘ชายคนนี้บอกจะนอนแต่กลับไปหลบฝึกยุทธ์ ไม่แปลกใจเลยที่แข็งแกร่งเช่นนี้’ นีคือสิ่งที่นางคิดแต่นางหารู้ไม่ว่าตอนนี้ชายคนที่นางกำลังมองอยู่ เขาหลับไปแล้วอย่างแท้จริง “ศิษย์น้องเชียนเชียน ตื่นได้แล้ว” เสียงของจี้ฟางปลุกเชียนเชียนที่กำลังนอนหลับให้ตื่นขึ้นมา “ศิษย์พี่ ท่านฟื้นแล้ว?” นางยังคงอยู่ในอาการงงงวย นางพึ่งจะหลับก่อนรุ่งสางไม่นานทำให้ยังคงอยู่ในอาการง่วง “พวกเราฟื้นแล้ว เจ้านั่นมันอยู่ที่ใด? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหลังจากพวกเราหมดสติไป มันทำร้ายเจ้าหรือไม่?” จี้ฟางถามด้วยท่าทีร้อนรน “เขานอนอยู่ตรงนั้น เอ๊ะ...หายไปไหนแล้ว” นางชี้ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งแต่แล้วสายตานางกลับไม่พบสิ่งใด “หมายความว่าอย่าไร? ตั้งแต่พวกเราตื่นมาที่ตรงนั้นไม่ได้มีผู้ใดอยู่” จี้ฟางถามด้วยความสงสัย “เขาคงจะจากไปแล้ว” นางพูดอย่างเหม่อลอยพร้อมกับมองไปรอบด้าน “เกิดสิ่งใดขึ้น เล่าให้ข้าฟังก่อน” จี้ฟางเร่งเร้าทันที เชียนเชียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทั้งสามฟังคร่าวๆโดยตัดส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัวของมู่เฉินออก หลังจากทราบเรื่องราวทั้งสามคนถึงกับพูดไม่ออก ไม่สังหารพวกเขาและยังมอบเขี้ยวเงินให้กับเชียนเชียนอีกด้วย หรือว่าคนผู้นี้ตกหลุมรักเชียนเชียนแล้ว “คนผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ หากพบเจอมันอีกครั้งเจ้าต้องหลีกห่าง เมื่อกลับไปยังตระกูลข้าจะวานผู้อาวุโสให้ตามหามัน จากนั้นค่อยเค้นเรื่องราวทีหลัง” แววตาจี้ฟางเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เขาเสียท่าต่อหน้าเชียนเชียนเพราะมู่เฉินผู้นี้จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร? “ท่านห้ามทำเช่นนั้น เขาละเว้นชีวิตพวกท่านและยังช่วยเหลือข้า นอกจากจะไม่ขอบคุณ ท่านกลับคิดแก้แค้นเช่นนั้นรึ?” นางพูดด้วยความโมโห ทั้งสามคนต่างตะลึงงัน ที่ผ่านมาเชียนเชียนเชื่อฟังพวกเขามาโดยตลอด ครั้งนี้กลับเปลี่ยนไปเพราะคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ก่อนที่ทั้งสามจะตอบกลับ เชียนเชียนลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะตามชุดและเดินนำออกไปทันที ทั้งสี่คนเดินลับหายไปในแนวป่าโดยไม่รู้เลยว่าหลังจากพวกเขาจากไปมีร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ คนผู้นี้คือมู่เฉินนั่นเอง “ถือว่านางพอคบหาเป็นสหายได้” เขาพูดพึมพำอย่างพอใจ มู่เฉินตื่นก่อนคนทั้งสี่ เขาแอบหลบอยู่ที่พุ่มไม้ด้านข้างเพื่อรอฟังสิ่งที่ทั้งสี่สนทนากันหลังจากเขาจากไป การที่เขาเปิดเผยเรื่องส่วนตัวต่อเชียนเชียนล้วนเป็นแผนทั้งสิ้น เขาต้องการทราบความจริงใจของนาง หากว่านางเปิดเผยความลับของเขา เขาจะสังหารทั้งสี่ทันที ‘คบหาเป็นสหายหรือคนรักกันแน่?’ เสียงหยอกล้อดังขึ้นในหัวมู่เฉิน ‘เหลวไหล ข้ายังไม่รู้จักนางดีด้วยซ้ำ เลิกคุยไร้สาระดีกว่า คงได้เวลากลับตระกูลมู่แล้ว’ เขารีบเปลี่ยนประเด็นพูดคุย ‘ฮึ เปลี่ยนเรื่องเก่งนัก’ นางตอบอย่างไม่สบอารมณ์ มู่เฉินใช้เวลาสองชั่วยามในการเดินทางออกจากหุบเขา เขาซ่อนตัวเพื่อเข้าพื้นที่ของตระกูล หากมีคนในตระกูลพบเขา เรื่องคงถึงหูมู่หยางและมู่เจี้ยนอย่างรวดเร็ว มู่เฉินตรงไปยังกระท่อมไม้ไผ่ แต่มันไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไปแล้ว มันถูกรื้อถอน พื้นที่โดยรอบถูกขุดค้นเละเทะ คงเป็นฝีมือของมู้เจียนกับมู่หยางอย่างแน่นอน เขาเปลี่ยนทิศทางในทันที ทางที่เขามุ่งไปคือที่พักของรุ่นเยาว์ในตระกูล ตอนนี้คนที่เขาอยากพบในที่แห่งนี้มีเพียงสองคนคือพี่น้องมู่หานกับหลิงเอ๋อ หลิงเอ๋อกำลังนั่งฝึกยุทธ์ในห้องอย่างเงียบงัน ตั้งแต่มู่เฉินหายตัวไปนางเลิกสนใจเรื่องราวภายในตระกูล นางมักหลบซ่อนตัวฝึกยุทธ์เพียงลำพังและคนที่นางยอมให้พบมีเพียงบิดากับพี่ชายนางเท่านั้น แกร๊ก แกร็ก!!! ปรากฏเสียงหินกระทบหน้าต่างห้องนางเบาๆสองครั้ง คิ้วทั้งสองของนางขมวดเข้าหากันทันที ใครมารบกวนนางในเวลานี้ นางเดินไปหลังห้องและเปิดหน้าต่างออก ทันใดนั้นเองใบหน้าที่สงบนิ่งตลอดมาปรากฏรอยยิ้มที่ไม่อาจปิดบัง น้ำตาแห่งความปิติใหลอาบท่วมใบหน้าของนางโดยไม่อาจควบคุม “ท่าน...ท่านกลับมาแล้ว” นางพูดอย่างยากลำบาก “ไว้ค่อยคุยกัน ให้ข้าเข้าไปข้างในก่อน” มู่เฉินพูดตัดพร้อมกับกระโดดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว “ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านหายไปที่ใดมา เอ๊ะ เหตุใดท่านมีพลังปราณหนาแน่นนัก?” ตอนแรกนางตกอยู่ในอาการตื่นตะลึงไม่ได้สังเกตถึงปราณในร่างของมู่เฉิน แต่เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลงนางจึงสัมผัสถึงมันได้และที่ทำให้นางแปลกใจมากขึ้นคือนางไม่สามารถตรวจระดับพลังของเขาได้เลย ซึ่งหมายความว่าเขามีระดับพลังที่สูงกว่านาง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าโตขึ้นเยอะเลยและยังบรรลุกำเนิดขั้นหกได้ในเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น” มู่เฉินชมนางด้วยความจริงใจ “ท่านมีพลังยุทธ์? เป็นไปได้อย่างไรและดูเหมือนว่าจะระดับสูงกว่าข้าด้วย” นางยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย “เจ้าพูดถูกแล้ว ตอนนี้ข้าอยู่ระดับเจ็ด บางทีศิลาฟ้าดินอาจจะผิดพลาดในวันนั้น” เขาตอบกลบเกลื่อน หลิงเอ๋อมองเขาอย่างสงสัย แม้จะรู้ว่าเขามีบางอย่างที่ปิดบังอยู่แต่นางก็ไม่ได้ซักถามต่อ สำหรับนางเพียงแค่เห็นเขาปลอดภัยถือเป็นข่าวดีที่สุดแล้ว ทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องราวที่ผ่านมา มันกินเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม มู่เฉินเล่าเหตุการณ์อย่างคร่าวๆ ว่าเขาหลบซ่อนตัวฝึกยุทธ์ที่หุบเขาอสูรตลอดหนึ่งปี เขาเลือกที่จะไม่บอกเกี่ยวกับเรื่องของเหวอสูรและดินแดนที่เขาได้ไปมา เพรามันมีมีประโยชน์ใดกับนาง “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะขอให้เจ้าช่วย” หลังจากพูดคุยกันอย่างยาวนานมู่เฉินชิงพูดตัดบทก่อน “ท่านต้องการสิ่งใด?” “ข้าไม่ได้ดื่มมาหนึ่งปีแล้ว เจ้าช่วยหามันมาให้ข้าได้หรือไม่?” เขาพูดอย่างเก้อเขิน “ฮี่ ฮี่ ฮี่ ท่านไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ยังเป็นปีศาจสุราเช่นเดิม ข้าจะหามันมาให้ท่านและข้าจะไปตามพี่หานมาด้วย เขาต้องดีใจมากอย่างแน่นอนเมื่อรู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่” นางพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมเตรียมจะจากไป “เดี๋ยวก่อน เจ้าเอานี้ไปด้วย ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องเสียสละยาวิญญาณอีกแล้ว” เขาพูดพร้อมกับยื่นโสมวิญญาณพันปีให้กับนางหนึ่งต้น “โสมวิญญาณพันปี? ท่านได้มันมาอย่างไร ข้ารับไม่ได้มันมีค่ามากเกินไป” นางจับโสมวิญญาณพร้อมกับมือสั่นเล็กน้อย “รับไปเถอะ ข้ายังมีอีกเยอะ หากเจ้าต้องการข้าสามารถเอามาให้เจ้าได้อีกมากมาย” เขาพูดพร้อมกับเปิดกระเป๋าผ้าให้นางดู ในกระเป๋าผ้ามีโสมวิญญาณพันปีอีกเก้าต้น โสมวิญญาณหมื่นปีอีกสามต้นและสมุนไพรที่นางไม่รู้จักอีกสองต้น “ท่าน ท่านมีมันมากมายเพียงนี้? ได้ข้าจะรับมัน รับรองว่าท่านจะได้สุราที่ดีที่สุดแน่นอน” นางเก็บโสมเข้ากระเป๋าและเดินจากไปทันที เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม มู่เฉินนั่งฝึกยุทธ์อยู่ที่พื้นลืมตาขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงปราณของมู่หานกับหลิงเอ๋อเดินกลับมาที่ห้องอย่างเร่งรีบ ทันทีที่ประตูเปิดออก มู่หานพุ่งเข้ามาสวมกอดมู่เฉินอย่างรวดเร็ว หลิงเอ๋ออมยิ้ม นางปิดประตูและเดินตามเข้ามาภายหลัง “น้องชาย ช่างวิเศษนักที่เจ้าปลอดภัยกลับมาได้ ข้าฟังเรื่องของเจ้ามาหมดแล้วจากหลิงเอ๋อ ดังนั้นตอนนี้เรามาดื่มกันเถอะ วันนี้ไม่เมาไม่เลิกลา ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่หานพูดด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองดื่มด่ำสุราอย่างเป็นสุข ภาพในอดีตทั้งดีทั้งร้ายผุดขึ้นมากมาย ผ่านไปเพียงไม่นานใบหน้าทั้งสองก็แดงเป็นลูกตำลึงเสียแล้ว