แสงโพล้เพล้อมส้มที่ปลายฟ้าบ่งบอกเวลาใกล้ค่ำ หลังองค์แดริสเสด็จกลับไปแล้ว ท่านแม่ทัพหลวงก็แบ่งทหารเท่าที่เหลืออยู่ออกค้นหาหลายเส้นทาง หนึ่งในนั้นคือชามีที่ขอทหารรับใช้และทหารเวรยามมาเพียงอย่างละคน แม้จะออกค้นหากันทั้งวันแต่ก็ยังไม่มีคนกลุ่มไหนส่งสัญญาณเลยว่าพบตัวท่านหญิงเข้าแล้ว
“น้ำดื่มขอรับ”
ทหารรับใช้ซึ่งเป็นผู้พกกระเป๋าสัมภาระมาส่งยื่นถุงหนังบรรจุน้ำดื่มให้กับทุกคน ทั้งสามออกค้นหาในป่านอกเมืองทางทิศใต้กันมาทั้งวัน พักกินมื้อกลางวันกันไปหนึ่งรอบ และเพิ่งจะพักเป็นหนที่สองในตอนนี้เอง
“ท่านชามี งานทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์นี่เป็นอย่างไรบ้างหรือขอรับ”
ชามีหันไปมองทหารรับใช้ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดจ้องมองเขาเฝ้ารอคำถามด้วยความอยากรู้ เจ้าของชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินต่างจากสีดำของคนอื่นมองทหารรุ่นน้องอย่างเข้าอกเข้าใจ เขาเองก็เคยมีแววตาแบบนั้น แม้แต่ทหารในวังหลวงด้วยกันเองยังมองพวกเขาด้วยสายตาชื่นชมปนอิจฉา นับประสาอะไรกับทหารรับใช้ต่างเมืองแบบนี้ที่คงอยากรู้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร
“ก็เหมือนงานคนอื่นทั่วไปนั่นแหละ มีทั้งเรื่องสนุกเรื่องน่าเบื่อปนๆ กันไป”
“ต้องเก่งแค่ไหนกันหรือขอรับถึงจะเข้ากองนี้ได้ ตอนเปิดสอบคัดเลือกครั้งล่าสุด ที่เมืองของข้าก็คัดเลือกส่งตัวแทนไป ข้าเองก็สมัครแต่ตกรอบไปก่อน แต่ตัวแทนของเมืองเราสุดท้ายก็เหมือนจะไม่ผ่านเหมือนกัน ข้าว่าเขาก็เก่งสุดๆ แล้วนะ”
ชามีอมยิ้มให้ทหารรุ่นน้องทั้งสอง ก่อนจะตอบเท่าที่ขอบเขตจะเอื้ออำนวย
“คนที่สอบผ่านบางคนก็ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ฝ่าบาททรงเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดต่างหาก แต่แน่นอนว่าการจะเหมาะสมได้นั้นพวกเราก็ต้องมีฝีมืออยู่ในเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของกองทหารมหาดเล็กฯ นี้ด้วย”
“อ้าว...ทำไมล่ะขอรับ ข้านึกว่าผู้ที่คอยอารักขาฝ่าบาทต้องเป็นยอดฝีมืออันดับแรกๆ ของอาณาจักรเสียอีก”
“ต่อให้เจ้าเก่งที่สุด แต่เป็นพวกเก็บความลับไม่อยู่ให้ตายยังไงก็สอบตก ต่อให้เจ้าเก่งที่สุด แต่ทนกับเรื่องน่าเบื่อบางอย่างไม่ได้เจ้าก็ไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่สุด หรือต่อให้เจ้าไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่มีทุกข้อคุณสมบัติครบเจ้าก็อาจจะสอบผ่าน ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นทหารองครักษ์ แต่งานของพวกเราก็ไม่ได้มีแค่การอารักขาฝ่าบาทหรอกนะ มีตั้งแต่ชงชาจัดเอกสารทำความสะอาดทำกับข้าวยันไปถึงเอาชีวิตศัตรู สรุปคือเจ้าต้องทำทุกอย่างที่พระองค์รับสั่งให้ได้นั่นแหละไม่ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”
สองทหารยศต่ำกว่านิ่งฟังด้วยใบหน้าอึ้งทึ่ง จนกระทั่งชามีลุกขึ้นยืนบิดซ้ายขวาขยับร่างกายเพื่อเตรียมตัวทำงานต่อ ทั้งสองจึงลุกขึ้นมาเตรียมตัวด้วย แต่ก็ยังไม่วายมีคำถามอยากรู้อยากเห็นตามมาอีก
“แล้วอย่างนี้ฝ่าบาทจะทราบได้อย่างไรกันขอรับว่าใครคนไหนเป็นคนที่พระองค์ต้องการจริงๆ”
“ฝ่าบาทของเราทรงเก่งกาจที่สุดในเรื่องการมองคน และการสอบเข้าของกองนี้ก็ไม่เคยเหมือนกันเลยสักครั้ง ถึงจะมีสอบสัมภาษณ์ทุกครั้งแต่คำถามก็แทบไม่ซ้ำกันเลยสักข้อ เพื่อนข้าคนหนึ่งในกองเคยต้องสอบข้อเขียนวิชาการด้วยซ้ำ บางคนก็ได้เข้ากองเพราะเป็นเลิศเรื่องอาวุธระยะไกล บางคนก็ครบเครื่องเหลือเกิน แล้วแต่ว่าในตอนนั้นพระองค์ต้องการคนแบบไหนเข้ากองล่ะนะ”
“ได้ยินแบบนี้แล้วข้าเตรียมตัวไม่ถูกเลยขอรับ ข้าเคยนึกฝันอยากจะเป็นแบบท่าน แต่ยิ่งฟังแล้วยิ่งเลือนรางเหลือเกิน”
ชามีอมยิ้มอีกครั้งเมื่อได้ฟัง ตบบ่าทหารเวรยามวัยยี่สิบสองผู้เหมือนจะถอดใจไปแล้ว
“เป็นตัวของเจ้าเองนั่นแหละ ถนัดอะไรก็ฝึกฝนสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ต่อให้อาจไปไม่ถึงสิ่งที่ต้องการ แต่มันจะมีประโยชน์กับเจ้าอย่างแน่นอน”
“ว่าแต่...แล้วตอนท่านชามีสอบเข้ากองนี้ ท่านต้องสอบอะไรบ้างหรือขอรับ” กลับมาเป็นเด็กหนุ่มทหารรับใช้ที่ถามต่อ
“อ๋อ ข้าน่ะหรือ รอบของข้านี่ง่ายหน่อย คงง่ายที่สุดเท่าที่มีสอบแล้วล่ะมั้ง บังเอิญว่าทหารรุ่นพี่ในกองที่ลาออกไปเป็นคนที่มีฝีมือดีที่สุดในกองตอนนั้น การสอบก็เลยมีแค่การประลองอภิมหาโหด หนึ่งคนที่ชนะเลิศก็เข้ากองได้เลย เอาล่ะๆ พักกันพอแล้วไปกันต่อเถอะ”
ทหารรุ่นน้องยังอ้าปากค้างในระหว่างประเมินฝีมือที่แท้จริงของคนคนนี้ แต่เมื่อหัวหน้ากลุ่มเริ่มเคลื่อนไหว ผู้ติดตามก็ก้าวขาตามไปในทันที ทั้งสามยังคงมุ่งลงใต้ทางใต้ไปอีกระยะ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางที่ชามีตั้งไว้
ก่อนเริ่มเดินเข้ามาหาในป่า ชามีเริ่มต้นด้วยการปีนขึ้นยอดต้นไม้ขึ้นไปสังเกตการณ์คร่าวๆ แต่เพราะป่าในแถบนี้เป็นป่ารกชัฏ ต้นไม้ต้นแรกจึงยังไม่สูงพอที่จะมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจน เมื่อเดินเข้าป่าเขาก็ปีนต้นไม้อีกเรื่อยๆ เพื่อมองหาจุดที่น่าสงสัยและต้นไม้ต้นต่อไปที่สูงกว่า และเล็งเห็นได้ว่าต้นไม้ที่เล็งไว้ต้นนี้น่าจะสูงที่สุดในป่าแถบนี้แล้ว
ชามีปีนขึ้นต้นไม้ หนนี้ลูกมือทั้งสองก็ปีนตามขึ้นมาด้วย เมื่อขึ้นมาถึงยอดได้ตะวันก็ตกดินเรียบร้อยแล้ว ความมืดทำให้เขามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดีนัก มิหนำซ้ำบริเวนป่าโดยรอบในระยะสายตาของเขายังไม่เห็นมีการก่อกองไฟที่จุดไหน เห็นทีคงต้องรอดูอาการก่อนสักระยะ
“เอาล่ะ ทุกคนแบ่งเสบียงกับน้ำดื่มที่เหลือส่วนของใครของมันพกติดตัวกันไว้เอง คืนนี้เราจะพักแรมกันที่นี่ ฟ้าสางค่อยว่ากันใหม่ ข้าจะนอนตรงนี้แหละ”
“หา! ท่านจะนอนบนยอดต้นไม้นี่หรือขอรับ”
“ใครกลัวตกลงไปคอหักตายก็ลงไปนอนข้างล่างซะ แต่ถ้าโดนสัตว์อะไรมาฉกไปข้าก็คงลงไปช่วยพวกเจ้าไม่ทันหรอกนะ ถ้าอยากนอนข้างบนก็หาเชือกผูกตัวเองกับต้นไม้ก่อนนอน อ่อ ผูกให้แน่นดีๆ ล่ะ ไม่งั้นเกิดดิ้นตกลงไปเดี๋ยวเชือกจะไหลมาอยู่ที่คอกลายเป็นฆ่าตัวตายไปแทน”
ผู้ติดตามทั้งสองรับคำแบบอิดออด หลังแบ่งเสบียงและจัดหาที่ทางของตัวเองตามกิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ได้แล้ว เหล่าทหารก็เริ่มพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้ค้นหาต่อในวันพรุ่งนี้
ชามียังคงตาสว่าง เขาคอยสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบอยู่เป็นระยะ หากฟ้าสางเมื่อไรที่ตรงนี้คงมองเห็นได้แทบทุกอย่างในป่าไปจรดเขตตัวเมืองลิบๆ ได้เลยทีเดียว อากาศไม่ได้หนาวนัก ทุกคนในหน่วยค้นหามีเสบียงและน้ำติดตัวมาอยู่แล้ว ระบบการค้นหาตามที่ประชุมกันไว้คือจะไม่มีการจุดกองไฟจนกว่าจะมีการค้นพบตัวท่านหญิง เพราะมันอาจทำให้เกิดการไขว้เขวให้กลุ่มอื่นไปกองรวมกันจนออกนอกเส้นทางค้นหาของตัวเองได้
ในอาณาเขตป่าทิศใต้นี้มีหน่วยย่อยออกค้นหาอยู่ห้าหน่วย หากจุดใดจะมีกองไฟก่อขึ้น จุดนั้นจะกลายเป็นที่ต้องสงสัยแน่นอน ทว่าโดยรอบป่ามีเพียงความมืดราวกับไม่มีมนุษย์คนอื่นอีกแล้วนอกจากพวกเขา ชามีหลับตาถอนใจ ได้แต่หวังว่านางคงจะไม่ได้ถูกจับมาที่นี่
จีโอเรียรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง สองพี่น้องคงจะกลับมาจากไปเคารพหลุมศพบิดามารดาของพวกเขาแล้ว เนื่องจากเมื่อคืนนางแทบไม่ได้พัก หลังจากที่กินอาหารไปเล็กน้อยแล้วหญิงสาวจึงผล็อยหลับไปในที่สุด
“ดูเหมือนนางจะหลับแล้วค่ะ”
ในทีแรกหญิงสาวคิดว่าจะลุกขึ้นมาทักทายซิลวี่สักหน่อย แต่เมื่อได้ยินประโยคนั้นทำให้รู้ว่าพี่ชายของนางคงจะอยู่ด้วยแน่ๆ จีโอเรียขี้เกียจหาทางบ่ายเบี่ยงคำพูดของซิลวี่ที่พยายามจะยกพี่ชายให้นางเหลือเกิน ท่านหญิงผู้ตกยากจึงแกล้งหลับต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะสนทนากัน
“จีโอเรีย...” เสียงของซิลวี่เอ่ยกระซิบอยู่ที่ข้างตัวหญิงสาวเบาๆ เมื่อจีโอเรียไม่ขยับสักพัก จนท้ายก็ดูเหมือนสองพี่น้องจะล่าถอยออกจากห้องแล้วปิดประตูไป
หญิงสาวลืมตาลุกขึ้นมา ภายในห้องมีแสงจากเทียนเล่มเล็กๆ ที่จุดไว้บนโต๊ะ ซิลวี่คงจะจุดไว้ให้นางนั่นเอง ท่านหญิงได้เพียงอมยิ้มมองแสงเทียนอย่างเลื่อนลอย แม้จะรู้สึกผิดที่พวกเขาช่างเอาใจใส่นางทั้งที่ไม่รู้ว่านางเป็นใคร แต่การถูกช่วยเหลือไว้ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องให้ตัวถวายใจกับผู้มีพระคุณสักหน่อย การตอบแทนบุญคุณมีได้หลายแบบ นางคงจะหาวิธีตอบแทนพวกเขาได้สักทางแน่ๆ
ว่าแต่... อยู่ๆ หญิงสาวก็เพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างประหลาด สองพี่น้องคู่นี้ไม่รู้จักนางจริงๆ หรือ?
นางมาอยู่ที่เมืองนี้ก็หลายวันแล้ว ไม่ได้มาเงียบๆ เสียด้วยเพราะนางมาพร้อมกับคณะเสด็จของฝ่าบาท จีโอเรียจัดปราศรัยเรื่องโรงเรียนสตรีที่ตัวเมืองใหญ่ และตามหมู่บ้านโดยรอบจนครบทั้งหมด ได้เข้าพบปะกับพวกภรรยาและบุตรสาวขุนนางและเศรษฐีแทบทุกบ้านเท่าที่ในเมืองจะมีอยู่ สองพี่น้องนั้นดูไม่ได้เป็นชาวบ้านทั่วไปฐานะยากจนเลย เสื้อผ้าข้าวของที่ใช้ซึ่งเห็นมาคร่าวๆ รวมถึงรถม้าของพวกเขานั้นดูจะเป็นสิ่งของมีระดับราคาอยู่เอาการ นางไม่คุ้นหน้าพวกเขาอาจไม่แปลก แต่พวกเขาจะไม่รู้จักนางเลยจริงๆ หรือ?
“เดี๋ยวค่ะนายท่าน”
เสียงของซิลวี่แว่วเข้ามาเบาๆ จีโอเรียหันไปมองที่ประตูอย่างแปลกใจ นายท่านที่ไหนกัน
“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ข้ารู้ว่านายท่านพอใจนางมาก แต่ค่อยๆ ทำตามแผนดีกว่านะคะ ไม่งั้นจะเสียงานใหญ่หมด ต่อให้เราล้มเหลวเราก็ยังพาตัวนางไปส่งคืนได้โดยไม่มีความผิด เพราะเราทำให้นางเชื่อแล้วว่าเราช่วยชีวิตนางไว้”
จีโอเรียยกมือปิดปาก สิ่งที่นางได้ยินนี้มันคืออะไรกัน เสียงของซิลวี่เบาลงไปอีกราวกับพูดอย่างระมัดระวัง จีโอเรีย กลั้นใจค่อยๆ ย่องเอาหูแนบผนังเพื่อฟังต่อในทันที
“วันนี้อากาศค่อนข้างเย็น นางไม่มีผ้าห่มตื่นมาพรุ่งนี้นางอาจจะมีไข้ ข้าจะผสมฝิ่นให้นางพร้อมกับยา รอเวลาฝิ่นออกฤทธิ์ไม่นาน นางก็จะสมยอมกับนายท่านเอง อย่าทำให้นางมีภาพติดตาว่านายท่านขืนใจนางเลยค่ะ มันอาจทำให้นางสับสนจนเป็นปัญหาภายหลังได้ เราต้องทำให้นางติดฝิ่นเสียก่อน เมื่อนางร้องหายาเราก็เริ่มทำข้อตกลงกับนางได้ นายท่านก็จะได้แต่งงานกับนางโดยที่นางเต็มใจ ต่อจากนี้ไปเราพูดอะไรนางก็เชื่อทั้งนั้น ฤทธิ์ลงแดงนั้นรุนแรงมาก นางไม่กล้าบอกความจริงกับพ่อของนางแน่ หากเราต่อรองว่าจะไม่ให้ฝิ่นกับนางอีก”
“ข้ารู้ แต่ทำไมเราไม่ทำตามแผนที่จะผสมยาให้นางตั้งแต่วันนี้เลย ยิ่งนานไปยิ่งเสียเวลา ถ้าพวกทหารมาเจอเราก่อนจะทำยังไง”
“ข้าเปลี่ยนใจเพราะนางหัวดื้อกว่าที่คิดค่ะ จากที่คุยแล้วนางไม่คิดจะแต่งงานเลยด้วยซ้ำ เราค่อยๆ สร้างความไว้ใจกับนาง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแล้วค่อยๆ กล่อมนางตอนที่นางเคลิ้มกับฤทธิ์ฝิ่นดีกว่า”
“แต่คืนนี้ข้าตั้งใจจะมาทำให้นางเป็นของข้าแล้ว”
“น่านะ... ใจเย็นนะคะนายท่าน คืนนี้อยู่กับข้าไปก่อนนะ นอกจากว่านายท่านจะเบื่อข้าแล้ว”
“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง ต่อให้ข้าได้เป็นเขยเฟรนด์สเกลแล้ว เจ้าก็ต้องติดตามข้าไปทุกที่นะ”
“ข้าจะอยู่ทุกที่ที่มีนายท่านค่ะ”
เสียงพูดคุยเงียบลงไป ทั้งสองคงอยู่ห้องนอนด้านข้างที่ติดกันนี่เอง ไม่นานจากนั้นเสียงกระเส่าอย่างต่อเนื่องของหญิงสาวก็ดังขึ้นผสมกับเสียงครางของชายหนุ่ม แม้ไม่เห็นภาพ แต่จีโอเรียก็รู้ชัดว่าทั้งสองคนกำลังทำอะไร
ท่านหญิงแห่งเฟรนด์สเกลนิ่งงันไป หันซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เมื่อลองเปิดประตูอย่างระวังเพราะกลัวทั้งสองจะรู้ตัวแต่ประตูกลับเปิดไม่ออก มันเหมือนถูกลงกลอนไว้จากข้างนอกเสียแล้ว นางต้องหนีไปจากที่นี่ ไปจากสองพี่น้องปลอมๆ นี้ให้ได้ ต่อให้หนีไม่ได้นางก็ต้องหาทางถ่วงเวลาพวกเขาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ที่เหลือก็คงต้องภาวนาให้ท่านพ่อตามหานางพบโดยเร็ว...
---------------------------------------สวัสดีค่า เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้มาอัพเดทต่อนานมว๊ากกกกกกกกกกกกกต้องกราบขออภัยจริงๆ แง T^Tตอนนี้งานด่วนที่ใหญ่มว๊ากกก ที่เคยบอกไว้ว่าต้องหายไปทำก่อนอย่างเร่งด่วน ก็คลี่คลายลงไปได้เปราะหนึ่งแล้ว จากนี้ไปจะได้เริ่มกลับมาปั่นเล่มพิเศษนี้ให้เสร็จซะทีค่า + เรื่องใหม่ที่ขึ้นตอน 1 ไว้แต่ยังไม่ได้มาอัพต่อ จากนี้จะทยอยลงตอนพิเศษเรื่องนี้ให้จบเรื่องในส่วนนี้นะคะ แล้วพบกันเร็วๆ นี้จ้า ^^ ตอนพิเศษเรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งในเล่มพิเศษนะคะ ทั้งหมดมี 4 เรื่องในเล่ม เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนั้นค่า