พอเลยช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงมาได้ไม่นานรถของจี้ทิงก็เคลื่อนเข้ามาจอดสนิทที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
“อาจารย์จี้ ความจริงคุณไม่เห็นต้องลำบากมารับผมเลยครับผมนั่งรถไฟใต้ดินไปเองก็ได้” สวีเหรินพูดขึ้นหลังจากก้าวขึ้นรถมาแล้ว
“ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็ทางผ่านพอดี”
จี้ทิงมองสวีเหรินที่คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยจึงหมุนพวงมาลัยบังคับรถให้ทะยานออกจากหน้าประตูมหาวิทยาลัย
สวีเหรินเพิ่งจะกดล็อกเข็มขัดเข้าที่ก็รีบหันไปทักทายคนด้านหลังทันที “ประธานจี้ สะ...”
ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบประโยคดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ให้ตายเถอะทำไมวันนี้ประธานจี้ถึงได้หล่อขนาดนี้นะ!
ไม่ใช่ว่าปกติจี้เยี่ยนจื๋อจะดูไม่ดีแต่ทว่าวันนี้เขากลับมีกลิ่นอายบางอย่าง... บางอย่างที่สวีเหรินเองก็บอกไม่ถูกรู้แต่เพียงว่าเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดาบล้ำค่าไร้ฝักที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าไปทั่วทั้งเล่มทั้งดูโอ่อ่าสูงศักดิ์ และขณะเดียวกันก็คมกริบเย็นเยียบ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายมองเขาจนเหม่อลอยจึงเพียงแต่พยักหน้าตอบรับอย่างเย็นชา “สวัสดีตอนเที่ยงครับ”
สวีเหรินดึงสติกลับมาเขารีบเอ่ยทักทายตอบกลับไป
เขาหันกลับมามองจี้ทิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นทว่าฝ่ายหลังกำลังตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสัญญาณที่เขาส่งไป
บรรยากาศภายในรถตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่งก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามถึงเรื่องการตีพิมพ์วารสารวิชาการของสวีเหรินแทน
“อาจารย์ที่ปรึกษากำลังช่วยผมรวบรวมเอกสารอยู่ครับ” เมื่อพูดถึงหัวข้อนี้น้ำเสียงของสวีเหรินก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นทันที “เขาบอกว่าด้วยคุณสมบัติของผมตอนนี้วารสารชั้นนำห้าอันดับแรกอาจจะยังสูงเกิน แต่ LSA [1] มีโอกาสสูงมากเขาเลยกำชับให้ผมคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ครับ”
ขณะที่พูดเขามองไปทางจี้ทิงด้วยดวงตาที่เป็นประกาย จี้ทิงยกยิ้มที่มุมปากบางเบาพยักหน้าให้เพื่อเป็นกำลังใจ
จี้เยี่ยนจื๋อย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้ดีจึงเอ่ยขึ้นว่า “มีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้ทันทีไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณครับประธานจี้”
ประมาณสิบห้านาทีต่อมารถสปอร์ตของจี้ทิงก็มาหยุดอยู่ที่หน้าคลับแชนทิลลี
พนักงานต้อนรับรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูรถให้ทันทีที่สวีเหรินก้าวลงจากรถ เขาก็ถึงกับหลุดเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความทึ่ง
ภาพที่เห็นคือลู่เหยียนชูที่เดินออกมาจากด้านในร่างสูงโปร่งนั้นราวกับมีแสงนวลตาแผ่ออกมาโดยธรรมชาติแม้แต่รอยยิ้มที่ประดับบนมุมปากก็ยังสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ
“จี้ทิง” เขาเอ่ยทักทายจี้ทิงก่อนจะหันไปทางจี้เยี่ยนจื๋อ “ประธานจี้บังเอิญเหลือเกินนะครับที่เราได้พบกันอีกแล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองมือที่ยื่นมาอย่างเย็นชาก่อนจะยกมือขึ้นจับตอบ “ไม่บังเอิญหรอกเพราะเมื่อวานฉันเพิ่งเห็นนายในข่าวนี่เอง”
เมื่อต้องเผชิญกับถ้อยคำที่เย็นชาบาดหูของจี้เยี่ยนจื๋อลู่เหยียนชูไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแต่ส่งยิ้มตามมารยาทกลับไปเท่านั้น
เพื่อไม่ให้จี้ทิงต้องลำบากใจเขารู้ดีว่าวันนี้ตนเองต้องคอย ‘ตามน้ำ’ เอาใจจี้เยี่ยนจื๋อเสียหน่อย
จังหวะนั้นเองจี้ทิงเดินอ้อมมาจากหน้ารถแล้วช่วยแนะนำ “คุณลู่ครับนี่คือเพื่อนของผม สวีเหริน”
“สวัสดีครับคุณสวี ยินดีที่ได้พบนะครับ”
สวีเหรินมองจนตาค้าง“สะ...สวัสดีครับ”
ถ้าจะเปรียบว่าจี้เยี่ยนจื๋อคือดาบล้ำค่าที่เปล่งประกายโชติช่วงลู่เหยียนชูก็คงเป็นแจกันหยกชั้นเลิศที่งดงามนวลตา เพียงแค่เขายกยิ้มบางๆก็ประหนึ่งห้อมล้อมไปด้วยหยาดฝนและม่านหมอกคล้ายจับต้องไม่ได้ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น
“ข้างในเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว เชิญด้านในเถอะครับ”
“สวีเหริน พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
กว่าสวีเหรินจะหลุดจากภวังค์ก็ตอนที่ได้ยินเสียงเรียกของจี้ทิงเขาจึงรีบก้าวตามไปติดๆ พลางกระซิบถาม “อาจารย์จี้ครับประธานจี้กับคุณลู่เหยียนชูเขาชอบคนคนเดียวกันจริงๆ เหรอครับ?”
“อืม”
สวีเหรินนึกประหลาดใจในใจให้ตายเถอะคนคนนั้นต้องดีเลิศขนาดไหนกันนะถึงทำให้ผู้ชายที่โดดเด่นถึงสองคนต้องมาแย่งชิงกันแบบนี้
ในตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าจี้ทิงเองก็เคย‘หลงรัก’ หลิงซีมาก่อนไม่อย่างนั้นเขาคงต้องคิดว่าหลิงซีเป็นเทพเซียนจุติลงมาเกิดเป็นแน่
เมื่อทุกคนเข้าไปยังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ระหว่างทางไม่พบแขกคนอื่นเลยเห็นได้ชัดว่าวันนี้ลู่เหยียนชูเหมาคลับแห่งนี้ไว้ทั้งหมด
เขาเข้าใจดีว่าวันนี้แต่ละคนไม่ได้มาเพื่อทานข้าวเพียงอย่างเดียวดังนั้นก่อนเข้าห้องจึงสั่งให้ผู้จัดการคอยดูแลความเรียบร้อยแล้วค่อยนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟในภายหลัง
หลังจากทั้งสี่คนนั่งลงเรียบร้อยลู่เหยียนชูก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเริ่มเข้าประเด็นทันที“ประธานจี้ จี้ทิงคงจะเล่าเรื่องปัญหาของผมให้คุณฟังแล้วเมื่อวานการที่คุณยอมยื่นมือเข้ามาช่วย ผม...”
“คุณลู่รีบสรุปเร็วเกินไปหน่อยมั้ง” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อแม้จะไม่มีแววเยาะเย้ยถากถางแล้วแต่ก็ยังไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกอยู่ดี “การดักฟังเครื่องมือสื่อสารของผู้อื่นถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายต่อให้ฝ่ายนั้นจะมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าจะเป็นสายลับแต่นายมีหลักฐานมายืนยันเรื่องนี้หรือเปล่า?”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องลำบากใจแต่ในเมื่อต้องใช้เทคโนโลยีจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่เขาจึงไม่สามารถตัดสินใจอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเพียงเพราะคำบอกเล่าของลู่เหยียนชูได้
ถ้าพูดถึงหลักฐานที่มัดตัวแน่นลู่เหยียนชูยังไม่มีจริงๆไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รีบร้อนขอความช่วยเหลือจากจี้ทิงขนาดนี้แต่หากเป็นเบาะแสบางอย่าง ทางเขาก็พอจะสืบพบมาบ้างแล้ว
“รอสักครู่นะครับ” เขาลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือจากโซฟาด้านข้างแล้วนำโน้ตบุ๊กออกมา
“พอจับได้ว่ามีคนพยายามแทรกแซงงานสร้างภาพยนตร์ผมจึงสั่งตรวจสอบรายชื่อบริษัทโพสต์โปรดักชันอย่างละเอียด”
ลู่เหยียนชูเลื่อนเมาส์แล้วเปิดไฟล์เอกสารขึ้นมา“บริษัทวิชวลที่ชื่อเมิ่งลี่แห่งนี้เคยได้รับเงินระดมทุนจากภายนอกเมื่อปีก่อน...”
เมื่อทั้งสองเริ่มสนทนาเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจสวีเหรินที่อยู่ข้างๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่องและรู้สึกเบื่อที่ต้องนั่งนิ่งๆจึงแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาจี้ทิง
[อาจารย์จี้ครับ ผมดูแล้วท่าทางประธานจี้เริ่มอ่อนลงแล้วนะ]
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแวบหนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบ : [อืมจี้เยี่ยนจื๋อจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานจนเสียเรื่องหรอก]
นับตั้งแต่จี้เยี่ยนจื๋อขึ้นเป็นประธานของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ตระกูลจี้ก็ไม่เคยทำผิดกฎหมายอีกเลยอีกทั้งในโครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาลหลายโครงการเขายังมอบสิทธิบัตรเทคโนโลยีให้ฟรีๆจนบรรดาคณะกรรมการบริหารต่างพากันไม่พอใจเขาอยู่ไม่น้อย
สวีเหริน: [แล้วคุณคิดว่าประธานจี้จะยอมช่วยศัตรูหัวใจของตัวเองไหมครับ?]
จี้ทิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไปสั้นๆ ว่าไม่รู้
เขาไม่รู้จริงๆเพราะในนิยายนั้นไม่ว่าฝ่ายรุกทั้งสามจะเก่งกาจทรงอำนาจหรือมีเล่ห์เหลี่ยมในการทำงานเพียงใดทว่าทันทีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนายเอกพวกเขาก็พร้อมจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามแม้จะต้องยอมเจ็บตัวไปด้วยก็ตาม
จี้เยี่ยนจื๋อและลู่เหยียนชูสนทนากันอย่างต่อเนื่องร่วมครึ่งชั่วโมงในขณะที่ยังคงคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงของจี้ทิงดังขึ้นพร้อมกัน
[หิวข้าวแล้วแฮะ]
จี้เยี่ยนจื๋อเตรียมจะเอ่ยขัดขึ้นโดยสัญชาตญาณทว่านึกไม่ถึงว่าลู่เหยียนชูจะหยุดพูดไปเองเสียดื้อๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน“คุยกันมานานแล้ว อาหารน่าจะเตรียมเสร็จพอดีพวกเราทานข้าวกันก่อนเถอะครับ”
ลู่เหยียนชูหันไปมองจี้เยี่ยนจื๋อตั้งใจจะถามความเห็น แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วแน่น สีหน้าดูประหลาดใจพิกลแถมยังจ้องมองเขาเขม็งราวกับจะจับผิด
เขาเข้าใจไปเองว่าอีกฝ่ายไม่พอใจในพฤติกรรมที่จู่ๆก็เปลี่ยนเรื่องเช่นนี้ จึงยิ้มออกมาเล็กน้อย “จี้ทิงกับคุณสวีนั่งรอเฉยๆคงจะเบื่อแย่ ให้พวกเขาเริ่มทานก่อนเถอะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าตอบรับอย่างเย็นชาโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในใจของเขากำลังสับสนและหวาดระแวงอย่างหนัก
เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสงสัยของตนเองเขาจึงฉวยโอกาสในจังหวะที่ลู่เหยียนชูลุกเดินออกไปนอกห้อง เอ่ยขึ้นว่า“จี้ทิง นายมานี่หน่อย”
จี้ทิงเดินมาหยุดตรงหน้าเขา“มีอะไรครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้พูดในทันทีเขาเอียงหูเล็กน้อยประหนึ่งกำลังฟังความเคลื่อนไหวภายนอก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของลู่เหยียนชูที่กำลังเดินกลับมาเขาก็โพล่งถามขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย “เมื่อกี้นายก็ฟังอยู่ตั้งนานนายคิดว่าควรจะช่วยเขาไหม?”
จี้ทิงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะตอบแต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับพูดแทรกขึ้นก่อน “นิ่งคิดในใจให้ดีๆก่อนแล้วค่อยพูด”
จี้ทิงกะพริบตาเบาๆ[ต่อให้วันนี้ไม่มีเบาะแสพวกนี้ เดิมทีฉันก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะช่วยลู่เหยียนชู]
สิ้นเสียงนั้นลู่เหยียนชูก็ก้าวเท้ากลับเข้ามาด้านในพอดี
จี้เยี่ยนจื๋อรีบหันขวับไปมองทันทีและเขาก็จับสังเกตรอยยิ้มที่แวบผ่านมุมปากของลู่เหยียนชูได้พอดิบพอดีเช่นกัน
เชิงอรรถ
[1]LSA (Light : Science & Applications) คือวารสารวิชาการระดับนานาชาติชั้นนำที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยแบบ Open Access (เข้าถึงได้ฟรี) ในสาขาทัศนศาสตร์และโฟตอนิกส์ ทั้งในแง่พื้นฐานและประยุกต์