“เด็กน้อยเอ๋ยเ้าค่อยพูดค่อยจาก็ได้ เ้ากลับปล่อยคำถามมาไม่หยุดแบบนี้ข้าไม่รู้จะตอบส่วนไหนก่อนดี” คำกล่าวอันอ่อนโยนพลันออกมาจากปากของหญิงสาวในยามนี้
“ก็ข้ามีข้อสงสัยเต็มไปหมดนี่นาจึงได้กล่าววาจาถามต่อพี่หญิงเทพธิดา์ไปหลายข้อพี่หญิงโปรดตอบข้าเถอะมาเถอะ เอาเป็เริ่มด้วยรูปแบบมารเทวะกลบฟ้าที่ปรากฏขึ้นในห้วงสำนึกของข้าคือสิ่งใดกัน”
ยามนี้หากมองไปที่การกระทำของเด็กน้อยชัดเจนว่าตัวเด็กน้อยแทบจะทนความอยากรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้แววตาประดับไปด้วยประกายความร้องขออย่างอดไม่ได้แก่หญิงสาวตรงหน้าของมัน
“เอาละเมื่อเ้าอยากรู้ข้าก็ไม่มีเหตุอันใดต้องปิดบังหรือไม่กล่าวตอบต่อเ้าในเมื่อยามนี้พวกเราก็คล้ายดั่งลงเรือลำเดียวกันแล้ว”วาจาของหญิงสาวยามนี้พรั่งพรูไปด้วยเสียงอันไพเราะอย่างถึงที่สุดทั้งยังประดับไว้ด้วยความอ่อนโอนและความเอ็นดูเจือปนมาทุกครั้งยามที่กล่าวออกต่อเด็กน้อยตรงหน้า
“เส้นลมปราณาแท้จริงทุกเส้นในห้วงเทวะ์นั้นล้วนแอบซ้อนไว้ด้วยพลังปราณและเคล็ดวิชาของผู้เป็เ้าของในยามก่อน“
“เส้นปราณของเ้าคือ1ในเทพต้นกำเนิดสรรพสิ่ง เทพมารเทวะอสูราชัดเจนว่ายามนี้เ้าคงสามารถััได้ถึงพลังมวลสรรพธาตุของที่แห่งนี้ได้แล้วภายภาคหน้าหากเ้าฝึกวิชาสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับปล่อยออกด้วยมวลธาตุตัวเ้าย่อมไม่พบหนทางตัน ทั้งยังสามารถรุดหน้าได้เร็วกว่าผู้อื่นอย่างเทียบกันไม่ได้”
“อีกทั้งตามความทรงจำตกทอดที่ข้าได้รับมานั้นเส้นพลังปราณของเทพมารเทวะอสูราได้จะมีเคล็ดวิชาอยู่ทั้งสิ้น8รูปแบบ แบ่งเรียงไปตามสีของแสง ตามที่ปรากฏล้อมรอบเ้าในกาลก่อนนี้”
“รูปแบบให้แสงสีขาวเรียกอย่างที่เ้าว่ามาคือมารเทวะกลบฟ้าแท้จริงมันคือเคล็ดวิชาส่งเสริมพลังปราณจำพวกหนึ่งที่ฉีกกฏเกณฑ์แห่ง์ทั้งมวลเนื่องด้วยพลังของมันนั้นคือการยืดขยายเส้นลมปราณของเ้าให้ใหญ่กว่าคนทั่วไปนับสิบเท่านั่นหมายความว่าไม่ว่าเคล็ดวิชาใดที่เ้าใช้ออกจะสามารถใช้ได้รุนแรงกว่าผู้อื่นมากมายนักทั้งยังสามารถใช้ได้นานกว่าผู้อื่นจนเทียบกันไม่ติดอีกด้วย”
หยางเทียนที่ได้ฟังถึงยามนี้นั้นปากคนพลันไม่สามารถควบคุมได้ อ้าออกกว้างอย่างไม่รู้ตัว
หากจะกล่าวถึงความรู้ในเื่ของห้วงเทวะ์หรือแม้กระทั่งตัวตนดั่งพระเ้าของเทพมารเทวะอสูราแล้วตัวมันต่อให้รับฟังยิ่งกว่านี้ ย่อมไม่สามารถทำความเข้าใจตัวตนเช่นนั้นได้
หากแต่คำกล่าวถึงที่ว่าเคล็ดวิชามารเทวะกลบฟ้านี้กลับบสามารถขยายช่องลมปราณให้ใหญ่กว่าผู้คนทั่วไปถึง 10 เท่าได้นั้นตัวมันกลับทราบถึงพลังนี้เป็อย่างดี
เนื่องด้วยการที่ผู้หนึ่งกลับมีลมปราณไว้สำหรับใช้ออกใหญ่กว่าผู้อื่นนั้นย่อมหมายความว่าไม่ว่าทักษะใดที่ต้องพึ่งพาลมปราณออกมาตัวมันจะใช้ออกได้รุนแรงขึ้นถึงสิบเท่า ทั้งยังหากต้องใช้เคล็ดวิชาลมปราณออกด้วยพลังทั้งหมดหากเทียบกับของคนทั่วไปแล้วชัดเจนว่ามันสามารถใช้พลังเยี่ยงนั้นได้ถึงสิบครั้งในขณะที่ผู้อื่นใช้เพียงหนึ่งครั้งลมปราณก็แห้งเหือดแล้ว
นี่คล้ายดั่งหากจะเรียกตัวมันว่าเป็ดั่งบ่อพลังลมปราณเคลื่อนที่ได้ก็ไม่เกินเลยไปแม้แต่น้อย
หญิงสาวพลันได้เห็นอาการตกตะลึงของเด็กน้อยตรงหน้าคนพลันอดส่งเสียหัวเราะด้วยความชอบใจเสียมิได้เนื่องด้วยใบหน้าของหยางเทียนตอนนี้นอกจากปากที่อ้ากว้างออกมาแล้วนั้นดวงตายังโตขึ้นดั่ง้าจะออกจากเบ้าเสียให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
“นอกจากที่เคล็ดวิชานี้ส่งเสริมเส้นลมปราณให้ขยายออกแล้วนั้นมันน่าจะยังมีกระบวนวิชาที่เพิ่มมาด้วยหากแต่สิ่งนี้คงมีแต่ตัวเ้าผู้เดียวที่จะรู้ได้กระมังว่ากระบวนวิชานั้นคือสิ่งใด”
“เ้าจงลองเข้าไปในห้วงสำนึกของเ้าดูอีกครั้งแล้วทำความเข้าใจเคล็ดวิชารูปแบบแรกของเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูราอีกครั้งหากจะหาเคล็ดวิชาข้าเชื่อว่ามันย่อมอยู่ในห้วงสำนึกที่มีแต่เ้าที่สามารถเข้า-ออกได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
กล่าวถึงยามนี้ใบหน้าของหญิงสาวพร้อมด้วยน้ำเสียงพลันแปรเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นพร้อมกล่าวต่อเด็กน้อยตรงหน้ามัน
“ข้ามีเื่ต้องบอกเ้าอีกอย่างต่อแต่นี้ไปทั้งตัวข้าและฉีอินเทียนจะปรากฏตัวได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในห้วงจิติญญาเ้าเพียงเท่านั้นเนื่องด้วยทั้งข้าและมันได้ใช้พลังสุดท้ายแห่งดวงจิติญญาออกจนเกือบหมดเพื่อรั้งพลังอันเกรี้ยวกราดของเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูราเพื่อช่วยเ้าในยามสุดท้ายไว้ทั้งยามนี้พลังของพวกเราชัดเจนว่าอ่อนลงจนแทบแตกสลายหากยังรั้งอยู่ภายนอกต่อไปจะถูกบดทำลายออกด้วยพลังแห่งฟ้าและดินอันเป็กฎเกณฑ์แห่งโลกหล้าอย่างเลี่ยงไม่ได้หากเ้า้าพูดคุยหรือพบพวกเรา จงเพ่งสมาธิไปที่ดวงจิตมันจะนำเ้าเข้าสู่ห้วงจิติญญาของตนเองและจะสามารถพบพวกข้าได้”
กล่าวจบคนพลันค่อยเลือนหายไปทั้งตัวฉีอินเทียนก็ได้หายไปด้วยเช่นกันยามนี้ชัดเจนแล้วว่าตัวตนทั้งสองได้กลับเข้าไปอยู่ในห้วงจิติญญาของหยางเทียนเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้เองที่ใบหน้าของเด็กน้อยเกิดหม่นหมองขึ้นทันตาเนื่องด้วยมันคิดว่าตัวมันนั้นเป็เหตุให้ผู้มีพระคุณทั้งสองต้องเกือบตกตายไปเพราะช่วยเหลือมันอีกทั้งตัวมันยามนี้ยังเกิดความคาดว่าตัวมันเป็ดั่งตัววิบัตินำพาแต่สิ่งเลวร้ายมาให้คนที่้าช่วยเหลือมันโดยแท้
ขณะที่หยางเทียนกำลังคิดและสบถด่าตนเองอยู่ภายในใจนั้นคนพลันได้ตื่นตะลึงขึ้นมาซ้ำสองเนื่องจากในหัวของเด็กน้อยยามนี้พลันปรากฏเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
“เ้าหยุดโทษตนเองได้แล้วจิติญญาเ้ายามนี้ชัดเจนว่าเชื่อมถึงตัวข้าและฉีอินเทียนไม่ว่าเ้าคิดกล่าวสิ่งใด มันย่อมส่งผลให้พวกเรารับรู้เพราะฉะนั้นเลิกกล่าวโทษตนเอง หากเ้าอยากตอบแทนพวกเราอย่างนั้นก็จงไขว่คว้าหาพลังและแข็งแกร่งขึ้นซะ”
“หลังจากนี้ข้าและอินเทียนคงไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับเ้าสักพักใหญ่เนื่องด้วยต้องเร่งฟื้นพลังจิติญญาที่เสียไปเพื่อให้คงร่างดวงจิตไว้ไม่ให้แตกสลายไปได้พวกเราคงต้องเก็บตัวตนเข้าสู่ภาวะจำศีล หากแต่ข้าหวังว่าเมื่อข้าตื่นขึ้นมาอีกคราจะพบว่าเ้าสามารถก้าวสู่การเป็ผู้ฝึกตนที่แท้จริงได้แล้ว”
เมื่อกล่าวจบวาจาของหญิงสาวพลันหายไปโดยสิ้นเชิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้หยางเทียนได้กล่าวตอบโต้ใดๆ
ทันใดนั้นจิตใจเด็กน้อยกลับมาเกิดความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าจากคำพูดของหญิงสาวที่ชัดเจนว่าเพียง้าปลอบประโลมดวงิญญามันให้สามารถก้าวไปต่อได้
“ข้าสัญญาว่าจะแข็งแกร่งขึ้นแกร่งกร้าวจนสามารถสยบ์ ทำลายสรรพสิ่งลงได้เมื่อยามนั้นมาถึงข้าย่อมต้องตอบแทนท่านแคนนับร้อยเท่าพันทวีอย่างแน่นอนขอหี่หญิงโปรดสบายใจได้”
เด็กน้อยพลันเอ่ยวาจาหนักแน่นเด็ดเดี่ยวก่อนคนพลันจะย้ายความคิดตนเองเข้าไปในห้วงสำนึกอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจต่อเคล็ดวิชารูปแบบแรกของเทพมารเทวะอสูราในห้วงสำนึกของมัน
- - - - - - - -
ในกลางดึกอันเงียบสงัดตำหนักของผู้าุโลำดับห้าแห่งตระกูลหยางนั้นพลันเกิดเสียงหม่นหมองปะปนความห่วงใยดังขึ้นกลบทำลายความสงบในยามนี้ไปเสียสิ้น
“ถึงตอนนี้นางกลับยังไม่ฟื้นคืนอีกหรือหยางสือ”วาจาที่อ่อนโยนนี้ชัดเจนว่าเป็ของหยางจ้าวผู้าุโลำดับห้าแห่งตระกูลหยางกล่าวออกสู่บ่าวหญิงรับใช้ผู้เป็มารดาบุญธรรมของหยางเทียน
“ยังเลยขอรับนายท่านแม้ท่านหยางจิ่นมาดูอาการของนางแล้ว ท่านกลับกล่าวเพียงว่าร่างกายนางยามนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติหากแต่เป็ที่จิตใจของนางเสียมากกว่าที่เป็ตัวกักขังให้นางไม่ฟื้นคืนเช่นนี้”เสียงกล่าวของหยางสือยามนี้แสดงออกถึงความจนใจอย่างที่สุด
ตัวมันชัดเจนว่าถูกหยางจ้าวสั่งกำชับให้เฝ้าดูอาการของหยางซูจนกว่าจะฟื้นขึ้นมายามแรกคนกลับคิดว่าการเฝ้าดูแลหยางซูคงใช้เวลาเพียงไม่นานนักแต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าหยางซูกลับหลับไปนานถึง 10วันเต็มแล้ว
แม้ว่าร่างกายของผู้ฝึกตนที่เข้าสู่เส้นทางปราณแรกกำเนิดนั้นจะสามารถอดข้าวอดน้ำได้นานกว่าปุถุชนธรรมดาแต่ถ้าหากปล่อยไว้นานเข้า ร่างกายคงไม่สามารถทนไหวได้อีกเมื่อถึงยามนั้นน่ากลัวว่าตัวของหยางซูอาจได้ตกตายไปก่อนที่จะฟื้นคืนขึ้นได้เสียกระมัง
“เฮ้อ .. . .หากข้าย้อนกลับไปเมื่อครั้งพบเจอเด็กน้อยยังเป็ทารกถูกทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งป่านเขตชายแดนได้ข้าคงเลือกทิ้งมันไว้และไม่นำกลับมาให้เกิดเื่ราวเช่นนี้เป็แน่”
คำกล่าวอย่างอับจนดังขึ้นอีกครั้งแต่หากครั้งนี้จุดมุ่งหมายของคำกล่าวแท้จริงกลับเป็การกล่าวบอกเป็นัยว่าเป็ห่วงบ่าวหญิงรับใช้เป็ที่สุดคำกล่าวนี้ชัดเจนว่าหากหยางจ้าวเลือกตัดไฟแต่ต้นลมได้มันย่อกระทำเช่นนั้นเพื่อไม่ให้หญิงรับใช้ตรงหน้าของมันต้องสลบไปด้วยความตรอมใจเช่นนี้
“เอาเถอะปล่อยให้นางได้นอนพักไปข้าเชื่อว่าอีกไม่นานตัวนางต้องฟื้นคืนขึ้นมาอย่างแน่นอนเมื่อถึงยามนั้นตัวนางที่ไม่มีภาระผูกพัน คงได้สบายขึ้นแล้ว”
ภาระผูกพันที่หยางจ้าวกล่าวนั้นชัดเจนว่าคือตัวของหยางเทียนในใจมันกลับคิดว่าจะอย่างไรเด็กหยางเทียนคงไม่มีโอกาสได้ออกมาจากคุกกักกันแดนอสูรอย่างคนที่มีลมหายใจได้เนื่องจากในนั้นนอกจากอสูรทั่วไประดับกลางที่มีพลังเทียบเท่าได้กับขั้นที่5แห่งปราณแรกกำเนิดของมนุษย์แล้วภายในใจกลางกลับยังมีอสูรทั่วไประดับสูงอยู่
ตัวตนหนึ่งมันเป็ดั่งาาอสูรในคุกกักกันแดนอสูรกำลังของมันนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าตัวตนของหยางจ้าวไปไกลห่างนัก
ในความคิดของมันนั้นหากกลับกันเป็ในตอนนี้ตัวมันได้ถูกกักอยู่ในคุกกักกันแดนอสูรแทนหยางเทียนแล้วนั้นตัวมันย่อมไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าตนเองที่อยู่ถึงขั้นที่หนึ่งแห่งดินแดนหลอมรวมลมปราณจะสามารถรอดออกมาจากที่แห่งนั้นได้อย่างปลอดโปร่งน่ากลัวว่าตัวมันอาจได้รับาเ็อย่างหนักจากการดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากอสูรภายในนั้นตลอดทั้งวันคืนจนไม่มีเวลาพักหายใจสภาพคงได้อเนจอนาถเป็แน่แล้ว