โจวเม่ยที่เดินผ่านมาได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเข้าก็อดใจไม่ไหวจนน้ำลายแทบจะไหลออกมา “ไม่นึกเลยว่าซูเจียวเจียวจะตัดเสื้อผ้าเป็นด้วย!เมื่อก่อนไม่เคยพูดอะไรเลย ชัดเจนว่าจงใจไม่บอกพวกเรานี่นา!”
น้ำเสียงของโจวเม่ยนั้นแฝงไว้ด้วยความขมขื่นราวกับอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำส้มสายชูรสเปรี้ยวบาดลึก
หลินเฟิงที่เดินอยู่ข้างๆก็ยิ่งรู้สึกเสียดายสุดขีดเมื่อก่อนเขาเคยได้ยินว่าพ่อของซูเจียวเจียวเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานและแม่ของเธอเป็นหัวหน้าแผนก เขาก็รู้สึกเสียดายจนแทบจะตายอยู่แล้วแต่นี่กลับไม่นึกเลยว่าซูเจียวเจียวจะตัดเสื้อผ้าเป็น แถมยังใช้จักรเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่ว!
ต้องรู้ไว้เลยว่าตอนนี้ซูเจียวเจียวไม่ต้องทำงานแล้วเพราะที่บ้านส่งจักรเย็บผ้ามาให้ถึงที่ ซึ่งราคาตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนแถมยังต้องใช้บัตรอุตสาหกรรมอีกด้วยตอนนี้เธอก็ยังได้ค่าจ้างอยู่วันละหนึ่งหยวนสามเหมาเดือนหนึ่งก็สามสิบเก้าหยวนแล้ว! แถมยังได้ยินมาว่าที่บ้านยังคงส่งเงินมาให้อีกเหมือนเมื่อก่อนเดือนละยี่สิบหยวน! และยังมีบัตรอีกด้วย!
นี่ก็เท่ากับเดือนละห้าสิบเก้าหยวนแล้วนะ!
เพียงแค่นี้จะเลี้ยงชีพตนเองก็มิใช่ปัญหา กระทั่งเลี้ยงดูคนทั้งตระกูลก็ยังไหว!
ดังนั้นเมื่อโจวเม่ยพูดจาด้วยความอิจฉาริษยาเขาก็รู้สึกปวดใจอย่างมาก เขาอิจฉาไม่ใช่ซูเจียวเจียวแต่อิจฉาเซียวหยวนหมิงต่างหาก!
ไอ้ลูกชาวนาชั้นต่ำผู้นั้นนอกจากจะได้แต่งงานกับซูเจียวเจียว สาวงามที่สุดในกลุ่มยุวชนที่ถูกส่งมาแล้วยังมีเงินเดือนให้ใช้จ่ายเดือนละห้าสิบเก้าหยวนอีก!เงินของซูเจียวเจียวสุดท้ายก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเข้ากระเป๋าของเซียวหยวนหมิงอยู่ดีหรือไร?
ดูสิตอนนี้เซียวหยวนหมิงถึงกับได้กินบะหมี่เนื้อใส่ไข่เลยนะ!เมื่อก่อนเขายังกัดกินแต่หมั่นโถวแข็งๆ อยู่เลย!
เมื่อนึกถึงตัวเองที่เมื่อเช้ามีแค่ซาลาเปาผักก้อนเดียวและโจ๊กที่เหลวกว่าน้ำเขาก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก จึงพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน“ใช่เลย! เมื่อก่อนเธอตัดเสื้อผ้าเป็นก็ไม่ยอมบอกพวกเรา!ฉันว่าเธอจงใจแน่ๆ!”
หากไม่เป็นเช่นนั้นเขาคงไม่ยินยอมให้ซูเจียวเจียวไปอยู่กับเซียวหยวนหมิงหรอก!
ในเวลานั้นเขาคิดเพียงว่าซูเจียวเจียวแม้จะงดงาม แต่กลับอ่อนแอเกินไปลำพังตัวเองยังเอาตัวไม่รอดแล้วจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปเลี้ยงดูหญิงสาวบอบบางแบบนั้นได้เล่า
ซูเจียวเจียวได้ยินเสียงสนทนาจากนอกลานบ้านจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นโจวเม่ยและหลินเฟิงที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดี
วันนี้โจวเม่ยใส่เสื้อแขนสั้นสีขาวซึ่งเป็นชุดที่ใหม่ล่าสุดจากร้านสหกรณ์ คาดว่าคงเป็นเพราะไม่ต้องทำงานหนักทำให้ช่วงนี้โจวเม่ยดูขาวขึ้นมาก เธอถักเปียสองข้างและไว้หน้าม้าทำให้ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้นมาก
ซูเจียวเจียวเพียงชำเลืองมองอย่างไม่แยแสแล้วก็ดึงสายตากลับไป
ตั้งแต่รู้ว่าโจวเม่ยใช้ร่างกายของตัวเองไปแลกกับงานเสมียนจดแต้มคะแนนเธอก็ขี้เกียจที่จะมองแล้ว เพราะกลัวว่ามันจะทำร้ายสายตาเธอเปล่าๆอีกทั้งไม่คิดจะย่างกรายขึ้นเขาลูกนั้นอีกเลยเพราะกลัวว่าจะเจอโจวเม่ยกับหลี่เกินเซิงกำลังทำเรื่องไม่อายฟ้าอายดินอีก
โจวเม่ยเห็นซูเจียวเจียวมองผ่านเธอราวกับธาตุอากาศก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด
ป้าหวังที่เดินผ่านมาทักทายซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงในลานบ้านด้วยรอยยิ้ม“กินข้าวเช้าอยู่เหรอ”
ซูเจียวเจียวถือชามยืนขึ้นเดินไปที่ประตูบ้านยิ้มให้ป้าหวังและตอบกลับอย่างกระตือรือร้น “ใช่ค่ะป้าหวังทานแล้วหรือยังคะ? เข้ามาทานบะหมี่สักชามไหมในหม้อยังมีอีกเยอะเลยค่ะ”
“ไม่ล่ะ ป้าเพิ่งกินเสร็จ อิ่มแล้ว” ป้าหวังยิ้ม“ป้าเห็นว่ายังเช้าอยู่เลยจะไปรดน้ำพรวนดินผักในสวนหลังบ้านสักหน่อย”
ป้าหวังเพิ่งพูดจบก็ได้ยินคำพูดที่กระแนะกระแหนของโจวเม่ยและหลินเฟิงที่เดินนำหน้าไปเธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “คนอื่นเขารู้อะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเธอกัน เจียวเจียวต้องบอกให้พวกเธอรู้ด้วยหรือไง? พวกเธอเป็นใครกัน ถึงต้องรู้ทุกเรื่องขนาดนี้ เป็นพ่อเป็นแม่เขาหรือ?ช่างสอดรู้สอดเห็นไปเสียทุกเรื่อง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของป้าหวังโจวเม่ยก็ขมวดคิ้ว “เราไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นเลยนะคะแค่ฉันกับเจียวเจียวเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย แถมบ้านเราก็อยู่ไม่ไกลกันมากตอนนี้ก็บังเอิญมาอยู่กองผลิตเดียวกันอีก ฉันเป็นคนที่รู้จักเธอดีที่สุดเลยนะเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ฉันไม่เคยเห็นเธอเรียนตัดเย็บเลย ก็เลยแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง!”
“เรื่องที่เธอไม่เคยเห็นน่ะมีอีกเยอะแยะ เธอก็ไม่ได้อยู่กับเจียวเจียวตลอด 24ชั่วโมงสักหน่อย คนอื่นเขาจะทำอะไรเป็น ก็ต้องบอกเธอด้วยเหรอดูเธอสิ ฉุนกลิ่นน้ำส้มสายชูไปหมด ฉันว่าเธอคงจะอิจฉาที่ยุวชนซูตัดเสื้อผ้าเป็นไม่ต้องทำงาน มีเงินเดือนใช้” ป้าหวังเยาะเย้ย
สีหน้าของโจวเม่ยเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในฉับพลันราวกับถูกใครล่วงรู้ความในใจ เธอแค่นเสียง “ที่แท้ก็พยายามเลียแข้งเลียขาซูเจียวเจียวคอยออกหน้าแทนทุกเรื่อง ก็หวังให้เธอตัดชุดให้ที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายน่ะสิ?ฉันเตือนไว้ก่อน อย่าเสียเวลาเปล่าเลยซูเจียวเจียวไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอกค่ะ!
พูดจบโจวเม่ยก็กระตุกสายกระเป๋าเป้ที่หน้าอกด้วยความไม่พอใจแล้วเดินออกไป
หลินเฟิงเดินตามไปอย่างเงียบๆ“ยุวชนโจว เธอไม่ต้องไปปะทะคารมกับผู้หญิงชาวบ้านแบบนั้นหรอกนั่นก็แค่หญิงแก่โง่เขลาที่ไม่รู้อะไรเท่านั้นเอง”
โจวเม่ยชะงักฝีเท้าและมองหลินเฟิง “แล้วทำไมนายถึงไม่ช่วยฉันพูดล่ะ”
หลินเฟิงตอบ“ตอนนั้นสมองฉันกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ เลยไม่ได้ทันตอบโต้อะไร”
"ฉันเห็นว่านายหาแต่ข้ออ้าง จงใจไม่ช่วยฉันปล่อยให้หวังเหวินเม่ยรังแกฉันแบบนี้ได้อย่างไร!" ดวงตาหงส์ของโจวเม่ยปริ่มไปด้วยน้ำตาแห่งความน้อยใจและขุ่นเคืองดูน่าสงสารจับใจ
หลินเฟิงมองไปรอบๆจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ถึงกล้าเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ“ตอนนั้นผมกำลังคิดเรื่องอื่นจริงๆ นะเธอก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกับซูเจียวเจียว แถมยังโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กแต่หล่อนกลับไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเธอเลย นี่หมายความว่าซูเจียวเจียวไม่ได้คิดว่าเธอเป็นเพื่อนจริงๆ หรอก!”
เมื่อโจวเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจโดยเฉพาะเมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของซูเจียวเจียวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาที่เปลี่ยนไปจนเธอจำไม่ได้แล้ว
เป็นไปได้ไหมว่าซูเจียวเจียวจงใจไม่บอกเธอว่าเธอตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นเพราะกลัวว่าเธอจะแอบเรียนรู้วิชา?
ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!
ไม่เช่นนั้นเธอจะเก็บเรื่องนี้ไว้ทำไมกัน!
น่าโมโหจริงๆ!
ไม่คิดเลยว่าซูเจียวเจียวจะเป็นคนแบบนี้!
โจวเม่ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นความอิจฉาในดวงตาของเธอก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีกหลายส่วน
เธอเติบโตมาในตรอกเดียวกันกับซูเจียวเจียวตั้งแต่เด็กแต่กลับมีชะตาชีวิตที่แตกต่างกัน
เธอรู้มานานแล้วว่าพ่อของซูเจียวเจียวเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานและแม่ของเธอเป็นหัวหน้าแผนก เงินเดือนของทั้งครอบครัวสูงมากดังนั้นซูเจียวเจียวจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตั้งแต่เด็ก กินดีอยู่ดี แต่งตัวดีและเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด
ส่วนเธอพ่อของเธอเป็นพนักงานโรงพิมพ์ เงินเดือนเดือนละสามสิบห้าหยวนแม่ของเธอก็เป็นเพียงคนงานชั่วคราวที่ไม่ใช่พนักงานประจำได้เงินเดือนเดือนละสิบแปดหยวน ใช้เวลาทำงานเท่ากัน
แม้ว่าเงินเดือนของครอบครัวเธอจะรวมกันได้ห้าสิบสี่หยวนแต่ก็แทบจะไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย เพราะเธอมีพี่ชายสองคนซึ่งแต่งงานแล้วและมีลูกคนละสามคน เธอเป็นลูกคนที่สาม และมีน้องชายอีกคน
ดังนั้นพ่อแม่ของเธอจึงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับน้องชายและหลานๆของพวกเขา อาหารอร่อยๆ เสื้อผ้าดีๆ ล้วนเป็นของพวกเขา เธอไม่มีส่วนแบ่งเลยเว้นแต่การศึกษาของเธอ ซึ่งเธอก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้มา
แต่หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมพ่อแม่ของเธอก็รีบส่งเธอไปอยู่ชนบททันทีหลังจากนั้นก็ส่งจดหมายมาให้เธอเป็นครั้งคราว พร้อมกับผักดองที่พวกเขาทำเองแต่เงินและบัตรต่างๆ ไม่เคยมีเลยแม้แต่น้อย!