หากรู้ว่าขุนนางขั้นสามและสี่มีเบี้ยหวัดไม่ถึงสามสิบตำลึงสำหรับครอบครัวที่ยากจน เงินห้าร้อยอีแปะก็มากพอสำหรับประทังชีวิตได้ทั้งเดือนแล้ว
เงินห้าร้อยตำลึงสำหรับสองแม่ลูกจึงมากพอที่จะใช้ชีวิตไปวันๆแต่เหตุใดวันนี้กลับไม่สบายตัว เอาแต่จ้องเงินของครอบครัวผู้อื่นอีกเล่า?
รอยยิ้มเหยียดหยันของนายหญิงเฉินมีไม่สิ้นสุดนางมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงหันกลับไปมองเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่น้ำตาไหลเพราะความโกรธด้วยสายตาห่วงใยมือบางยกขึ้นเรียกให้นางเดินมาด้านหน้า น้ำเสียงที่พูดกับไป๋ฝูฉวีเต็มไปด้วยความเย็นชา
“มามาลองพูดเหตุผลกับบุตรสาวของข้า ในตอนนั้นเจ้าใช้วจีสังหารเยี่ยงไรมาหลอกนาง หากพูดไม่ดีข้าจะไปแจ้งทางการให้เจ้าและมารดาได้ไปกินข้าวในคุก”
นายหญิงเฉินจับตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์มาใกล้ตัวคำพูดของนางแสดงถึงความเหนือกว่า
ไป๋ฝูฉวีกำมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อของตนมือกำเข้าหากันแน่นจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดไหลออกมา
ความเจ็บปวดที่ฝ่ามือและความอัปยศนี้ไม่เพียงทำให้นางรู้สึกเกลียดนายหญิงเฉินแต่ยังเกลียดมารดาไป๋ที่หลอกลวงและปิดบังเรื่องนี้ต่อนางหากไม่ใช่หัวใจที่เกิดความละโมบของนาง เรื่องราวก็ไม่น่าจะเป็นเช่นวันนี้ไม่ใช่หรือ?!
นางไม่กล้าพูดเด็ดขาดไม่กล้าพูดและไม่เต็มใจด้วยเช่นกัน
นายหญิงเฉินเห็นการดิ้นรนปรากฏอยู่บนร่างกายของนางจึงเอ่ยด้วยเสียงเหยียดหยันว่า “หากเจ้ามองข้ามความหวังดีของผู้อื่นเช่นนี้ ข้าก็อยากนำสิ่งที่เจ้าทำทั้งหมดไปบอกกับอาจารย์ใหญ่ของสถานศึกษาตระกูลหยวน ขอให้เขาช่วยตัดสินสักหน่อย เหตุใดสถานศึกษาถึงได้รับเจ้าที่จิตใจซ่อนปลาเหม็นกุ้งเน่า[1] ไว้!”
ไม่!
จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!
ไป๋ฝูฉวีเงยหน้ามองอย่างตกตะลึงสายตามองไปยังนายหญิงเฉินอย่างมิกล้าที่จะเชื่อถือ
นายหญิงเฉินเห็นท่าทีของนางก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยโดยมิพูดสิ่งใด
จู่ๆความโกรธในใจและความไม่ยินยอมของไป๋ฝูฉวีก็อัดแน่นขึ้น
เพราะนางรู้ว่าคำพูดที่นายหญิงเฉินกล่าวออกมาล้วนเป็นสิ่งที่นางสามารถทำได้อย่างแน่นอน
บนใบหน้าของนางเขียนคำว่าไม่กลัวขายหน้าเอาไว้หากถึงเวลาที่ไปแจ้งทางการแล้วเรื่องเกิดความวุ่นวายขึ้น ผู้ที่โชคร้ายจะต้องเป็นไป๋ฝูฉวีและมารดาไป๋อย่างแน่นอน
หากนำเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ใหญ่ไป๋ฝูฉวีก็จะไม่ได้เผชิญแค่ข่าวซุบซิบนินทากันในสถานศึกษา
ต่อหน้านายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ที่ให้ความสำคัญกับศีลธรรมของเหล่านักเรียนมาโดยตลอดถึงเวลานั้นเกรงว่าคนที่ทำให้ต้องออกจากสถานศึกษาจะมิใช่เฉินเหลียนเอ๋อร์แต่เป็นตัวนางเสียเอง
นางเข้าใจแล้ว
ไม่ว่าในใจของนางจะมีความโกรธมากเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์หมากในวันนี้นางพ่ายแพ้แก่ตระกูลเฉิน ไม่สามารถหันหลังกลับได้แล้ว
บนใบหน้าของไป๋ฝูฉวีทำได้เพียงแสดงท่าทางระมัดระวังยามพูดกล่าวตอบคำถามทีละประโยคอย่างเชื่องช้า
ความจริงแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรนอกจากการวางแผนสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือมองออกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น แต่เฉินเหลียนเอ๋อร์กลับไม่เข้าใจ
เห็นได้ชัดเจนว่านายหญิงเฉินเองก็มองเห็นจุดนี้เช่นเดียวกันมิรู้ว่าเป็นเพราะบุตรสาวของนางเติบโตมาอย่างสุขสบายตั้งแต่เด็กเกินไปหรือไม่ ถึงได้ไม่มีความรู้ในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย
สำหรับเฉินเหลียนเอ๋อร์แม้วิธีนี้อาจเป็นการโจมตีที่ทำให้เจ็บปวดไปตลอดชีวิต แต่ก็ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญสำหรับการเติบโตของนางเช่นกัน
นายหญิงเฉินไม่กลัวว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะเจ็บปวดในครั้งนี้นางกลัวเพียงเฉินเหลียนเอ๋อร์จะจดจำมันได้ไม่นาน กลัวว่าจะโดนไป๋ฝูฉวีอีกคนหลอกหลังจากนี้อาจจะมีหวงฝูฉวี จูฝูฉวีเข้ามาหลอกนางครั้งแล้วครั้งเล่านี่ถือเป็นเรื่องที่มารดาอย่างนางกังวลใจมากที่สุด
ไม่ช้าก็เร็วเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ต้องจากอ้อมอกมารดาไปรอจนนางโตพอที่จะแต่งงานออกไป ภายหลังในจวนก็จะเต็มไปด้วยนกกระจิบนกนางแอ่น [2] หากนางไม่เข้าใจในกลอุบายหรือลูกไม้เช่นนี้เมื่อถึงเวลานั้นเกรงว่าแม้แต่กระดูกของนางก็คงถูกคนแทะไปจนสิ้น
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้นายหญิงเฉินก็อดมิได้ที่ต้องมองออกไปนอกประตู
ด้านนอกประตูไม่มีสิ่งใดแต่นายหญิงเฉินยังคงจดจำดวงตาทรงดอกท้อที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มิอาจมองเห็นก้นบึ้งนั้นได้
เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ยามเป็นเด็กไม่ได้เป็นเช่นนี้แต่ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดโตขึ้นมาถึงได้เป็นอย่างทุกวันนี้ไปได้
เดิมทีนางเกรงว่าด้วยนิสัยของเฉินเหลียนเอ๋อร์หลังแต่งงานออกไปแล้วจะโดนเอาเปรียบเอาได้ ดังนั้นนายหญิงเฉินจึงหาคู่หมั้นให้นางตั้งแต่วัยเด็กนายหญิงทั้งสองฝ่ายคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เด็กๆ ก็ล้วนแต่เติบโตมาด้วยกัน
เพียงแต่ในวัยเยาว์เด็กคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่น่าเอ็นดูดูเชื่อฟังยิ่งนัก เหตุใดยามนี้ดูแล้วถึงมิได้เป็นเช่นนั้นกัน?
วันนี้ดูเป็นผู้ที่มีความสามารถแต่อาจไม่ใช่เจ้านายที่สงบสุข
เดิมทีเมื่อปีกลายได้เดินทางไปยังสถานศึกษาตระกูลหยวนพร้อมกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดถึงได้บอกว่าสุขภาพของตนมิสู้ดี จะกลับตระกูลเพื่อรักษาตัวสักหนึ่งปีและปีนี้ได้เอ่ยว่าจะไปที่สถานศึกษาพร้อมเหลียนเอ๋อร์ ทว่ากลับกันยิ่งดูน่ากังวลขึ้นไปอีก
นายหญิงเฉินคิดว่าสายตาที่นางมองคนอื่นแม่นยำเป็นอย่างยิ่งเดิมทีว่าที่ลูกเขยที่นางให้ความสำคัญ เห็นได้ชัดว่ามิอาจมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับในใจมีสิ่งใดที่ไม่อาจสัมผัสคนประเภทนี้เป็นผู้ที่น่าจะอันตราย ยิ่งไปกว่านั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะสามารถควบคุมเอาไว้ได้
ตามการคำนวณเมื่อผ่านวันเกิดในเดือนสี่ปีนี้ไป เหลียนเอ๋อร์จะมีอายุครบสิบสี่ปี ซึ่งสามารถเตรียมสินสอดแต่งงานได้แล้ว
หากเด็กคนนั้นไม่มีความรู้สึกใดต่อเหลียนเอ๋อร์สินสอดของหมั้นก็ยังไม่ได้ทำการแลกเปลี่ยน มันก็ยังพอมีโอกาสสำหรับการเปลี่ยนแปลง
ทว่าทั้งสองตระกูลได้ถามเด็กคนนั้นแล้วเด็กคนนั้นเพียงเอ่ยคำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อ [3] น้ำเสียงที่เอ่ยไม่ได้แสดงความไม่พอใจอะไรยังกล่าวอีกว่าในปีนี้จะตามเหลียนเอ๋อร์ไปเล่าเรียนพร้อมกันมิอาจให้นางต้องพบเจอกับความลำบากที่สถานศึกษาได้
ท่าทีการพูดเช่นนั้นทำให้ผู้ที่ได้ยินมิอาจจับต้นชนปลายได้ถูก
เขากล่าวว่าเต็มใจแต่ก็มิเห็นว่าจะมีใจต่อเหลียนเอ๋อร์ ยิ่งเมื่อครู่ตอนที่อยู่บนอาคารก็เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้มีใจต่อเหลียนเอ๋อร์ของตนเลยสักนิด ตั้งแต่ต้นจนจบเขาเป็นผู้ที่เปิดเผยมาเสมอและยังตั้งใจหัวเราะเย้ยหยันเสียดสี เช่นนั้นควรทำอย่างไรดี?
เขาบอกว่ามิกล้าแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าไม่พอใจต่อการแต่งงาน พอเอ่ยถามเขาก็ไม่กล่าวสิ่งใดเพียงให้ความสนใจกับการรำไทเก็กตรงหน้า มิรู้ว่าแท้จริงแล้วในใจของเขาคิดสิ่งใดอยู่
ในอนาคตก็มิรู้เช่นกันว่าเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรและวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อไรที่เหลียนเอ๋อร์จะเริ่มมีความคิดความอ่านได้เสียที
นิสัยของนางหากให้พูดก็คือเปิดเผยซื่อตรงแต่หากกล่าวตามตรงก็คือเป็นเพียงคนโง่เขลาเท่านั้น นั่นเป็นเพราะนางไม่อบรมสั่งสอนให้ดีแต่วันนี้คนได้เป็นเช่นนี้ไปแล้ว จะมานั่งเสียใจภายหลังก็ไม่มีประโยชน์
วันนี้สิ่งที่นายหญิงเฉินกังวลมากที่สุดก็คือสิ่งนี้นายหญิงเฉินไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดีทว่าวันนี้สิ่งที่อาจปล่อยไปได้ก็คือความคิดทั้งหมดของตน และหันมาให้ความสนใจกับไป๋ฝูฉวีใช้สายตาที่เฉียบคมของนางบังคับให้อีกฝ่ายเล่าออกมาอย่างละเอียด
ยามนี้ไป๋ฝูฉวียังคงหวาดกลัวนางนายหญิงเฉินจึงทำเพียงซ่อนความกังวลและความเหนื่อยล้าเอาไว้ภายในใจ
หวังเพียงว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ของไป๋ฝูฉวีไปสติของเฉินเหลียนเอ๋อร์จะตื่นขึ้นมาได้บ้าง และเข้าใจว่าตนไม่สามารถทำเพียงหลบอยู่ด้านหลังของมารดาให้มารดาปกป้องเช่นเด็กน้อยอีกแล้ว คนควรจะมีสติตื่นขึ้นมาได้แล้ว
ไป๋ฝูฉวีเอ่ยอย่างเชื่องช้าเรียวคิ้วของนายหญิงเฉินขมวดขึ้น ไป๋ฝูฉวีที่ตกใจก็รีบพูดออกมาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่านางมีความกลัวอย่างชัดเจน
สิ่งที่นางพูดออกมาล้วนเป็นสิ่งที่นายหญิงเฉินรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว
นายหญิงเฉินฟังอย่างคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกด้านหนึ่งก็คิดว่าเหตุใดเรื่องราวถึงเป็นเช่นนี้ หากเฉินเหลียนเอ๋อร์ฉลาดมากกว่านี้ก็คงมิจำเป็นให้นางต้องลงมือแม้จะกล่าวว่าในอกของไป๋ฝูฉวีมีหุบเหว แต่เมื่อตรวจสอบอย่างชัดเจนมือก็ยังกุมจุดอ่อนของนางเอาไว้ ทำให้นางมานั่งคุกเข่าตรงหน้าและพูดอย่างเชื่อฟังแม้ว่าในใจของนางจะมีความโกรธหรือไม่ยินยอมอย่างไร แต่นางก็ทำได้เพียงนั่งคุกเข่าอย่างเชื่อฟังเท่านั้น
นี่ต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่าหลักการปกครองคน
แต่เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่เข้าใจ
นางเล่นกับความคิดเหล่านี้น้อยครั้งมากแม้ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะคิดว่าความคิดของตนเป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมาและชัดเจนมากแล้วแต่เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ยังฟังได้ไม่เข้าใจมากพอบางครั้งบนใบหน้าก็ยังเต็มไปด้วยความสับสนแม้กระทั่งความคิดของตนนางก็แทบคิดตามไม่ทัน
ความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามเกิดขึ้นในใจของไป๋ฝูฉวีทันใดนั้นจู่ๆ น้ำชาก็ถูกเทออกจากถ้วยชาตรงหน้าทำให้เครื่องสำอางที่แต่งแต้มมาอย่างดีเลอะไปหมด
ผ่านความเปียกชื้นบนใบหน้าสิ่งที่ไป๋ฝูฉวีมองเห็นมีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยการเหยียดหยัน และมันยังไร้ซึ่งความรู้สึก
แรกเริ่มไป๋ฝูฉวียังไม่เข้าใจความหมายของนายหญิงเฉินทว่าหลังจากเหม่อลอยและโดนน้ำชาที่นายหญิงเฉินสาดมายังใบหน้า นางถึงได้เข้าใจขึ้นมา
นายหญิงเฉินกำลังโกรธนาง
เพราะเรื่องนี้นางถึงให้ไป๋ฝูฉวีพูดไม่ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะฟังเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เหตุผลมันไม่ได้อยู่บนตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์แต่เป็นไป๋ฝูฉวี
นายหญิงเฉินไม่สนว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะเข้าใจหรือไม่เพียงนางฟังแล้วไม่เข้าใจ นั่นคือความผิดที่เกิดจากไป๋ฝูฉวี
เลือดที่เพิ่งจะแข็งตัวบนฝ่ามือของไป๋ฝูฉวีถูกเล็บจิกจนฉีกออกอีกครั้งมือที่อยู่ในแขนเสื้อถูกกำเข้าหากันจนแน่น ทว่าใบหน้าของนางกลับทำได้เพียงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนและแสดงความเคารพออกมา
แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยน้ำชาและความจนมุมทว่าไป๋ฝูฉวีกลับทำได้เพียงพูดต่อไปอย่างถ่อมตัวและระมัดระวัง
จุดที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่เข้าใจสายตาที่ดุดันของนายหญิงเฉินก็จะมองมาที่ไป๋ฝูฉวี เป็นสัญญาณให้นางหยุดและพูดอย่างละเอียดอีกครั้ง
การวิเคราะห์อย่างละเอียดเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าละอายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ไป๋ฝูฉวีกล่าวนั้นเป็นเรื่องของตนเองยิ่งพูดนางก็ยิ่งพูดต่อไปไม่ไหว... นางไม่ใช่คนที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพูดไปก็ราวกับว่าตนอยู่ในมุมมองภววิสัย ทว่าเมื่อลองมองจากมุมที่นางยืนอยู่สิ่งที่นางทำลงไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์พึงกระทำ
เฉินเหลียนเอ๋อร์ยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งมืดคล้ำลง
เดิมทีนางคิดว่านั่นเป็นความรู้สึกลึกซึ้งของพี่น้องทว่ามันกลับเป็นเพียงความรู้สึกที่สาวน้อยคนหนึ่งต้องการหลอกลวงนางเท่านั้นเพื่อให้นางเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง แต่ความจริงกลับไม่มีความรู้สึกของพี่น้องที่แท้จริงอยู่เลยสักนิด
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นทำให้นางคิดว่าตนช่างมีเกียรติทว่าเป็นสตรีตรงหน้าที่หลอกล่อให้นางคิดเช่นนั้น นางได้ทำศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตนหายไปทุกคนล้วนคิดว่านางเป็นคนไร้เหตุผล โง่เขลา และยังปากร้ายภายใต้ความโดดเด่นในด้านนั้นของนางไป๋ฝูฉวีถึงได้เป็นเหมือนดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาจากดินโคลนไร้การแปดเปื้อนทำให้ยิ่งสูงส่งและยังดูบริสุทธิ์
ในด้านการเรียนยิ่งเป็นเรื่องที่น่าขบขันไป๋ฝูฉวีคิดเพียงให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ติดตามนางโดยไม่คิดถึงความก้าวหน้าเบื้องหน้านางทำเหมือนเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่กับเฉินเหลียนเอ๋อร์ แต่แท้จริงแล้วนางเพียงทำให้ตนดูเป็นคนไม่เอาไหนทว่าแอบใช้เวลาส่วนใหญ่สำหรับการเรียน นี่จึงทำให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่อาจเทียบกับไป๋ฝูฉวีได้เป็นธรรมดาเมื่อยิ่งเที่ยวเล่นไปเรื่อยไม่สนใจความก้าวหน้าในชีวิต เช่นนั้นแล้วจะสามารถเทียบกับนางได้อย่างไร?
เรื่องทั้งหลายเหล่านั้นพูดไปก็ยิ่งทำให้เฉินเหลียนเอ๋อร์สับสน
นางไม่เคยคิดเลยว่าจิตใจของผู้คนจะสกปรกโสมมได้ถึงเพียงนี้ไม่เคยคิด แม้แต่ส่วนลึกที่สุดก็ยังไม่กล้าคิด ทว่าเรื่องราวนองเลือดในความจริงนี้มันได้ตบลงบนใบหน้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์ทำให้นางคิดว่าตนช่างโง่งมไม่ต่างอะไรจากหมู โดนผู้อื่นหลอกให้กลายไปเป็นมีดในมือ ชี้ฝั่งไหนก็โจมตีฝั่งนั้นถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์
เยี่ยนเจาเจาเห็นเรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจน
นางอยู่ในที่ที่ผู้อื่นคิดไม่ถึงเรื่องราวทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตา แต่ภายใต้เรียวคิ้วและดวงตากลับมีรอยยิ้มแห่งความไม่แยแสฉายอยู่
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1]ปลาเหม็นกุ้งเน่า หมายถึง พวกไม่ได้เรื่อง ไร้ประโยชน์หรือพวกขยะ
[2]นกกระจิบนกนางแอ่น หมายถึง บ้านที่มีอนุภรรยาและหญิงโสเภณี
[3]คำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อ เปรียบเปรยถึงการแต่งงานที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่ได้รักชอบกันหรือไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พ่อแม่เป็นคนจัดการ แม่สื่อเป็นคนแนะนำ